2.ณ วันนี้ หน่วยงานต่าง ๆ มีความต้องการความคล่องตัวทางการเงินมากขึ้น หลายหน่วยงานมักบอกว่า ถ้าทำในระบบราชการจะทำให้การทำงานไม่มีประสิทธิภาพ ทำให้ต้องมีคนเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ เกือบทุกกระทรวงมักมีเรื่องเสนอเข้า โดยอ้างเรื่องความคล่องตัวทางการเงิน เช่น ขอจัดตั้งกองทุน ขอตั้งองค์กรพิเศษ ขอยกเว้น การใช้เงินที่ต้องปฏิบัติตามระเบียบทางการคลัง ซึ่งกระทรวงการคลังก็แสดงความไม่เห็นด้วยตลอด เพราะถือว่าจะทำให้การดูแลอยู่นอกกรอบการคลัง แม้ว่าบางเรื่องจะเห็นด้วย แต่หากทุกหน่วยงานเสนอในแนวทางเดียวกันหมด แม้กระทั่งรัฐวิสาหกิจในปัจจุบัน ก็จะทำให้การใช้จ่ายเงินของทุกหน่วยงานราชการนั้นออกนอกกรอบการดูแลทางการคลังทั้งหมด ทำให้โอกาสในการดูแลวินัยการคลังในอนาคตน้อยลง 3.ปัจจุบันถือว่ามีช่องโหว่ในการดำเนินกิจการของรัฐที่ก่อให้เกิดภาระทางการคลังในอนาคต โดยเฉพาะการอนุมัติโครงการขนาดใหญ่ ซึ่งถือว่าค่อนข้างมีปัญหาในช่วงนี้ อย่างไรก็ดี ขณะนี้เราได้เข้าไปแก้ไขกฎหมาย ร่วมการงานระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อให้การพิจารณาโครงการขนาดใหญ่มีการตรวจเข้มมากยิ่งขึ้น ถ้าเราไม่ดูแลจะเป็นภาระทางการคลังมากมาย นอกจากนี้ ยังมีโครงการที่ก่อภาระผูกพันในอนาคตอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งเกิดจากการดำเนินงานหาเงินด้วยวิธีการใหม่ แต่ถือเป็นภาระทางการคลังในอนาคต เช่น โครงการศูนย์ราชการแห่งใหม่ของกรมธนารักษ์ ซึ่งมีสัญญาเช่า 30 ปี ซึ่งคณะกรรมาธิการก็เป็นห่วงเรื่องความโปร่งใสในการใช้เงินงบประมาณ แต่ในที่สุดสภาก็ต้องอนุมัติ เพราะถ้าไม่อนุมัติก็จะถือว่าเป็นการผิดสัญญา "เราต้องดูแลว่า การทำวิธีการทางการเงินใหม่ ๆ สมเหตุสมผลหรือไม่ หรือรัฐบาลต้องมารับภาระชดเชยความเสียหายที่เกิดจากโครงการของรัฐบาล เช่น จากการพยุงราคาสินค้าเกษตร เช่น จำนำข้าว ซึ่งเสียหายถึง 5 หมื่นล้านบาท และรัฐก็ต้องรับภาระชดเชยงบประมาณทุกปี ทำให้เกิดภาระการคลังในอนาคต" 4.การตั้งงบที่ต่ำกว่าความเป็นจริง แต่มีอำนาจในการใช้เงิน โดยขอจากเงินคงคลัง ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ในปัจจุบัน เช่น ค่าวิทยฐานะของครู ซึ่งตั้งงบประมาณในการใช้จ่ายไว้ต่ำ แต่เมื่อมียอดการใช้จ่ายจริงกลับสูง ทำให้ต้องมาดึงจากเงินคงคลัง หากว่าเงินคงคลังมีเพียงพอระดับ 2-3 แสนล้านบาท ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าเงินคงคลังเหลือใกล้ศูนย์ พฤติกรรมแบบนี้ก็ต้องเปลี่ยนแปลง โดยรายจ่ายใดที่เป็นรายจ่ายประจำ เช่น เงินเดือนข้าราชการ หรือค่ารักษาพยาบาล ก็ต้องตั้งรายจ่ายให้เต็มที่ อย่างไรก็ตาม คลังก็หาทางแก้ไข โดยรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันก็ให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าว เช่น จะระบุไว้ชัดเจนว่า หากหน่วยงานราชการใช้เงินคงคลัง ก็ต้องตั้งงบประมาณมาชดเชยที่เป็นตัวเงินจริง และต้องกำหนดแหล่งที่มาของเงินให้ชัดเจนกรุงเทพธุรกิจ สยามรัฐ 17 ก.ค. 50
"ดร.ฉลองภพ" ชี้คลังยังมีจุดอ่อนที่ทำให้เกิดความเสี่ยงการคลัง เร่ง สศค. จัดทำระบบข้อมูลเพื่อความโปร่งใส ระบุ การอนุมัติลงทุนให้กับหน่วยงานต่าง ๆ ของ ครม. ถือเป็นหนึ่งในความเสี่ยงต่อฐานะการคลังในอนาคต เหตุไม่มีการวิเคราะห์โครงการในเชิงลึกและกว้าง ส่วนโครงการประชานิยม การใช้เงินคงคลังอย่างไม่มีวินัย และการขอใช้เงินอย่างยืดหยุ่นของหน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจ จะทำให้เกิดภาระการคลังในอนาคต
ดร.ฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวเปิดสัมมนาและปาฐกถาพิเศษเรื่องความโปร่งใสทางการคลัง ในเวทีการสัมมนาวิชาการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ว่า รัฐบาลจำเป็นต้องให้ความสำคัญต่อความโปร่งใสทางการคลัง เพราะรัฐบาลที่แล้วได้มีการพัฒนาเครื่องมือทางการเงินหลายแบบ โดยอาจใช้แบงก์เฉพาะกิจหรือใช้เครื่องมือการเงินที่ทันสมัย ทำให้ภาระการคลังที่เกิดขึ้นไม่ถูกจัดอยู่ในระบบงบประมาณโดยปกติ ขณะที่นโยบายของรัฐบาลชุดต่อไป ก็มีความจำเป็นต้องสนองความต้องการของประชาชน ฉะนั้น จึงจำเป็นต้องคิดพัฒนาระบบข้อมูลทางการคลังที่สามารถเข้าไปตรวจสอบได้ทั้งในส่วนของภาครัฐและเอกชน "รัฐบาลที่แล้วพูดตลอดเวลาว่าฐานะการคลังแข็งแกร่ง ดูได้จากระดับหนี้สาธารณะของรัฐบาลที่ลดลง แต่หนี้สาธารณะดังกล่าวก็ไม่ได้มีการรวบรวมเงินนอกระบบที่เกิดจากนโยบายประชานิยมไว้ และที่สำคัญ ในอนาคตเมื่อรัฐบาล เข้ามาบริหารประเทศ ก็ต้องมีโครงการที่ต้องเข้าไปช่วยเหลือประชาชนในลักษณะเดียวกัน ซึ่งการดำเนินโครงการดังกล่าวนั้น ไม่ใช่เรื่องที่ไม่ดี แต่จะให้มั่นใจว่าไม่เสี่ยงต่อปัญหาการคลังของประเทศ จึงจำเป็นต้องมีข้อมูลที่สามารถติดตามฐานะการคลังได้อย่างสมบูรณ์ และข้อมูลเหล่านี้ก็จะต้องเป็นข้อมูลสาธารณะ เพื่อช่วยในการวิเคราะห์ความเสี่ยงทางการคลังได้"
เขากล่าวว่า ระบบการดูแลความเสี่ยงทางการคลังในปัจจุบัน ถือว่ายังมีจุดอ่อนในการบริหารมาก ฉะนั้นต้องดูแลให้รัดกุม ยกตัวอย่างเช่น
1.กระบวนการตัดสินใจทางนโยบายทางการคลัง ยังไม่มีข้อมูลและไม่มีความรัดกุมเพียงพอ เช่น การทำงานของคณะรัฐมนตรี ซึ่งทุกวันนี้ เวลาพิจารณาอนุมัติโครงการใช้เงินของแต่ละหน่วยงานที่เสนอมา ยังไม่มีข้อมูลที่ดีพอ แม้ว่าหน่วยงานต่าง ๆ จะมีการเสนอความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งรวมถึงกระทรวงการคลัง แต่ส่วนใหญ่การแสดงความเห็นก็เป็นไปในเชิงของหลักการ เพราะไม่มีผู้เชี่ยวชาญที่ดีพอจะเสนอความเห็นในเชิงลึกและ เชิงภาพกว้าง และเมื่อคณะรัฐมนตรีอนุมัติการใช้เงินไปแล้ว ก็จะถือเป็นภาระทางการคลังในอนาคต ขณะที่รายรับของรัฐบาลกลับไม่สามารถรองรับการใช้เงินได้ อาจทำให้นำไปสู่การขึ้นอัตราภาษีในอนาคต