ผู้ที่เสียงดี ๆ เขาก็จะเกริ่นเสียงร้องเอื้อนเอ่ยขึ้นมาก่อน

 

เพลงพื้นบ้าน

จากการปฏิบัติจริง (12)

เพลงแหล่   ตอนที่ 2 

              ในตอนที่แล้ว ผมได้เล่าถึงเพลงแหล่ที่น่าสนใจ ว่าน่าติดตามรับฟังในงานต่าง ๆ คงจะหนีไม่พ้นการแหล่ด้นกลอนสด เสน่ห์ของการร้องแหล่และการแหล่ด้นกลอนสดอยู่ที่ ความฉับไวเป็นปัจจุบันทันด่วน การทำให้ผู้ฟังคาดไม่ถึงว่าจะสามารถหาคำมาร้องได้ และมีการผูกสัมผัสตามแบบแผนผังของบทกลอนได้ โดยรูปแบบลักษณะใหญ่ ๆ ถ้ายึดเอาบทร้องเป็นหลักแล้ว เพลงแหล่จะมี 2 แบบ คือ 

                      

            แบบที่ 1 เป็นการร้องกลอนแปดที่มีบทร้องแบ่งออกเป็น  2 วรรค คือวรรคหน้ากับวรรคหลัง (วรรคละ 3-4 คำ) ซึ่งก็จะสะดวกหรือง่ายต่อการแต่งคำประพันธ์ และง่ายต่อการแบ่งวรรคในการร้อง เพราะผู้ร้องจะต้องอั้นลมหายใจเอาไว้ให้ได้ 1 วรรค เมื่อร้องหมดคำใน 1 วรรคแล้วจึงถอนลมหายใจเข้าไปใหม่ได้ มิใช่ว่าแบ่งลมหายใจเข้าออกตามใจชอบ หรือร้องเป็นขยัก ๆ ก่อนหมดวรรค จะทำให้ผู้รับฟังไม่ได้รับความไพเราะเท่าที่ควร และอีกอย่างหนึ่งคือ ในสำเนียงหรือเสียงที่ร้องจะต้องมีทั้งการบังคับเสียงสูง ต่ำ เสียงสั้น ยาว และเสียงที่หลบขึ้นบน ลงล่างได้อีกต่างหากรวมทั้งการเอื้อนเอ่ยที่จะต้องทำให้อยู่ในชุดลมหายใจเดียวกันจบวรรค  เพลงแหล่ที่ใช้บทร้องแบบ  2 วรรค  เหมาะสำหรับใช้ร้องจังหวะเร็ว (รีบ เร่ง) กระชับ ทันใจ 

ตัวอย่างบทร้องเพลงแหล่แบบ  2 วรรค (กลอนแปด) 

          ย้อนตำนาน        แต่กาลก่อน

          ด้วยสุนทร          ซ่อนความหมาย

          แหล่สดสด        โปรดเข้าใจ

          มือถือไมค์         ใช้ปฏิภาณ

          ตามองเห็น        เป็นความรู้

          เมื่อจ้องดู          ผสมผสาน

          ด้วยความคิด     จิตวิญญาณ

          มาสร้างสรรค์     คำบรรยาย

                       (ชำเลือง  มณีวงษ์  ประพันธ์คำร้อง/2545)

        

          แบบที่ 2 เป็นการร้องแหล่ด้วยกลอนแปด โดยแบ่งออกเป็น  3 วรรค รูปแบบนี้ดี ผู้ร้องสามารถแบ่งลมหายใจเข้าออกได้มากขึ้น คือ สามารถที่จะผ่อนหายใจเข้าได้ทุกวรรค แต่ผู้แต่งคำประพันธ์จะต้องหาคมมาจัดสัมผัสด้วยคำร้องที่มากขึ้น คือใช้คำ 8-10 คำ แบ่งออกเป็น วรรคหน้า วรรคกลาง และวรรคหลัง (3 ส่วน) และเช่นเดียวกัน เมื่อร้องแหล่ไปตามทำนองด้วยเสียงสูง ต่ำ เสียงสั้น ยาว ในช่องว่างแต่ละวรรค ผู้ร้องสามารถที่จะใส่ลูกเล่น (เอื้อน เอ่ย) ด้วยเสียง อืม ฮึ อื่อ อือ ฮึ อือ หรือ เอย... เพื่อเป็นการพักเนื้อร้องบ้างตามความเหมาะสม และการเอื้อนเอ่ยก็เป็นเอกลักษณ์ของเพลงแหล่มาตั้งแต่ต้นตำนาน  บนธรรมมาสน์เทศนามาแล้ว  เพลงแหล่ที่ใช้บทร้องแบบ  3 วรรค  เหมาะสำหรับใช้ร้องจังหวะที่มีความเร็วปานกลาง อ่อนหวาน นุ่มนวล 

ตัวอย่างบทร้องเพลงแหล่แบบ  3 วรรค (กลอนแปด) 

                        ขวัญจิตของ   คนสุพรรณ   มั่นใจรัก

          ศรีของนัก      เพลงไทย    ไม่แปลเปลี่ยน

          ประพฤติดี      เป็นแบบ      อย่างแนบเนียน

          จันต์ยังเวียน   เกี่ยวกับ       เพลงรับรู้

          เป็นเด็กวัง      น้ำซับ         อันอับเฉา

          เป็นเหมือนเงา  นักเพลง     บรรเลงสู้

          เป็นแม่เพลง    พื้นบ้าน       มือชั้นครู

          เป็นเหมือนผู้    สร้างชื่อเสียง   อันเกรียงไกร 

                    (ประจักษ์  ดาวเรือง  ประพันธ์คำร้อง / 2547) 

               

                มีผู้ฟังที่สนใจเพลงพื้นบ้าน ประเภทเพลงแหล่ ให้ความเมตตาถามผมมาว่า ก่อนที่จะร้องเนื้อเพลงแหล่นั้น ผู้ร้องจะต้องเกริ่นก่อนไหม  สำหรับเพลงแหล่ มีทำนองเป็นเอกลักษณ์ของเพลงอยู่แล้ว ถ้าในโอกาสนั้นมีดนตรีบรรเลงก็ให้ทางวงดนตรีเขาขึ้นต้นให้ก่อน (Intro) ดนตรีขึ้นต้นเพลงให้หรือผู้ร้องร้องไปก่อนแล้วดนตรีให้จังหวะตามมา ผสมผสานกันไปก็ได้ สำหรับนักร้องเพลงแหล่ที่เสียงดี ๆ มีความไพเราะ เขาก็จะ เกริ่นเสียงร้อง เอื้อนเอ่ยขึ้นมา โดยร้องเกริ่นแหล่ว่า โอ่ โอ๋...โอ โฮ โอ.. โอ่..โอ... เอ่อ เออ... เอิ้ง เงอ.. เอ่อ เอย... แล้วเริ่มเข้าเนื้อร้อง อย่าง เช่น น้องอิม-หทัยกาญจน์ เมืองมูล ลูกศิษย์เพลงแหล่ที่ผมฝึกให้ ก่อนที่เขาจะขึ้นเนื้อร้อง จะต้องมีเอื้อนเอ่ยขึ้นมาก่อนเสมอ ก็ไพเราะน่าฟังดี  ครับ  

(ติดตามเพลงแหล่ในตอนต่อไป  วิธีฝึกหัดร้องแหล่ด้นสด  จากชำเลือง  มณีวงษ์ / 2550)