เมื่อลูกอยากเป็นภารโรง

การสอนนักเรียนชั้นประถมศึกษา เป้าหมายการทำงานของครูอยู่ที่จุดเน้นที่สำคัญที่สุด คือ ให้เด็กๆ ที่เข้ามาใช้ชีวิตร่วมกับผู้ใหญ่ในโรงเรียน มีความสุข เป็นชีวิตที่สร้างพลังความคิดและความใฝ่ฝันที่จะให้ทุกคนรอบตัวเขามีความสุขอย่างชีวิตที่มีสุขสัมผัสได้ 
เช้าวันหนึ่ง ขณะที่ครูภาวิณี กำลังเดินตรวจช่องของใช้ของนักเรียนแต่ละคน  มีผู้ปกครองเดินมาพบ  หลังจากกล่าวทักทายแล้ว  ผู้ปกครองท่านนั้นก็ปรารภถึงความคิดของลูกว่า ลูกมีความคิดแปลกๆ อยากให้คุณครูช่วยแนะนำ ความคิดที่ผู้ปกครองเป็นห่วง คือ ลูกบอกว่าเมื่อโตขึ้นลูกอยากเป็นภารโรง  ลูกยืนยันความคิดนี้กับพ่อสองครั้งแล้ว  พ่อมีความห่วงใยในความคิดที่ดูเหมือนไม่เป็นผู้ใหญ่ และกลัวจะไม่เป็นปกติ เพราะเห็นลูกคนอื่น อยากเป็นหมอเหมือนแม่  เพราะช่วยเหลือคนเจ็บ  อยากเป็นตำรวจเหมือนพ่อเพราะมีลูกน้องเยอะ   หรือ อยากเป็นนักร้องเหมือนดาราที่ดูจากทีวี เพราะมีคนปรบมือให้พวงมาลัยคล้องคอ แต่ลูกผมยังคงยืนยันว่าอยากเป็นภารโรงอย่างพี่ส้มเช้าเพราะช่วยจัดอาหารและทำความสะอาดให้ทุกครั้งที่เด็กๆทำเลอะเทอะขณะที่ผู้ปกครองบอกเล่าด้วยความรู้กังวล  ครูภาวิณีนึกถึงหน้าเด็กผู้หญิงตัวน้อย อายุห้าขวบเศษๆ  หน้าตาร่าเริงสดชื่นอยู่เสมอ มาโรงเรียนแต่เช้า เพราะผู้ปกครองต้องขับรถไปทำงานในเมืองที่มีจราจรค่อนข้างคับคั่ง  เป็นเด็กช่างซักช่างถาม ทำงานเรียบร้อย และค่อนข้างเร็ว จนมีเวลาช่วยครูดูแลเพื่อนที่ทำงานช้า  ครูภาวิณี บอกกับผู้ปกครองว่า เป็นเรื่องปกติสำหรับเด็ก ๆ วัยนี้ เด็กที่อยากจะเป็นภารโรงแต่ละปีมีหลายคน  แต่ทุกคน เปลี่ยนความคิดไปเรื่อย ๆ  พอโตขึ้น เขาจะเลือกอาชีพของเขาเองตามเหตุผลที่เป็นของเขา ผู้ปกครองไม่ต้องกังวลใจมาก  แต่ให้รับรู้ความคิดของลูกด้วยความเข้าใจว่าลูกมีเหตุผลในการคิดอย่างไร  ใช้เวลาแลกเปลี่ยนความคิดกับลูก ให้ลูกได้เรียนรู้วิธีคิดแบบผู้ใหญ่ไปด้วย  แต่สิ่งสำคัญ ต้องไม่หักล้างความคิดของลูกเพียงเพื่อให้ลูกเป็นเด็กดีอยู่ในโอวาท แต่อยากให้ค้นหาความคิดที่ถูกต้องของลูกแล้วให้กำลังใจ ชมเชย เพื่อสร้างเสริมให้เด็กคิดเป็นแต่เด็ก
กรณีของเด็กหญิงนิพดา คุณครูบอกกับผู้ปกครองว่า เขาเป็นเด็กฉลาด มีพื้นฐานความคิดเป็นคนดี อยากช่วยเหลือผู้อื่น ซึ่งคงเป็นผลจากการเลี้ยงดูอบรมที่บ้าน จากการบ้านที่ครูให้นักเรียนไปเขียนเรียงความสั้น ๆงานที่ฉันอยากทำพร้อมบอกเหตุผล  พบว่า นักเรียนที่อยากเป็นภารโรงมีประมาณ 5 คน ในห้องเรียน ป1/ท ซึ่งมี 72 คน เหตุผลที่เด็กหญิงนิพดาให้ไว้คือ อยากมีโอกาสช่วยเหลือผู้อื่นอย่างที่พี่สัมเช้าได้ช่วยเหลือนักเรียนทุกวัน
ครูภาวิณี ได้ชี้แจงให้ผู้ปกครองคลายความกังวลว่า  ลูกฉลาด ลูกใช้เกณฑ์ความดี ในภาวะที่กำลังของตนเองจะทำได้เป็นตัวกำหนดในการตัดสินใจ  ครูภาวิณีเชื่อว่า ถ้าเด็กได้รับกำลังใจให้ใช้ความคิดอย่างมีเหตุผลต่อไปเรื่อยๆ และมีสภาพแวดล้อมของการยอมรับความดีเป็นเกณฑ์ของวิถีสังคม   เมื่อเด็กเติบโตขึ้น เขาย่อมเลือกอาชีพ หรืองานที่เขาสามารถทำความดีได้มากว่างานภารโรงอย่างแน่นอน  ครูขอให้ผู้ปกครองได้ติดตามความคิดและการเปลี่ยนแปลง ขอให้เป็นผู้สนับสนุนความคิดที่ถูก และความเหมาะสมและศักยภาพที่เป็นไปได้ของลูก หวังว่าเด็กๆจะได้เป็นอย่างที่อยากเป็นอย่างมีความสุขที่สร้างสรรค์ พร้อมที่จะสร้างสรรค์ความสุขกับสังคมต่อไป
ครูภาวิณี