มองต่างมุม ภาค 2 : ฉันบ้าหรือเปล่า ?


บางทีถ้าเราหาความรื่นรมย์กับชีวิต หาสิ่งที่ชอบ สิ่งที่สนใจมาคั่นเวลาบ้าง รู้จักผ่อนคลาย ไม่ตึงเกินไปหรือไม่หย่อนจนเกินไป ชีวิตอาจจะไม่ต้องเครียดกันมากขนาดนี้ เพราะชีวิตของเราไม่ได้มีสิ่งสำคัญแค่เพียงสิ่งเดียวเป็นเป้าหมาย

ใครที่เคยผ่านการเรียนในคณะทันตแพทยศาสตร์มาก่อน หรือเคยมีเพื่อนเรียนทันตแพทย์ คงรู้ว่ามันหนักหนาสาหัสมากแค่ไหน เพราะตลอดระยะเวลา 6 ปีที่เล่าเรียน คงต้องทุ่มเทให้กับการถูกฝึกให้เป็นทันตแพทย์อยู่ตลอดเวลา ทั้งเรื่องความรู้ ทักษะ และความเชี่ยวชาญชำนาญในการรักษาโรค

                ในขณะที่เพื่อนๆ ในวัยเด็กเรียนจบ หางานทำ มีเงินเดือนเป็นของตัวเอง นักเรียนทันตแพทย์ก็ยังต้องทนเรียนต่อไป เวลาเจอเพื่อนๆ นอกวงการ เพื่อนก็มักจะถามว่า เรียนจบหรือยัง เราก็ต้องตอบว่า ยังทั้งๆ ที่เราเคยเรียนเก่งกว่า (แต่ทำไมจบช้ากว่ามันวะ อิอิ) เพราะหลักสูตรเขาบังคับให้เรียน 6 ปีเป็นอย่างต่ำ นี่ไม่นับพวกที่เรียน 7 ปี, 8 ปี หรือมากกว่านั้น

                 ตอนปี 5, ปี พวกเราจะได้รับการฝึกการรักษาคนไข้ (และฝึกความอดทน) พวกเราจะต้องทำเคสกันมากมายมหาศาล เพื่อให้จบไปเป็นทันตแพทย์ที่มีฝีมือ สถาบันไหนที่เก่าแก่หน่อยก็จะมีคนไข้มารับบริการมากพอ ทำให้เราไม่ต้องกังวลกับเรื่องการหาเคสมาทำ แต่ถ้าเป็นสถาบันใหม่ๆ นอกจากจะต้องกังวลกับเรื่องตื่นเต้นในชีวิตแล้ว ยังต้องวิ่งหาคนไข้มาทำเองอีกด้วย... พ่อ แม่ พี่ น้อง ทุกคนในบ้าน ล้วนแต่มีฝีมือของเราประดับไว้ในช่องปาก ต้องขอบคุณทุกๆ ท่านเป็นอย่างสูง

                 เรื่องราวการทำฟันของพวกเราไม่ได้จบลงตรงที่การทำงานในคลินิกเสร็จ บางครั้งเราต้องเอางานกลับไปทำต่อที่บ้าน หรือไม่ก็ต้องกลับบ้านกันดึกๆ ดื่นๆ... จำได้ว่าตัวเองกลับถึงบ้าน 3-4 ทุ่มทุกวัน ครั้งแรกพี่สาวก็ตกใจ ถามว่าทำไมจึงกลับดึกนัก เราก็บอกว่าทำงานส่งอาจารย์ เพราะต้องทำฟันปลอมให้คนไข้ แต่พอระยะหลังๆ มา พี่สาวก็ชิน บางวันกลับมาพี่สาวก็นอนไปแล้ว อ้าว มันเลิกห่วงเราซะแล้ว...   ออกมาจากคลินิก ก็มีเรื่องบ่นให้เพื่อนๆ ในกลุ่มฟัง เช่น ถูกอาจารย์บ่น อาจารย์ไม่ให้ผ่าน รวมถึงอาจารย์ยังไม่ตรวจงานให้ (ในเวลาที่เรากำลังเร่ง) อาจารย์แต่ละคนก็มีศิลปะไม่เหมือนกัน บางคนเราส่งงานจนเกือบผ่านแล้ว แต่พอมาเจออาจารย์อีกคนเหมือนต้องทำใหม่หมด ...กรรม... ดังนั้นเรื่องเล่าของชาวนิสิตนักศึกษาคณะทันตแพทยศาสตร์จึงหนีไม่พ้นเรื่องฟันฟันนี่เอง 

                 เล่ามาตั้งนาน เข้าเรื่องดีกว่า... เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ได้คุยกับนิสิตในคณะ เจอน้องคนนึงเล่าถึงชีวิตนิสิตของตัวเองว่า เขาเรียนในคณะด้วยความเครียดไม่แพ้ใครๆ เพราะอย่างที่รู้ๆ กันว่าคณะเราเป็นคณะใหม่ ดังนั้นเขาจึงต้องหาคนไข้มาเองเป็นส่วนใหญ่ เรื่องการถูกดุ ถูกบ่น ถูกสอนไม่ต้องพูดถึง เพราะที่สถาบันไหนๆ ก็มีความเข้มงวดในการผลิตบัณฑิตทันตแพทย์ไม่แตกต่างกัน เรื่อง NP, NR ก็เกิดบ่อยซะจนชิน แต่หนูไม่เข้าใจว่า ...ทำไมออกจากคลินิกไปแล้ว พวกเรายังต้องคุยกันเรื่องนี้อีก มันเครียดนะ นั่งกินข้าวก็ยังต้องเอาเรื่องอุดฟันมาคุยกัน ว่าคนนี้อุดสวย คนนั้นโดนอาจารย์ให้ NR. หนูไม่เข้าใจ ก็มันผ่านไปแล้วจะพูดทำไม บางทีหนูนั่งกินข้าวอยู่ พอเพื่อนมาคุยเรื่องนี้ หนูอิ่มดีกว่า ไปแล้ว ไม่อยากคุยกะมัน... บางทีก็คิดนะว่า เอ! หนูบ้ารึเปล่า ทำไม (เพื่อน)ไม่คุยเรื่องอื่นๆ มั่ง เวลาหนูคุยเรื่องอื่นนะ ไม่มีใครรู้เรื่องกะหนูซักคน มันรู้กันแต่เรื่องฟัน  

                 บางทีถ้าเราหาความรื่นรมย์กับชีวิต หาสิ่งที่ชอบ สิ่งที่สนใจมาคั่นเวลาบ้าง รู้จักผ่อนคลาย ไม่ตึงเกินไปหรือไม่หย่อนจนเกินไป ชีวิตอาจจะไม่ต้องเครียดกันมากขนาดนี้ เพราะชีวิตของเราไม่ได้มีสิ่งสำคัญแค่เพียงสิ่งเดียวเป็นเป้าหมาย  

                   ฉันกลับมานั่งนึกต่อว่า ในบรรดาคนที่เข้ามาเรียนทันตแพทย์ทั้งหลายส่วนใหญ่ก็มองว่าอาชีพนี้เป็นอาชีพที่มั่นคงและมีเกียรติ รายได้ก็ไม่ใช่น้อยๆ ดังนั้นเพื่อนร่วมสถาบันของฉันหลายคนจึงได้เป็นเจ้าของกิจการตั้งแต่วัยไม่ทันสามสิบ บางคนวิ่งรอกทำงานหลายคลินิก บางคนทำงานราชการเสร็จ เสาร์-อาทิตย์ยังออกไปทำงานพิเศษหารายได้อีก บางคนมีรายได้เกือบแสนต่อเดือน เพื่อนสมัยเด็กมักจะชอบถามฉันว่าเมื่อไรจะเปิดร้านซักที หรือไม่ก็ถามว่ารวยหรือยัง ฉันก็ได้แต่ตอบว่ายัง (แค่คิดยังไม่เคยเลยเนี่ย) นั่นซิ ทำไมฉันจึงไม่เปิดร้าน ทำไมฉันจึงไม่ทำงานวันเสาร์-อาทิตย์ เพราะถ้าทำฉันคงจะรวยไปแล้ว เอ! หรือว่าฉันจะบ้าไปเสียแล้ว...   ท่านผู้อ่านช่อยตอบหน่อยซิว่า ฉันบ้าหรือเปล่า ? 

หมายเลขบันทึก: 111058เขียนเมื่อ 12 กรกฎาคม 2007 17:32 น. ()แก้ไขเมื่อ 22 มิถุนายน 2012 14:25 น. ()สัญญาอนุญาต:


ความเห็น (4)

มีคนบอกผมว่านักเรียนป.เอกเป็นมาโซคิสม์  ส่วนอาจารย์เป็นซาดิสม์ คอยมาด่านักเรียนเวลาเสนอผลงาน :-P. (ไม่รู้จริงเปล่า?)

ไม่ทำงานงานเสาร์ อาทิตย์ ก็ธรรมดาหนิครับ. หรือว่าว่าไม่เป็นมาโซคิสม์แล้วบ้า. lol 

ออกความคิด ไม่ออกนาม

ทีแรกว่าจะอ่านเท่านั้น

แต่ตอนท้าย หมอบอกอยากถามความคิดผู้อ่าน 

ความคิดผมคือ

1. เครียดในระดับหนึ่ง ช่วยพลักดันงาน แต่ถ้าควบคุมคงระดับน้อยๆนั้นไม่ได้จะต้อง

ออกจากจุดเครียดโดยเปลี่ยนไปทำอย่างอื่น

2.  การทำงานพิเศษขึ้นกับว่า มีเงินเพียงพอที่จะมีชีวิตมั่นคงหรือยัง และจะทำได้ก็

ตอนที่ร่างกายแข็งแรง จุดคือวางแผนอย่างไรให้ทุกอย่างสมดุลพอดี มีเวลาเที่ยวพักผ่อน และมีเงินพอเพียงยามต้องการ

คิดอย่างงี้ถูกไหมครับ 

 

 

  • อาจารย์ค่ะ ว่ากันว่าเงินนะก้ควรหาไว้เพื่อใช้สอย
  • แต่ความสุข หรือการได้พักสมองก็เป็นความสุขอย่างหนึ่ง
  • ไม่มีใครบ้าหรอกค่ะ เพราะความคิดของเราไม่เหมือนกัน
  • การที่ทำร้านหลายแห่ง หางานพิเศษทำมากๆ ก็ทำให้เราเครียดตลอดเวลานะคะ
  • มีความสุขเท่าที่เรามีดีกว่า อย่าเทียบกันคนอื่นเลยค่ะ

ถ้าอ.หนิงบ้า กระผมก็คงจะบ้าเหมือนกัน เพราะทำงานตามเวลาราชการ เสาร์อาทิตย์ก็หยุด แต่มามองดูตัวเองแล้วก็เห็นว่ามีความสุขดี เราไม่รวยก็ไม่ได้แปลว่าเราไม่มีความสุขซะหน่อย ตอนแรกก็เครียดเหมือนกันเห็นเพื่อนมันเปิดร้านบ้าง เป็นมือปืนบ้าง ได้เงินเยอะก็อิจฉาเหมือนกัน แต่พอมาถามตัวเองอย่างจริงจังว่าอยากไปทำหรือป่าว ในใจลึกๆก็บอกว่าไม่ ไปทำแล้วไม่มีเวลาทำในสิ่งที่เราชอบ วันทั้งวันทำแต่ฟัน ฟัน ฟัน ม่ายอ้าวดีกว่า

กระผมว่ามันอยู่ที่ตัวเราเองมากกว่าว่าจะเลื่อกแบบไหน ไม่ต้องไปทำอะไรๆเหมือนที่ชาวบ้านเขาทำกันหรอก

สงวนลิขสิทธิ์ © 2005-2021 บจก. ปิยะวัฒนา และผู้เขียนเนื้อหาทุกท่าน
ขอแนะนำ ClassStart ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี