คนเราผสมพันธุ์กันยังไงจ๊ะพ่อจ๋า
เมื่อกว่า 4ปีก่อน ขณะที่นั่งว่างๆในห้องพักแพทย์ เพื่อนรุ่นพี่คนหนึ่งหลุดปากคุยกับผมว่า “วันนี้ที่โรงเรียนของลูกสาว คุณครูประกาศว่า นักเรียนคนใดท้อง ต้องถูกไล่ออกจากโรงเรียน” ตอนเย็นลูกสาววัย 10 ขวบกว่านิดๆจึงกลับมาถามเขาว่า คนเราท้องได้ยังไง ท่านจึงถามผมว่า “ถ้าเป็นคุณ คุณจะตอบยังไง” ผมจำได้ว่า วันนั้นไม่ได้ให้คำตอบเขาแต่ก็ไม่เคยนิ่งนอนใจ ตอนนั้นผมก็เพิ่งจะมีลูกสาวคนโต อายุเธอราวๆขวบกว่าๆเท่านั้น ไม่รู้เหมือนกันครับว่าจะให้ตอบได้อย่างไร แต่ผมเชื่อว่า หากเชื้อไม่ทิ้งแถว วันหนึ่งอันไม่ไกลนี้ผมต้องได้รับคำถามนี้แน่ๆ
จากวันนั้นมา ผมก็เก็บรวบรวมหนังสือที่เกี่ยวกับเรื่องเพศเอาไว้หลายเล่ม ที่เก็บไว้อย่างดีคือหนังสือเรื่อง “พวกนั้น นั่นกันอย่างไร” ของสำนักพิมพ์สารคดี ที่บรรยายถึงการผสมพันธุ์ของสัตว์ชนิดต่างๆ เต่า เม่น เป็นต้น ผมซื้อมาอ่านแล้วเก็บเอาไว้ตั้งแต่สมัยเป็น extern ที่นครศรีธรรมราช (ปีพ.ศ.2538)
จนวันนั้นก็มาถึง พี่แป้งอายุราว 2 ขวบเศษ เธอช่างถามไปเสียทุกเรื่อง (เชื้อไม่ทิ้งแถวจริงๆครับ แม่ผมเคยเล่าว่า สมัยก่อนที่ผมยังเป็นเด็กๆ เวลาเพื่อนพ่อมากินเหล้ากันที่บ้านทีไร เจอผมตั้งคำถามซะจนกระทั่งไม่นานเขาก็ย้ายไปกินกันที่อื่นเพราะกลัวผมถาม) เธอเคยถามว่า “คนคนแรกเกิดมาได้ยังไง” นี่เป็นน้ำจิ้มเลยครับ
คืนวันนั้นเป็นวันพฤหัสบดี ผมกำลังดูรายการสารคดีเรื่องหนึ่งทางช่อง 9 เป็นเรื่องช้างครับ และเมื่อถึงเวลาที่ช้างผสมพันธุ์กันนั้น เจ้าตัวผู้ก็ขึ้นคร่อมตัวเมีย อวัยวะเพศก็เข้าด้านในของตัวเมีย ตอนนี้ผมจึงเรียกพี่แป้งมาดูแล้วบอกเขาว่า นี่เป็นการผสมพันธุ์ของช้างนะลูก อีกไม่นานก็จะมีลูกช้างอยู่ในท้องของแม่ช้าง เธอก็ดูแล้วก็เล่นต่อไป ราวกับว่าไม่ได้สนใจสิ่งที่พ่อเธอแนะนำให้ดูเลยแม้แต่น้อย
ตอนกลางคืนของคืนเดียวกันนั้น เราก็อ่านหนังสือกันเฉกเช่นกับทุกคืนที่ผ่านมา เมื่อเราอ่านหนังสือจบก็มาทบทวนกันว่า วันนี้มีอะไรบ้าง เรื่องที่โรงเรียนเป็นอย่างไร (ตอนนั้นเธออยู่ชั้นอนุบาล โรงเรียนนกฮูก) มาจบเรื่องช้างผสมพันธุ์ แล้วโยงมาว่าคนเราจะมีลูกมาเกิดได้ก็ต้องมีการผสมพันธุ์เช่นเดียวกัน เธอก็ถามผมว่า “แล้วพ่อกับแม่ผสมพันธุ์กันยังไง” งานนี้เล่นเอาผมอึ้ง แม่ของเธอก็นอนหัวเราะกิ๊กๆอยู่ข้างกาย
“ก็คล้ายๆกับช้างนั่นแหละลูก” เธอจึงสวนมาว่า “พ่อทำให้ดูหน่อยได้มั้ย” เอาล่ะสิ จะทำอย่างไรดี เจอลูกรุกแบบนี้ ผมเลยตอบไปว่า “พ่อสัญญาว่า เมื่อลูกโตขึ้นกว่านี้อีกนิด พ่อจะเล่าให้ลูกฟังอีกที แต่ตอนนี้ดึกมากแล้ว ลูกน่าจะนอนก่อนนะคะ” ว่าแล้วเธอก็หลับยังกับปิดสวิทซ์
คืนนั้น ผมมีความสุขมากครับ รอมาตั้ง 1 ปี กว่าที่เธอจะถาม
นี่เป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนเพศศึกษาที่ดีที่สุด เรียนรู้จากธรรมชาติ เรียนเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับตัวคนเรา การที่ผมตอบลูกไปอย่างนั้น ย่อมทำให้เธอทราบและเข้าใจว่า พ่อตอบคำถามเธอแล้วส่วนหนึ่ง ไม่ได้ปล่อยให้เธอถามแล้วไม่มีคำตอบใดๆ
ลูกอยู่บนฟ้านี่ผมเองได้ยินมาตั้งแต่เด็กเลยครับ
ลูกสาวคนโตก็รับรู้อย่างนั้น แต่รู้ไหมครับ เธอยังถามต่อได้อีกว่า แล้วคนที่อยู่บนฟ้าเกิดได้ยังไง อยู่บนฟ้าแล้วมาอยู่ในท้องแม่ได้อย่างไร ในที่สุดก็ค่อยๆเข้าใจ ว่านั่นเป็นเพียงคำเปรียบเปรย
ช่วงหนึ่งเธอเคยโวยวายว่า ทำไมตอนพ่อกับแม่แต่งงานกัน ไม่พาน้องแป้งไปงานด้วย เอาเข้าไปท่าน
ผมย้ำกับเขาเสมอว่า ลูกเป็นคนพิเศษที่พ่อกับแม่รอ และตั้งใจอย่างมากที่จะให้มาอยู่ในท้องของแม่
ผมตั้งใจไว้ว่า วันหลังจะเล่าเรื่องการสอนเพศศึกษาให้ลูก ให้ฟังครับ
ทำไมหนูไม่ได้ไปงานแต่งงานแม่ ฝากมาให้อ่าน..ค่ะ
สวัสสดีครับคุณ
ผมไม่สามารถเข้าไปได้เลยครับ ไม่ทราบว่าเหตุใด เดี๋ยวจะลองแกะรอยคุณไปนะครับ ได้ความว่าอย่างไร จะมาเล่าให้ฟังครับ
เรื่องนี้ละเอียดอ่อนและต้องการความเป็นธรรมชาติมากๆเลยล่ะค่ะ ต้องเริ่มที่ตัวเราเองกับทัศนคติที่ดีต่อเรื่องนี้ เราถึงจะถ่ายทอดให้ลูกรับรู้ได้ว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องน่าอายที่พูดถึงไม่ได้ เป็นเรื่องธรรมชาติจริงๆ แต่เป็นธรรมชาติที่เป็นส่วนตัวของคน 2 คนเท่านั้นเอง
เด็กๆเมืองฝรั่งจะโชคดีเพราะเขาเปิดเผยเรื่องนี้กันมากกว่าบ้านเรา เขาจะรับรู้เรื่องนี้ได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ลำบากลำบนเท่าเด็กไทย
มีเรื่องขำๆเกี่ยวกับคำด่าที่เด็กๆในโรงเรียน (โดยเฉพาะรร.ชายล้วน) ใช้กัน มาเล่าค่ะ เจ้าสามหนุ่มตอนที่กลับมาจากต่างประเทศใหม่ๆ เพื่อนๆใช้คำที่ทำให้สงสัยหลายๆคำ และเขาจะเก็บมาถามความหมาย หนึ่งในนั้นคือคำว่า เ-ดแม่ ก็ต้องอธิบายกับแบบตรงไปตรงมา แต่เราก็สงสัยกันเล็กน้อยนะคะว่า ฝรั่งเค้าก็มีคำเทียบเท่าแต่เค้าไม่ยักกะเติมคำว่า"แม่"นะคะ เค้าแค่ f-ck you เสียมากกว่า (เรท R ไปหรือเปล่าคะนี่ เล่าแลกเปลี่ยนความรู้นะคะ...ท่านผู้อ่านทั้งหลาย...แฮ่ะ แฮ่ะ...)
แวะมาเยี่ยมนะคะ
สวัสดีครับพี่โอ๋
เห็นด้วยครับที่เป็นเรื่องของคนสองคน แต่ผมยังอาบน้ำอาบกับลูกทุกครั้ง ทั้ง 2 สาวนั่นแหละ เราอาบน้ำมาด้วยกันตั้งแต่จำความได้
เธอสงสัยเหมือนกันว่า ทำไมจิ๋มของเขาไม่เหมือนของพ่อ นั่นก็เลยได้โอกาสสอนว่า เพศต่างกันอย่างไร ครั้นเมื่อเธอไปโรงเรียนตอน 2 ขวบ เธอสามารถแยกเพศได้แล้ว
เธอถามว่าทำไมเธอเป็นผู้หญิง แต่นมไม่เหมือนของแม่ ก็เลยได้โอกาสสอนเรื่องวัยสาว ว่าเป็นอย่างไร
โดยที่ไม่เคยลืมที่จะบอกว่า เราสามารถทำอย่างนี้ได้เฉพาะในห้องน้ำ ในบ้านเราเท่านั้น สามเหลี่ยมต้องห้ามที่ลากตั้งแต่ราวนมมาจรดอวัยวะเพศต้องเป็นของสงวน ให้ดู ใครจับไม่ได้ ถึงตอนนี้เวลาเห็นคนนุ่งน้อย เธอจะบอกพ่อว่า โป๊นะพ่อนะ ใช่ลูก (ขอบคุณที่บอก พ่อชอบดู จุ๊ๆๆ)
จนวันหนึ่ง มีเพื่อนมาที่บ้าน ลูกสาวเขาขึ้นไปอาบน้ำกับลูกสาวผมบนบ้าน ปรากฏว่าพี่แป้ง (ขณะนั้นอายุ 5 ขวบ) ก็ปิดประตู ไม่ยอมให้คุณลุงเห็นเข้าโป๊
เรื่องนี้เคยเถียงกับหมอชาวสิงคโปร์เมื่อ 6 ปีก่อน เขากลัวว่าลูกสาวเห็นของพ่อแล้วอาจจะมีความทรงจำจนถึงวัยสาว ผมก็โต้กลับไปว่า นี่เป็นธรรมชาติ เขาเห็น เขารู้จัก เมื่อรู้จัก ความอยากเห็นก็จะลดลงครับ
คิดว่าเป็นอีกทฤษฎีที่น่าสนใจนะคะ แต่คงจะดูแปลกๆสำหรับสังคมไทยส่วนใหญ่ จะว่าไปหลายๆชาติเขาก็ไม่ได้สนใจกับการปกปิดสรีระมากมายอะไรในเวลาอาบน้ำนะคะ แต่ส่วนมากจะต้องเป็นเพศเดียวกัน ยังไงๆเราๆคนไทยก็ไม่ชินนะคะ
จำได้ว่าครั้งแรกที่เห็นคุณแม่(ฝรั่ง) คนหนึ่งถกเสื้อออกจากหัว ถอดกางเกงขาสั้นที่ใส่อยู่ เพื่อจะลงไปเล่นน้ำที่ริมแม่น้ำสวอนกับลูกเขาต่อหน้าต่อตา อ้าปากค้างอยู่ตั้งนานแน่ะค่ะ กว่าจะรู้ตัวว่าเราตื่นเต้นอยู่คนเดียว คนอื่นเค้าไม่เห็นเป็นเรื่องแปลกอะไร เมืองที่มีแม่น้ำ ทะเล ชายหาดเนี่ย เห็นโน่นเห็นนี่ที่ไม่น่าจะได้เห็นบ่อยมากๆค่ะ เพราะท่านๆเธอๆทั้งหลายท่านเตรียมตัวถอดกันอยู่ตลอดเวลา เด็กๆบ้านเมืองเค้าเลยไม่ต้องแอบสงสัยอะไรเลยล่ะค่ะ
สงสัยตอน link เอามาไม่ครบค่ะต้องขออภัยแต่ตามไปแล้วพบคุณธนพันธ์แกะรอยไปเรียบร้อยแล้ว...ขอบคุณค่ะ...ดิฉั้นคนหนึ่งหล่ะที่ไม่หลีกเลี่ยงการอธิบายให้ลูกฟังเรื่องเพศ...ที่แกสังเกตเห็นแล้วถามประสาซื่อ..ก็พูดคุยกันไป..อย่างน้อยแกก็จะเรียนรู้ว่าเราไม่ถือว่าการพูดเรื่องนี้น่าอาย...แม้อธิบายยาก..แต่แม่ก็พยายาม...สุดท้ายเล่าอะไรต่อไม่ได้ก็บอกว่าแม่ขอคิดก่อนนะคะ...คิดออกแล้วจะคุยต่อ...ส่วนใหญ่แกจะลืมไปเลยเป็นความสนใจแบบสะดุดคิดขึ้นมานะคะ..ถ้าได้รับการตอบสนองสักสามสี่คำ...ก็โอเค...แต่ถ้าไม่ตอบเลยแกจะวิ่งไปถามพ่อ...หรือถามคนอื่น...ต่อไป
สวัสดีครับคุณ
หลายครั้งทีเดียวที่ผมไม่สมารถตอบคำถามลูกได้ ก็บอกไปตามตรงครับว่า พ่อไม่รู้ แล้วก็จะแกล้งถามกลับไปว่าทำไมลูกจึงถามคำถามนี้ ลูกคิดว่าเป็นอย่างไรล่ะ เราไปหาอ่านใน net ดีมั้ย อยากดูรูปของมันมั้ย พ่อจะเปิดให้ดู
ทำสำคัญที่สุดคือ ไม่มั่วครับ ฮ่า ฮ๋า
ตอนนี้คุณตัวเล็กคนที่ ๒ ก็เริ่มออกลายแล้วครับ ถามทุกอย่างเหมือนกัน เชื้อไม่ทิ้งแถวจริงๆ
สวัสดีคะ
แวะเข้ามาอ่านเจอคะ อยากสอบถามเกี่ยวกับโรงเรียนนกฮูกคะ มีรายละเอียดเกี่ยวกับที่ตั้งโรงเรียน และวิธีการสอนอย่างไรคะ มีคนพูดต่อกันมาหลายคนแล้วคะ รบกวนด้วยนะคะ ขอบคุณคะ
น่าจะมีคนทำเรื่องเพศศึกษาให้เป็นการ์ตูนสำหรับแต่ละวัยนะค่ะ
สวัสดีครับคุณอัญชลี ขอโทษที่ตอบช้ามาก
โรงเรียนนกฮูกมีชื่อจริงว่า บ้านโรงเรียนนกฮูก มีชื่อเล่นว่า โรงเรียนอนุบาลพัฒนาเยาวชน ฮ่า ฮ่า
อยู่ทางไปแม็กโคร ตรงข้ามกับวิทยาลัยการอาชีพหลวงประธานฯ เป็นที่ตั้งเดิมของร้านอาหารจายเบียร์เก่าครับ เวลามีคนถามว่าลูกอยู่โรงเรียนอะไร เมื่อตอบว่านกฮูก ต้องเตรียมตอบคำถามที่ 2 เสมอว่า อยู่ที่ไหนครับ
โรงเรียนนี้เป็นโรงเรียนเล็กๆ ย้ำว่าเล็กๆมากครับ บางชั้นมีเด็กไม่ถึง 10 คน ค่าเล่าเรียนค่อนข้างแพงไปนิด
ระบบการเรียนตรงสเป็คผมมาก นั่นก็คือ child - centered เด็กสนุก ไม่มีความเครียด เล่นไปเรียนไป
ผมเป็นคนที่เรื่องมากกับการเรียนของลูกมากครับ กว่าจะพบที่นี่ เลือกอยู่นาน ประเภทที่ว่า โรงเรียนไหนชอบมายุ่งกับทรงผม(ต้องตัดจนถึงหู..มันน่าจะให้โกนไปเลย รู้แล้วรู้รอด) ยุ่งกับการแต่งตัว ครูชอบวางตัวเหนือพ่อแม่ มีการบ้านทุกวัน นิยมสนับสนุนการเรียนพิเศษแล้วล่ะก็ อย่าหวังว่าผมจะพาลูกไปโรงเรียน
เมื่อ 4 ปีก่อน ผมเคยบอกกับครูว่า ผมไม่สนใจว่าลูกผมจะอ่านหนังสือเร็วแค่ไหน แต่ผมต้องการให้ลูกคิดอย่างเป็นระบบ กล้าที่จะคิด รักการไปโรงเรียน
เมื่อกลับจากโรงเรียนแต่ละครั้ง ผมจะถามลูกดูว่า เรียนเรื่องอะไรบ้าง ซึ่งส่วนมากจะเป็นการเล่นเสียมากกว่า แต่เชื่อไหมครับว่า เธอสามารถอ่านและเขียนหนังสือได้เร็วมาก จบอนุบาล 3 มานี่ ผมกล้าที่จะบอกได้เลยว่าเธอน่าจะอ่านได้ดีกว่าเด็ก ป. 1 บางคนเสียอีก เธอเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ได้อย่างสนุกสนาน บวกเลขเก่งครับ (แต่อย่าหวังพึ่งโรงเรียนอย่างเดียวนะครับ ผมกับภรรยาก็สอนลูกเองบ้างเหมือนกัน ยังอ่านหนังสือให้เธอฟังเกือบทุกคืนครับ)
ผมคิดว่าคุณควรไปดู ไปดูการเรียนของเขา ไปดูว่าเด็กๆอยู่ยังไง ไปคุยกับคุณครูก่อนครับ
หากตัดสินใจให้ลูกเรียนที่นี่แล้วล่ะก็ ต้องใจแข็งครับ เพราะเราจะเจอกับเพื่อนผู้หวังดี ประสงค์ร้ายมาถามเราเสมอว่า จะดีเหรอ การบ้านก็ไม่มีให้ลูกทำเลย เรียนอะไรก็ไม่รู้ ไม่เห็นเป็นเรื่องเป็นราว ไม่สนใจเรื่องระเบียบวินัย ผมเจอมามากครับ แต่ก็ยังยินดีปรีดาที่จะพาลูกไปเรียน แนะนำเพื่อนฝูงให้พาลูกเขาไปเรียน
ตอนนี้เธอไปอยู่โรงเรียนธำรงค์วัฒนาพัฒนาเยาวชน (นกฮูกใหญ่) แล้วครับ
อาจารย์
ครับ
มีคนพยายามทำมามาก แต่อย่างว่าครับ ผู้ใหญ่บ้านเมืองเราหลายคน อีกทั้งกระทรวงศึกษาเองก็โบราณเสียเหลือเกิน ใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล มีคนพยายามทำก็หาว่า ชี้โพรงให้กระรอก ไม่เคยอ่านเอกสารงานวิจัยบ้างเลยครับ เอาแต่วิจารณ์อย่างเดียว ที่อื่นเขาสอนกันเป็นเรื่องเป็นราวทั้งนั้น
อีกประมาณ 1 ชาติครับ กว่าการศึกษาบ้านเราจะไปทันคนอื่น หรือรอให้มีการผลัดใบใหม่ก่อน เราจึงจะก้าวหน้า
ยกตัวอย่างเรื่อง คู่มือวัยใส ที่สอนเรื่องเพศให้ดูง่าย เช่น การชักว่าว (เขาอธิบายได้ถึงแก่นเชียวครับ) สนุกมาก เด็กรู้จักกันทั้งนั้น แต่หนังสือนี้ถูก ban เรียบร้อย เป็นไงครับ บ้านเรา
สวัสดีคะ
ขอบคุณคะสำหรับรายละเอียดโรงเรียนนกฮูกคะ คนโตเข้าโรงเรียนแล้วอยู่อ.3 แล้วคะ เรียนอยู่สุวรรณวงศ์คะ กว่าจะรู้ว่ามีโรงเรียนนกฮูกก็เพิ่งจะปีนี้เองคะ กำลังคิดว่าจะดูไว้ให้ลูกคนเล็กนะคะ(กำลังจะ 2 ขวบ) คิดว่าจะเตรียมข้อมูลไว้ก่อน ถ้าว่างช่วยคุยแนวคิดในการเลี้ยงลูกให้ฟังหน่อยนะคะ แล้วทำอย่างไรเกี่ยวกับการเรียนภาษาของลูกคะ จะแวะมาอ่านนะคะ
อัญชลี
ฟังเรื่องโรงเรียนนกฮูกแล้วก็ประทับใจค่ะ คิดถึงคุณวนิษา เรซขึ้นมาเลยค่ะ ดีใจที่ 2 สาวของอ.หมอแป๊ะมีทางเลือกดีๆที่คุณพ่อคุณแม่ถูกใจ
สำหรับคุณอัญชลี ขออนุญาตเสริมนิดนึงค่ะว่า จากประสบการณ์ตรงที่พบเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว 2 หนุ่มของพี่ก็เริ่มต้นที่โรงเรียนสุวรรณวงศ์อยู่จนถึงประถม 2-3 ก่อนที่จะไปเรียนที่ออสเตรเลียอีก 6 ปี พบว่าที่นั่นก็สอนเด็กแบบค่อนข้างสนุกสนานนะคะ มีวิชาการแต่คุณครูเข้าใจทำให้เป็นเรื่องสนุก ไม่เคร่งเครียด และไม่เร่งรัดเด็กเหมือนกันทุกคน ทำให้ 2 หนุ่มของพี่รักการเรียนรู้และไม่เครียดค่ะ ไปอยู่กับเด็กฝรั่งใหม่ๆก็เก่งเลข เก่งสะกด (spelling) กว่าเพื่อนวัยเดียวกัน ทำให้เขาไม่มีปมด้อย และพื้นฐานภาษาไทยที่เขามีก็คงอยู่กับตัวเขาเสมอมา กลับมาเรียนเมืองไทยได้เป็นอย่างดีมีความสุขค่ะ เชื่อว่ามีพื้นฐานมาจากตรงนั้นมากทีเดียวค่ะ
พี่เห็นว่าการเลือกโรงเรียนให้ลูกน่าจะดูจากธรรมชาติของลูกด้วยค่ะ มีเด็กหลายๆคนที่เค้ามีความพิเศษในตัวซึ่งไม่เหมาะกับระบบโรงเรียนทั่วๆไปของบ้านเรา และถ้าจับเขาไปเข้าระบบแบบนั้นเขาจะไม่มีความสุขแน่นอน แต่โดยทั่วไปแล้ว เราพ่อแม่ควรจะสื่อถึงความรู้สึกของลูกได้ดีกว่าใครๆ เชื่อสัญชาตญาณของตัวเอง และอย่าเปรียบเทียบลูกกับเด็กคนไหนๆเลยค่ะ เด็กแต่ละคนต่างก็มีดีที่ไม่เหมือนใคร เราพ่อแม่นี่แหละที่จะช่วยมองเขาให้เห็นสิ่งที่เขาเป็น ไม่ใช่ปั้นเขาอย่างเดียว อย่าเอาสิ่งที่เราอยากเป็นไปจัดการชีวิตลูก (เห็นพ่อแม่หลายๆคนที่เข็นลูกให้ทำโน่นทำนี่ ด้วยการบังคับจนลูกเครียดแล้ว สงสารเด็กๆค่ะ)
ขอบคุณครับพี่โอ๋ที่ช่วยเติมเต็ม ผมเองก็เคยอ่านเรื่องราวของคุณวนิษาเหมือนกัน รู้สึกทึ่ง แต่ก็อย่างว่านะครับ เราควรเชื่อสัญชาตญาณของตัวเอง ไม่มีใครรู้จักลูกเราเท่าเรา (ถ้าเราได้อยู่เลี้ยงดูเขานะครับ ไม่ใช่ทำแต่งานจนลืมลูกไป) โรงเรียนไม่มีทางที่จะสอนลูกเราได้ทั้งหมด ผมสอนลูกมากกว่าครูครับ
เราเที่ยวด้วยกันบ่อยมาก มีคนเคยบอกผมว่า ทำตัวไม่เหมือนหมอเลย เที่ยวลูกเดียว ผมก็ตอบว่า ลูกจะอยู่กัยเราไม่กี่ปีหรอก อายุ 15 เขาก็มีเพื่อนเป็นสรณะแล้ว ไม่เที่ยว ไม่เลี้ยง ไม่สอนกันตอนนี้ แล้วจะสอนเขาตอนไหน
การอ่านหนังสือ ผมกับแม่เขาก็เป็นคนแรกที่สอน สอนด้วยการอ่านให้ฟัง แทรกเรื่องราวชีวิตประจำวันใส่ลงไปบ้าง
อย่าลืมว่า ลูกเราคือลูกเราครับ ไม่ใช่ลูกครู
เห็นด้วยอย่างยิ่งกับอ.หมอแป๊ะค่ะ และขอยืนยันอีกทีว่าเป็นความจริงที่สุดเลยค่ะว่า ช่วงเวลาก่อนที่ลูกจะอายุ 10 ขวบ นี่แหละค่ะคือเวลาที่เราควรทุ่มเทให้ลูกมากที่สุด พี่เห็นผลกับสามหนุ่มที่มีว่า เราคือคนที่รู้จักลูกดีที่สุด (ยิ่งกว่าตัวลูกเองเสียอีก) เพราะเราเห็นเขามานานกว่าอายุของเขาเสียอีก แต่ละคนเขา unique มาตั้งแต่ปฏิสนธิ และยิ่งโตเขาก็ยิ่งต้องการเราน้อยลง แต่ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราใช้เวลาร่วมกับเขาเป็นความทรงจำที่ดีของลูกและเรา ถึงตอนนี้ที่ 2 คนโตเขาอายุ 15,14 แล้ว ก็เห็นผลแล้วล่ะค่ะว่า น่าดีใจขนาดไหนที่เราให้เวลาเขาตอนที่เขาต้องการเรา ตอนนี้เขาจะไปไหน ทำอะไรพี่ไม่ต้องตามดูเลย เพราะรู้ว่าลูกเป็นอย่างไร ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราส่งไปถึงเขากลับมาหาเราหมดเลยค่ะ มั่นใจได้เลยว่าเราทำหน้าที่พ่อแม่ (ไม่ใช่คนส่งเสียลูกให้ถูกเลี้ยงให้โต) ได้ถูกต้องตามเวลาที่สมควรแล้วละก้อ เราจะสร้างพลเมืองดีที่มีความสุขให้สังคมได้อย่างแน่นอนค่ะ
คุยไปคุยมา เราหลุดจากหัวข้อไปไหนแล้วก็ไม่ทราบนะคะ แต่ที่แน่ๆรู้สึกเราจะมีแนวทางที่คล้ายๆกันนะคะ
คราวนี้ต้องขอบคุณมากๆทั้งคุณหมอและพี่โอ๋นะคะ ที่เข้ามาช่วยกันแบ่งปันประสบการณ์ให้คะ ถ้าไม่เป็นการรบกวนทั้งคุณหมอและพี่โอ๋ช่วยเล่าเทคนิคการสอนภาษาให้ลูกแบบไม่ทำให้เขาเครียดอย่างไรดีคะ
เรื่องภาษาอังกฤษต้องยกไปให้พี่โอ๋เลยครับ เพราะตัวผมเองนั้นภาษาอังกฤษอ่อนเหลือเกิน ไม่สามารถสอนลูกได้ด้วย เดี๋ยวจะกลายเป็น ดี๊ด อี๊ด อะ บุ๊ก เสียเปล่าๆปลี้ๆ
พยายามเปิดหนังภาษาอังกฤษให้ดู หากมากไปก็กลัวเธอติดทีวี
ยังคิดไม่ออกคร๊าบ