คุณเบญจมาศ แห่ง สกว. อีเมล์ แจ้งสรุปประเด็นจากที่ประชุม ครม. เมื่อวันที่ 17 ก.ค. 50 มีเรื่อง ผลการทบทวน GSP ประจำปีของสหรัฐฯ ดังนี้
สินค้าสำคัญที่ใช้สิทธิ GSP สูง 5 อันดับแรก ได้แก่ เครื่องประดับทำจากโลหะมีค่า ยางเรเดียล เครื่องรับโทรทัศน์สี เม็ดพลาสติก และอาหารปรุงแต่ง สหรัฐฯ ได้ตัดสิทธิ GSP ในสินค้า 3 รายการ ได้แก่ เครื่องประดับทำจากโลหะมีค่า เครื่องรับโทรทัศน์สี และเม็ดพลาสติก
ผลจากการถูกตัดสิทธิ GSP ส่งผลให้สินค้าเครื่องประดับทำจากโลหะมีค่า เป็นสินค้าส่งออกสำคัญที่สุดของไทย โดยมีมูลค่าส่งออก 700 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2549 ไทยมีส่วนแบ่งตลาดในสหรัฐอเมริการ้อยละ 10.5 ในขณะที่อินเดียมีส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 33.2 และไทยได้รับยกเว้นเพดานการส่งออกจากสหรัฐฯ มาโดยตลอด ตั้งแต่ปี 2541 เป็นต้นมา นับเป็นระยะเวลา 9 ปี การพิจารณาตัดสิทธิ GSP ในครั้งนี้ เนื่องจากสหรัฐฯ เห็นว่าเป็นสินค้าที่มีศักยภาพในการแข่งขัน โดยพิจารณาจากมูลค่าการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นเป็นลำดับ ในการพิจารณาทบทวน GSP ของสหรัฐฯ ปรากฏว่าทั้งอินเดียและไทยถูกตัดสิทธิ GSP สินค้าดังกล่าว ส่วนจีนไม่ได้รับสิทธิ GSP อยู่แล้ว ส่งผลให้สินค้าที่นำเข้าจากไทย อินเดียและจีน ต้องเสียภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ในอัตราที่เท่ากันคือร้อยละ 5.5 หากพิจารณาจากต้นทุนการผลิตแล้วจีนจะได้เปรียบ เนื่องจากมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่า ผู้ส่งออกรายย่อยจึงอาจสูญเสียส่วนแบ่งตลาดบางส่วนให้กับจีน
ผมเคยได้ยินผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง เอ่ยถึง GSP ว่าเป็นเครื่องมือของสหรัฐฯ ให้คนในประเทศที่ถือว่าเป็น “มิตรประเทศ” ทะเลาะกันเอง ให้สหรัฐฯ ใช้ GSP เป็นเครื่องมือขู่ว่าจะตัด ถ้าประเทศนั้นๆ ไปท้าทายผลประโยชน์ของสหรัฐฯ อย่างประเทศไทยไปใช้ CL กับบริษัทยาของสหรัฐฯ เขาก็ขู่ตัด (หรือตัด) GSP สินค้าบางรายการของไทย ให้ผู้ส่งออกสินค้านั้นๆ ออกมาโวย ขอให้รักษา GSP ไว้ อย่าไปท้าทายสหรัฐฯ เพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มเขา
ท่านที่พูดเรื่องนี้เป็นคนที่น่าเชื่อถือมาก
วิจารณ์ พานิช
18 ก.ค. 50