ถามตัวเองก่อน
ผมได้รับคำถามจากนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาอยู่เนืองๆ
ว่าต้องการคำแนะนำเรื่องนั้นเรื่องนี้
และผมไม่เคยตอบเลย
หลายคนคงคิดว่าผมใจดำ
ซึ่งมองมุมหนึ่งก็จริง
ผมคิดว่าสถาบันการศึกษาต้องสร้าง “วัฒนธรรมเรียนรู้” แบบช่วยตัวเอง
ขึ้นในสถาบัน และแก่ นศ. ของตน
หรืออาจจะเรียกว่า “วัฒนธรรมเรียนรู้แบบเน้นความเป็นผู้สร้าง”
ก็ได้
ผมมองว่าการที่นักศึกษาไปถามใครสักคนที่ตนคิดว่าเป็นผู้รู้
ว่าขอให้ช่วยบอกเรื่องนั้นเรื่องนี้
ช่วยแนะนำเรื่องนั้นเรื่องนี้ว่าตนควรทำอย่างไร
เป็นความประพฤติตาม “วัฒนธรรมผู้เสพ”
ซึ่งจะไม่ช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ของนักศึกษาเหล่านั้น
ตรงนี้มาพ้องกับหลักการ KM เข้าพอดี KM
คือเครื่องมือสร้างวัฒนธรรม
“ผู้สร้างและผู้ใช้ความรู้”
โดยเน้นวัฒนธรรมรวมหมู่ และจิตวิญญาณแบ่งปัน – เรียนรู้และแบ่งปัน
(ความรู้ – เน้นที่ความรู้ปฏิบัติ)
การสร้างความรู้ทำโดย คิด – ปฏิบัติ – บันทึก – ตีความ – แลกเปลี่ยน
การที่ นศ. ระดับบัณฑิตศึกษา
มุ่งเรียนรู้โดยให้คนอื่นสอนจึงไม่น่าจะเป็นวิธีที่ถูกต้อง
และสถาบันอุดมศึกษาที่ส่งเสริมหรือปล่อยให้ นศ.
ทำเช่นนั้นจึงเป็นสถาบันที่ไม่น่ายกย่อง
ผมจึงไม่ตอบคำถามดังกล่าวแล้ว
เพราะผมไม่อยากเข้าไปร่วมส่งเสริมวิธีเรียนรู้ผิดๆ
(ผมอาจเป็นผู้ผิดเสียเองก็ได้)
สถาบันอุดมศึกษาควรปลูกฝังให้ นศ. ระดับบัณฑิตศึกษาของตนเป็นคนที่
ถามตัวเองก่อน ก่อนจะถามผู้อื่น
นั่นคือควรถามผู้อื่นว่าตนกำลังเรียนเรื่องนั้นๆ
และคิดว่าจะทำวิทยานิพนธ์โดยตั้งโจทย์ว่า - - -
- และจะใช้วิธีวิทยาต่อไปนี้ - - -
- ในการตอบโจทย์วิจัย
ขอคำแนะนำว่าที่คิดไว้เหมาะสมหรือไม่
จะเป็นการสร้างความรู้ใหม่หรือไม่
จะทำเสร็จภายใน ๒ ปี ได้หรือไม่
มีประเด็นอะไรบ้างที่จะต้องระวัง
เป็นต้น ถ้ามีคนมาถามผมแบบนี้ ผมยินดีตอบ
และยินดีเสียเวลาให้
เพราะนี่คือวิธีการเรียนรู้แบบตัวเองได้พยายามช่วยตัวเองมาก่อนแล้ว
เป็นการเรียนแบบสร้าง ไม่ใช่แบบเสพ
เทคนิค KM ที่เรียกว่า “เพื่อนช่วยเพื่อน” (Peer Assist)
ใช้หลักการนี้
คือผู้ขอเรียนรู้ต้องสรุปมาก่อนว่าเวลานี้ตนทำเรื่องที่ต้องการขอเรียนรู้อย่างไร
และคิดมาก่อนว่าต่อไปจะปรับปรุงวิธีปฏิบัติอย่างไร
โดยฝ่ายผู้ขอแบ่งปันความรู้ต้องพูดก่อน
ผู้มีความรู้ให้ปัน จะเป็นผู้พูดทีหลัง
นี่คือการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์ ไม่ใช่แบบเสพ
การขอเรียนรู้จากคนอื่นแบบตนเองมาแบบสมองเปล่า
เป็นความประพฤติที่ใช้ไม่ได้สำหรับคนที่จบปริญญามาแล้ว
และเป็นความประพฤติที่ทำให้เสื่อมเสียต่อสถาบันทั้งที่จบมาและที่กำลังเรียน
วิจารณ์ พานิช
๒๕ ธค. ๔๘
ผมมีประสบการณ์ตรงกับตัวอาจารย์เลยครับ แต่ไม่ได้รู้สึกว่าถูกปฏิเสธ กลับคิดว่าอาจารย์มีเมตตาชี้ทางให้ แต่ก็มีมารยาทที่จะบอกอย่างสุภาพว่าให้กลับไปศึกษาเองให้มากพอเพียงในเชิงวิชาการ โดยการบอกว่าที่ท่านทำนน่ะเน้นปฏิบัติ ผมก็ยังคงแสวงหาอยู่ต่อไป และไม่เคยกลับไปหาอาจารย์อีก จนกว่าผมจะมั่นใจว่าจะมีคุณสมบัติดังที่อาจารย์ว่า อาจารย์มีความคงเส้นคงวาดีนะครับ
ขอบคุณที่อจ.ช่วยเตือนสติเรื่องการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์ เพราะผมก็เผลอทำตัวเป็นผู้เสพด้วยเช่นกัน ในการสอน นศพ ผมก็พยายามให้เขาคิดเองก่อน ถูก-ผิด ไม่เป็นไร
การศึกษาวิจัยเกี่ยวกับพฤติกรรมผู้นำ ผู้ตาม พบว่า ในกลุ่มคนใดๆ จะมีผู้ตามอยู่ราว 75% ผู้นำราว 25% พฤติกรรมการขอความรู้/เสพความรู้ เป็นพฤติกรรมของผู้ตาม ส่วนการให้ความรู้ เป็นพฤติกรรมผู้นำ ในการผลิตบัณฑิตศึกษาทุกหลักสูตรจะเขียนในทำนองว่า เพื่อสร้างผู้นำทางวิชาการ นั่นคือเขาจะต้องมีกระสวนพฤติกรรมที่เป็นผู้ให้ความรู้ ไม่ใช่ผู้ขอความรู้ เราฝึกพวกเขาโดยการสอนแบบสัมมนา คือนั่งร่วมวงอภิปราย ถ้าเขามักจะถามว่า ผมขอให้อาจารย์อธิบายเรื่องนั้นอีกครั้งครับ ผมยังไม่รู้ ยังจดไม่ทัน ขอความรู้เป็นประจำจนเป็นกระสวนพฤติกรรมของเขาแล้วละก้อ จบยาก แต่ถ้าเขาเพิ่มเติมว่า อ้อ เรื่องนี้ผมเพิ่มเติมดังนี้…. จนเป็นนิสัย แสดงว่าเขาพร้อมที่จะจบ หรือแม้กระทั่งว่า ที่อาจารย์พูดนั้นผมขอเพิ่มเติมได้ไหมครับ…(อาจารย์ต้องไม่โกรธ) แล้วละก้อ เราภูมิใจได้ ดังนั้น การสอนแบบบรรยายเป็นกลุ่มใหญ่ การทำวิจัยก่อนจบก็ไม่ได้เข้าพบอาจารย์บ่อยๆเพื่อตรวจสอบพฤติกรรมดังกล่าว จึงนับเป็นการล้มเหลวแต่ต้นแล้วครับ ผู้ควบคุมโปรมแกรมบัณฑิตศึกษาควรมีคุณสมบัติอย่างคุณหมอนี่แหละ แต่มันขัดแย้งกับธุรกิจการศึกษาครับ
ขอบคุณ อาจารย์ ดร. ไสวครับ ตอนนี้อาจารย์อยู่ที่ไหนครับ ขอ address ผมจะส่งหนังสือไปให้
วิจารณ์
๕๓/๑๗ หมู่ที่ ๒,ถ.ทุ่งสง-ทุ่งใหญ่,ต.ควนกรด,อ.ทุ่งสง,จ.นครศรีธรรมราช ๘๐๑๑๐ ; e-mail; [email protected] ครับ ไม่ทราบว่าเป็นหนังสืออะไร แต่ถือเป็นของขวัญปีใหม่ ขอขอบพระคุณล่วงหน้าเป็นอย่างสูง ครับ
ไสว เลี่ยมแก้ว