ที่ญี่ปุ่นมีสัดส่วนเกษตรกรน้อยกว่าร้อยละ 5 ของประชากรทั้งหมด แต่จะมีการประชุมวิชาการเศรษฐศาสตร์การเกษตรหลายเวทีมากในแต่ละปี จัดกันที่นั่นที่นี่ทั่วประเทศ วงประชุมใหญ่ๆมีนักวิชาการร่วมเป็นร้อย
<p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ที่ประเทศไทยมีสัดส่วนเกษตรกรไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งประชากรทั้งหมด แต่นักวิชาการ “เศรษฐศาสตร์เกษตร” เท่าที่รู้จักจากหลายสถาบันรวมแล้วมีประมาณ 15 คน (ไม่นับที่ไม่รู้จัก ซึ่งถ้ามีมากกว่านี้มาก แสดงว่า เครือข่ายเราแย่มาก) และวันที่เรานัดเจอกันนั้น ก็มีแค่ 6 คน เป็น 5 คนที่มีบทบาทในวงวิชาการสูงพอสมควร (ไม่รวมปัทมาวดี) ทำงานมานานแต่ไม่สามารถผลักดันเชิงนโยบายได้มากเท่าที่ควร เพราะมักเสนอในสิ่งที่นักการเมืองหรือภาคราชการไม่อยากทำ</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">อาจารย์อัมมารปรารภว่า นักเศรษฐศาสตร์เกษตรเหลือแค่นี้เองหรือ </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ประเด็นของการประชุมคือ ศักยภาพของภาคเกษตรไทย ที่จริงธนาคารโลกเป็นผู้ฝากคำถามมา…พวกเราตั้งคำถามว่า ธนาคารโลกต้องการอะไร</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">อย่างไรก็ดี เป็นโอกาสอันดีให้เรามานั่งคุยกัน อาจารย์อัมมารเสนอว่า เป้าหมายการค้นหาศักยภาพของภาคเกษตรไทยก็คือ เพื่อสร้างความมั่นคงทางรายได้ให้เกษตรกร และมีความยั่งยืนทางด้านสิ่งแวดล้อม ศักยภาพของภาคการเกษตรไทยไม่จำเป็นต้องเป็นการส่งออก</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">เราเริ่มคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน ข้อเท็จจริงประการแรก คือ พื้นที่การเกษตรต่อจำนวนประชากรเกษตรเพิ่มสูงขึ้น (เพราะจำนวนเกษตรกรลดลง) แปลว่า ในภาพรวม เราไม่ได้มีปัญหาขาดแคลนที่ดิน แต่จะเป็นประเด็นด้านแรงงานมากกว่า ประการที่สอง คือ พฤติกรรมการบริโภคอาหารของคนไทยเปลี่ยนไป เช่น ทานน้ำตาลน้อยลง การให้ความสำคัญต่อความปลอดภัยด้านอาหาร ประการที่สาม คือ การเข้าสู่สังคมคนชรา</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">แล้วเราก็คุยกันเป็นรายสาขา หลายประเด็น โดยสรุปแล้วโครงสร้างการผลิตภาคเกษตรและพฤติกรรมการผลิต (การใช้แรงงาน ที่ดิน ทุน การบริหารจัดการ การโยกย้ายทรัพยากรระหว่างสาขาการผลิต) เปลี่ยนไปมาก แต่องค์ความรู้เรายังไม่พอ ฐานข้อมูลจากภาครัฐก็แย่ลง ความน่าเชื่อถือก็น้อยลงด้วยเพราะวิธีการเก็บข้อมูลที่ขาดหลักเกณฑ์และหวังผลทางการเมือง (เมื่อก่อนดีกว่านี้)</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">โดยสรุปแล้วสินค้าเกษตรที่เราคุยกันเบื้องต้นว่ามีศักยภาพ ก็คือ พืชพลังงาน (อ้อย มันสำปะหลัง) ผักผลไม้ ไม้ดอก และเราก็ยังคุยกันถึงสาขาอื่นๆด้วยแทบจะทุกชนิดพืชเศรษฐกิจทีเดียว ซึ่งจะนำรายละเอียดที่พูดคุยกันมาเล่าให้ฟังในบล็อกนี้ค่ะ (เป็นการคุยเพื่อตั้งโจทย์ ไม่ใช่คุยเพื่อให้ได้ข้อสรุป)</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p> ข้าว พวกเรายังมองไม่ออกเรื่องศักยภาพใหม่ๆทางการผลิต การตลาด และการแปรรูป แต่ข้าวก็เป็นพื้นฐานของภาคเกษตรและเกษตรกรไทย </p><ul>
</ul><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">(ยังมีต่ออีกหลายเรื่องค่ะ อยากแลกเปลี่ยนกับท่านอื่นๆที่อาจจะมีข้อมูลที่ดีกว่าค่ะ)</p>
<p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p>
</span>
ได้อ่านเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์เกษตรไทยแล้วตกใจ ไม่คิดเลยว่า จะมีนักวิชาการน้อยถึงขนาดนี้
สวัสดีค่ะคุณรุสดี
คงมีนักเศรษฐศาสตร์เกษตรในกระทรวงเกษตรฯ หรือสภาพัฒน์ฯ และในมหาวิทยาลัยราชภัฎฯต่างๆบ้าง รวมทั้งที่ทำงานในภาคเอกชน แต่ที่เป็นนักวิชาการทำงานวิจัยเป็นเรื่องเป็นราวอยู่ในปัจจุบัน ดิฉันว่าคงไม่ถึง 20 คนกระมังคะ
เรียน อาจารย์ปัทมาวดี ที่เคารพ
แฮะๆ ผมอยากเปลี่ยนจำนวนนักวิชาการ ให้กลายเป็นคนที่ติดเอดส์จัง จะได้มีน้อยๆ (แต่เป็นศูนย์ได้คือ ดีที่สุด ครับ)
อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่า พื้นที่ของคนที่จบการศึกษาใหม่ มันไม่มีในชนบท เพราะเราได้รับความรู้ที่แตกต่างกัน ความรู้มันคนละชุดกัน จะใช้ในชนบทก็ไม่ถนัด นอกจากใจรักจะอยู่จริงๆ นะครับ ฉะนั้น เรื่องแรงงานมันโยงเรื่องระบบการศึกษา และสวัสดิการ ที่จัดให้เราเรียนรู้แบบนี้ละครับผม
ขอบคุณครับ
สวัสดีค่ะ
sasinanda
อ่านดูรู้สึกว่า มีปัญหาหลายด้านทั้งภาครัฐและตัวเกษตรกรเอง
น่าจะมีแนวทางแก้ปัญหาในการประชุมด้วยนะคะ เห็นมีแต่ปัญหา
จริงๆ เกษตรกรเองมีความรู้มากนะคะ ต้องให้เขานำออกมามากๆ อย่าหวังพึ่งแต่นักวิชาการเลยค่ะ
lสวัสดีค่ะคุณศศินันท์
สิ่งที่คุยกัน เป็นเพียงการแลกเปลี่ยนความรู้กันในเบื้องต้น มีทั้งปัญหาและศักยภาพค่ะ วิธีคิดพื้นฐานทางเศรษฐศาสตร์คือ เกษตรกรตัดสินใจด้วยเหตุผลและดีที่สุดแล้วภายใต้ข้อจำกัดที่เกษตรกรเผชิญอยู่ ปัญหาที่คุยจึงเป็นปัญหาด้านตลาด นโยบายของรัฐ ซึ่งเป็นปัจจัยที่เกษตรกรควบคุมไม่ได้ค่ะ
สวัสดีค่ะคุณโชคธำรงค์
ที่จริงตอบคุณโชคธำรงค์ยาวๆเมื่อหลายวันก่อน ปรากฎว่า internet หลุดเสียก่อน ก็เลยไม่ได้เขียนใหม่ ขออภัยด้วยนะคะ
ประเด็นหลักที่เป็นปัญหาคือ จำนวนนักวิชาการที่เรียนและทำวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์เกษตรน้อยมาก เพียงเพราะฟังดูไม่ทันสมัยเหมือนเรียน เศรษฐศาสตร์สาขาอื่น เช่น การเงิน การค้าระหว่างประเทศ อุตสาหกรรม
คิดว่าเป็นปัญหาพื้นฐานในเรื่อง ระบบคุณค่าค่ะ
สวัสดีครับอาจารย์
เกษตรกรไทยถูกปล่อยปละละเลยจากรัฐ และคนไทยครับ
ยกตัวอย่างเช่น ชาวนาในภาคใต้เลิกปลูกข้าว มาปลูกปาล์มแทน หรือปลูกยางพาราในนา ซึ่งเป็นที่ลุ่ม ต้องยกร่อง ยางไม่ชอบที่น้ำตื้น จะให้ผลผลิตต่ำ
ปัญหาหนักของการทำนา ยังอยู่ที่หนู และหอยเชอร์รี่ แม้กระทั่งสวนปาล์ม หนูก็เป็นปัญหา
แต่เมื่อราคาของผลผลิตในปัจจุบัน เป็นตัวชี้นำในการตัดสินใจที่จะทำการผลิตของเกษตรกร เกษตรกรจึงเลือกปลูกพืชที่เห็นว่ามีราคาดี โดยไม่ได้คำนึงถึง productivity ของพื้นที่นั้นๆ
อย่าให้ไปพึ่งพานักเศรษฐศาสตร์การเกษตรเลยครับ แค่นักวิชาการเกษตร ก็ไม่เห็นว่ามีใครออกมาบอกกับเกษตรกรว่า พื้นที่ตรงไหนไม่ควรปลูกอะไร หรือ หากจะทำนา ชาวนาควรปลูกข้าวแบบไหนดี
เรียน คุณเฒ่าหน้าเหมน
เกษตรกรตัดสินใจบนพื้นฐานของภูมินิเวศและแรงจูงใจของระบบตลาด ทุกฝ่ายจึงต้องทำงานด้วยกัน ทั้งเกษตรกร ราชการ นักวิชาการ ด้วยความตั้งใจจริงค่ะ
เคยเห็นกรมวิชาการเกษตรมีแผนที่พื้นที่ที่เหมาะสมในการปลูกข้าว แต่แรงจูงใจให้ตัดสินใจปลูกนั้นยังมีเรื่องราคาตลาด และบางครั้งก็เจอนโยบายที่บิดเบือนการตัดสินใจ เช่น รัฐคิดว่า ปลูกยางดี ก็อุดหนุนด้วยกล้ายาง เงินช่วยเหลือ สนับสนุนเรื่องปุ๋ย ยางจึงปลูกผิดที่ผิดทาง ซึ่งจะเป็นผลเสียในระยะยาวแน่ค่ะ
ขอบคุณสำหรับความเห็นนะคะ
โครงการรับจำนำข้าวเริ่มมีมาตั้งแต่เมื่อไหร่ บนฐานคิดอะไรครับ เห็นทำกันทุกปี แต่ชาวนาไทยก็ยังแย่อยู่เหมือนเดิม
แล้วจบมาทำงานที่ไหนได้บ้างครับขอรายละเอียดหน่อยครับ
ผมกำลังจะตัดสินใจสอบเข้าอยู่ครับ เศรษฐศาสตร์เกษตร
ถ้าสะดวกก็รบกวนส่งเป็นไฟล์มาก็จะขอบพระคุณมากครับ
[email protected]
ดิฉันคิดว่าอาจจะเป็นเพราะ แม้จะมีนักวิชาที่ได้ชื่อว่าเศรษฐศาสตร์การเกษตร จำนวนน้อย แต่ก็มีนักเศรษฐศาสตร์จำนวนไม่น้อยที่เข้าไปทำงานด้านการเกษตร แต่เลือกทำงาน เฉพาะสาขานั้นๆ เช่น บางท่านสนใจแต่เรื่องข้าว ก็ทำวิจัยเน้นเกี่ยวกับเฉพาะข้าว บางท่านสนใจเกี่ยวกับยางพารา ก็เน้นทำวิจัยด้านยางพาราอย่างเดียว หรือบางท่านก็สนใจแต่เรื่องเกี่ยวกับการปศุสัตว์ การวางแผนการตลาดสินค้าเกษตร ประมาณนี้มากกว่ามั้งคะ เพราะสุดท้ายแล้ว แค่ ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ ถ้าจะนำมาใช้ในประเทศไทยให้ได้ประโยชน์กับเกษตรกรจริงๆ มันก็ยังเป็นแค่นามธรรม ซึ่งเทียบกับทฤษฎีการเมือง ซึ่งมีรูปธรรมที่ชัดเจนกว่าแล้ว นักเศรษฐศาสตร์เกษตร ก็ไม่มีความหมายที่จะมีเป็นจำนวนมากอยู่ดี
อีกทั้งปัญหาเรื่องข้าวเป็นปัญหาเรื้อรัง และน่าจะเป็นปัญหาถาวร ที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ เห็นด้วยกับเจ้าของกระทู้ ในเรื่องที่ "ข้าว พวกเรายังมองไม่ออกเรื่องศักยภาพใหม่ๆทางการผลิต การตลาด และการแปรรูป แม้จะมีเรื่องข้าวแต๋น ซึ่งเป็นการแปรรูปที่ค่อนข้างประสบความสำเร็จแต่ก็ยังน้อยกว่า supply ของข้าวในปัจจุบัน อีกทั้งการที่เกษตรขายข้าวในราคาต่ำ แต่ผู้บริโภคกลับซื้อในราคาสูง แสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวของตลาดข้าว อย่างเห็นได้ชัด เพราะราคาข้าวไม่ได้สะท้อนต้นทุนการผลิต ทั้งที่พื้นที่ปลูกข้าวมีเป็นจำนวนมาก เมื่อเทียบกับการเกษตรอย่างอื่น โดยทฤษฎี เมื่อมีมากและเป็นสินค้าขั้นปฐมความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคาน่าจะน้อยเพราะอาหารหลักของประเทศคือข้าว
ถ้าตามทฤษฎีอุปสงค์และอุปทานแล้ว ผลิตมากกว่าความต้องกาคาน่าจะตกต่ำเกษตรกรขายในราคาต่ำ คนซื้อซื้อในราคาถูก แต่สภาพความเป็นจริง เกษตรกรขายในราคาต่ำแต่ผู้บริโภคซื้อในราคาสูง
โดยตลาดข้าวมันมีความต่างจากสินค้าประเภทอื่น เนื่องจากมีคนกลาง ซึ่งเรียกว่า ยีปั๊ว ทำให้ตลาดทำงานไม่ได้ เปรียบเสมือนผูกขาด และยี่ปั๊ว เหล่านั้นซึ่งมีอำนาจทางการเงิน จนสามารถที่จะมีอำนาจในการต่อรองทางการเมือง ทำให้นักการเมือง หรือรัฐบาล ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ถูกจุด
อีกทั้งความกินดีอยู่ดี และการแก้ปัญหาทางการเกษตร มันก็อยู่ใกล้แค่ปลายจมูก กับทฤษฎีพอเพียงที่พ่อหลวงของคนไทยได้ให้เอาไว้ ทุกคนต่างชื่นชม แต่ไร้ซึ่งการปฏิบัติตาม หากเกษตรกรทำการเกษตรโดยอาศัยหลักความพอเพียงแล้ว ปัญหาต่างๆ คงลดลงอีกมาก บางครั้งเกิดสงสัยว่า หรือจริงๆ แล้วพวกเราวิเคราะห์ปัญหากันไม่ถูกจุด ปัญหาที่แท้จริงอาจจะเกิดจากการขาดการปลูกฝังค่านิยมก็อาจเป็นได้
เช่น นโยบายรับจำนำข้าวซึ่งจุดประสงค์ของรัฐบาล ดิฉันคิดว่า เนื่องจากข้าวมีเป็นจำนวนมาก รัฐต้องการให้สินค้าในตลาดลดลงก็รับซื้อไว้เพื่อให้ราคาในตลาดสูงขึ้น อีกทั้งมีผลในระยะยาว ทั้งที่ปริมาณข้าวในตลาดควรจะลดลง แต่กลับไม่ลด เพราะความพยายามของเกษตรกรที่พยายามหาข้าวมาเข้าโครงการรับจำนำ ซึ่งข้าวที่ตนผลิตได้มีจำนวนหนึ่งก็ควรจะจำนำจำนวนเท่านั้นแต่กลับพยายามลักลอบนำเข้ าข้าวชายแดนซึ่งมีราคาถูก นำมาเข้าโครงการด้วย เพื่อให้ได้เงินมากขึ้น
บางครั้งก็สงสัยอีก ว่าควรจะแก้ที่รัฐบาล นักการเมือง หรือประชาชนก่อนดี หรือเพราะประชาชนเป็นอย่างนี้ จึงสะท้อนรัฐบาลที่เป็นอย่างนั้นออกมา