"เป็นความฝันเล็กๆ ...ท่านฝันด้วยหรือไม่ ก็สุดแล้วแต่ท่านครับ"
มหาวิทยาลัยที่เป็นแหล่งบ่มเพาะอนาคตของชาติระดับอุดมศึกษา ที่(เชื่อว่า)อุดมไปด้วยผู้มีความรู้ความสามารถมีอยู่มากมาย กระจัดกระจายกันไปตามภาระหน้าที่ การร่วมกันสร้างสรรค์ผลงานอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งถ้าหากไล่เรียงให้ดีแล้วอันดับความสำคัญแทบจะอยู่ท้ายสุดเลยก็ว่าได้ แต่จะด้วยเหตุผลกลใดนั้นยากแท้หยั่งถึงเจตนาที่แต่ละคนหวังในใจ ในเมื่อมีภารกิจที่รวมกันแล้วหากไร้ซึ่งความเคารพนับถือกัน ขาดความไว้เนื้อเชื่อใจกัน ขาดความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ในส่วนลึกแล้วมาร่วมเพราะมองเห็นแต่ประโยชน์ตน แต่มักกล่าวอ้างว่า "นี้เป็นความเสียสละ อันยิ่งใหญ่ของฉันเลยก็ว่าได้นะ" อย่างนี้แล้วความเป็นตัวตนที่แท้จริงหายไปไหนหมด ถูกอะไรกดทับไว้หรือไม่ เมื่อมองดูผิวเผินอาจเชื่อว่าเป็นภาพที่น่าดูพอสมควรที่รวมเอาบรรดาคนเก่งๆ มาทำงานด้วยกันได้ และจะต้องได้ผลงานนั้นๆให้เป็นที่ประจักษ์ด้วย
หลายครั้งที่ผมเฝ้าติดตามพฤติกรรมการทำงานอย่างนี้มาบ้าง ถึงแม้อาจไม่ลึกซึ้งนักก็ตาม ใคร่ครวญหาคำตอบอยู่ก็พอสมควร ถึงเหตุผลที่คนมารวมกันแล้ว ทำไม พลัง...ไม่ค่อยมี เข้าทำนองที่ว่า "เสือสองตัว..." แท้จริงแล้วมากกว่าสอง แล้วทำไมจะต้องให้วัฒนธรรมการทำงานแบบเดิมๆ มากดทับส่วนที่ดีเอาไว้ล่ะ ประสบการณ์ก็มี เรียนมาก็มาก หรือเป็นเพราะอะไรกันแน่ นอกจากวัฒนธรรมการทำงานแล้วอาจเป็นเพราะรูปแบบการบริหารจัดการด้วยหรือไม่ คิดหาเหตุผลมาร้อยแปด แต่ก็ยากจะหาคำตอบได้
การพบปะพูดคุยกันอย่างเป็นทางการถึงแม้จะนำไปอ้างอิง มีผลต่อการทำงานก็ตาม มีการนำไปใช้อย่างต่อเนื่องหรือไม่ และหากผู้เข้าร่วมประชุมมานั่งประชุมโดยไม่ทำการบ้านมาก่อน (ไร้วาระ ไร้สมอง ไร้ใจ) อย่างนี้เสียเวลาเปล่า หรืออาจคิดในใจลึกๆ อีกเหมือนกันว่าหากเป็นผู้เสนออะไรไปแล้ว ตนจะต้องเป็นคนทำตามความคิดที่เสนอออกไป เพราะคนอื่นไม่ค่อยชอบคิด ใครเสนออะไรมาแล้วก็เอาตามนั้น ว่าอย่างไรก็ว่าตามกัน แต่ว่าคนคิดจะต้องทำนะ ...อย่างนี้แล้วที่ชอบพูดๆ กันนักหนาว่า กระบวนการทำงานเป็นทีมต้องอย่างนั้น-อย่างนี้ ก็คงจะไร้ค่าเพราะเกิดจากการประชุมที่ปราศจากคนทำการบ้าน ถามกลับไปอีกว่า ...แล้วจะมานั่งประชุม เพียงเพราะได้ขึ้นชื่อว่า ข้า....ก็ทำงานนี้นะ เห็นไหมมีหลักฐานแต่งตั้งด้วยนะ ....อย่างนี้เหมาะสมและยุติธรรมกับสังคมที่อุดมด้วยผู้มีความรู้แล้วหรือ!!
เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว เกิดแรงบันดาลใจอะไรไม่รู้ เลยคิดแบบใสๆ ซื่อๆ ไปว่าน่าจะมีผู้เชี่ยวชาญท่านอื่นๆ มาช่วยกันได้ และมีวิธีการอื่นใดหรือไม่ที่มองเห็นเป็นรูปธรรมกว่านี้บ้าง เช่น ....
1) มีชื่ออะไรบ้าง : นึกชื่อให้ได้ก่อนแล้วค่อยนำเสนอที่ประชุมเพื่อฝากการบ้านให้สมาชิกไปคิดช่วยอีกหลายๆ แรงคงจะดีไม่น้อยทีเดียว ชื่อที่ได้คือ "สถาบันจัดการความรู้มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (MSUKMI)"
2) วางนโยบาย : ฝ่ายบริหารลงมาดูแลอย่างจริงจังและจริงใจ ช่วยกันคิดและกำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ เป้าหมาย แผนการทำงาน ...ให้ดีว่ามหาวิทยาลัยและชุมชนจะได้ประโยชน์อะไรจากองค์ความรู้ที่มหาวิทยาลัยมีหรือสนับสนุนให้เกิดขึ้นให้ได้
3) คณะกรรมการ : กำหนดหน้าที่สมาชิกที่มารวมกันควรชัดเจน โดยชี้ให้เห็นผลงานที่เป็นรูปธรรมและยุติธรรมมากที่สุดเท่าที่จะทำได้
4) รูปแบบการบริหารจัดการ : มีโจทย์อยู่ว่าทำอย่างไรจะให้สมาชิกที่มาร่วมงานเกิดความสบายใจมีความสุขเมื่อได้ทำงานโดยไม่สะดุดกับบางสิ่งบางอย่างที่นอกเหนือวิสัยที่จะบริหารจัดการได้ ...ปรับเปลี่ยนให้รวดเร็วคล่องตัว โปร่งใส จริงใจ ยุติธรรมเป็นใช้ได้ครับ
5) งบประมาณ : การทำงานจริงอยู่บางอย่างอาจไม่ต้องใช้งบประมาณเลยก็อาจทำได้ แต่การปฏิบัติจริงๆแล้วงบประมาณสนับสนุนก็ยังจำเป็นที่จะส่งผลให้บรรลุตามเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้ จะมากหรือน้อยก็ควรใช้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมิใช่หรือ
ขออนุญาตนะคะคุณวิชิต
พี่หนิงเคยได้ยิน ผู้ใหญ่ในคณะทำงานระดับจังหวัด ท่านนึงเปรยเกี่ยวกับการแต่งตั้งคณะกรรมการทำงานว่า คนน้อยๆ ทำงานใหญ่ๆได้มาก แต่ถ้าคนมากขนาดขนาดเล็กๆยังทำไม่ได้เลย สำหรับท่านที่มาโดยตำแหน่ง ต้องแยกออกจากคณะทำงานจริงๆ ซึ่งตอนแรกๆที่พี่ได้ยิน โห...กระตุกต่อมความคิดมากเลยค่ะ และดีใจที่ MSU-KM team เรามี ทีมB
อิอิ อ่านจบจบแล้ว พี่ขอไปทำการบ้านก่อนนะคะ
ขอบพระคุณค่ะ
มาเชิญ ไปเยี่ยม เด็กที่มีความบกพร่องทางการมองเห็นกับ gotoknow และเจ๊ดัน
ขอบพระคุณค่ะ
เจ๊ดัน
เรียน ท่านสายน้ำแห่งความคิด วิชิต แห่ง มมส
QA_MSUชูมือเห็นด้วยเหมือนกันครับแต่ถ้าได้ไปดูงานในลักษณะเพิ่มเติมของที่อื่นๆ คงเห็นอะไรชัดเจนมากขึ้นครับแต่อย่างใด ถ้าผู้บริหารมหาวิทยาลัย หรือสภามหาวิทยาลัยไม่เห็นด้วย ก็คงเป็นไปได้ยากครับ