หัวข้อของผมวันนี้ เป็นประเด็นของคำพูดหนึ่งที่เจอในหนังสือเมื่อสมัยเรียน ผมเอามาตั้งเป็นหัวข้อ ซึ่งจริงๆ ไม่ใช่เฉพาะฝรั่งหรอกครับที่จะเรียกคนลักษณะต่อไปนี้ว่า เป็น"คนซื่อบรื้อ" คนอาหรับก็เรียก คนไทยก็เห็นด้วยเหมือนกัน

เหตุการณ์มันมีอยู่ว่า ในสมัยเรียนผมมักจะเป็นคนที่ชอบแลกเปลี่ยนความเห็นกับอาจารย์ บางครั้งผมก็เห็นด้วยกับอาจารย์ บางครั้งก็ไม่เห็นด้วย และกับอาจารย์บางคนที่ไม่ค่อยยอมรับความคิดเห็นลูกศิษย์ ผมก็มักจะไม่ยอมลงง่ายๆ เหมือนกัน(รู้สึกว่านิสัยนี้บางทีก็ไม่ดีเหมือนกันครับ) เวลาผมเถียงอาจารย์ผมมักนำเสนอให้อาจารย์ว่า ก็หนังสือเล่มนั้นมันบอกว่า อย่างงี้อย่างนั้น หรือ ก็อาจารย์คนนั่นคนนี้บอกว่าอย่างงั้นอย่างงี้

จนกระทั่งผมมาประจบพบเจอกับหนังสือแปลเล่มหนึ่ง มันเขียนขึ้นต้นไว้ให้ผมได้สะดุ้งเลยครับ มันเขียนประมาณว่า "ถ้าคุณอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง แล้วเชื่อโดยไม่ใช้ได้เหตุผลอะไรเลย และไม่มีการตรวจสอบเลย โดยเฉพาะกับหนังสือเล่มอื่น ให้รู้ไว้เถิดว่า คุณคือคนที่โง่ที่สุดในโลก" ผมไม่อยากตั้งหัวข้อเรื่องของผมว่า โง่ ก็เลยเปลี่ยนเป็น ซื่อบรื้อ แต่บังเอิญโดนเซนเซอร์ตัวเอง เลยพิมพ์ว่า ซื่อ....

ผมเห็นด้วยกับข้อเขียนนั้นครับ เพราะเหตุผลหลายประการ เช่น

  • เรากับคนเขียนไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ทำไมเราจะต้องไปเชื่ออย่างหัวปักหัวปำ
  • ถึงแม้เขาจะเรียนมาสูงอย่างไร แต่ความผิดพลาดก็อาจจะเกิดขึ้นได้เหมือนกัน เพราะเขาก็คือปถุชนคนธรรดา
  • แล้วคุณไม่คิดจะหามุมมองอื่นดูบ้างหรือ คิดแต่จะตามก้นของเขาเพียงอย่างเดียว
  • ฯลฯ

และในหนังสือเล่มนั้นยังบอกอีกว่า ถ้าคุณจะเชื่อในสิ่งที่ผมเขียนในหนังสือเล่มนี้ ก็ขอให้เชื่อด้วยเหตุผล อย่างเชื่อเพราะความเป็นผมที่เขียนหนังสือเล่มนี้ โอ้อันนี้เยี่ยมมากครับ

ผมเปลี่ยนนิสัยการโต้แย้งกับอาจารย์ทันทีครับ เป็น นำเสนอเหตุผลให้เชื่อว่าความคิดเห็นของผมถูกอย่างไร ไม่ใช่บอกว่า มีหนังสือที่ไหนบอกมาบ้าง นั่นหมายถึงผมก็ปรับวิธีการอ่านหนังสือของผมด้วย จากการอ่านเพื่อจำ เพื่อโค้ดคำพูดเขา มาเป็นเพื่อเข้าใจว่าเขากำลังจะบอกอะไร

ปรากฏว่า ผมเจอข้อความประเภทเดียวกันในตำราของนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่หลายคนในอิสลาม ที่เขียนไว้ในปกในว่า "หากคุณมีหลักฐานที่มั่นคงกว่าที่ข้าพเจ้านำเสนอในหนังสือเล่มนี้ ก็จงยึดมั่นตามนั้น"  ในความหมายที่ว่า ให้ยึดเอาหลักเอาฐาน เอาเหตุ เอาผลมาเป็นปัจจัยสำคัญของการให้ความเชื่อมั่น

และเคยมีอาจารย์ผมคนหนึ่งพูดอธิบายเชิงหยอกล้อว่า แม้กระทั้งนักวิชาการผู้ยิ่งใหญ่ของโลกมุสลิมยังต้องเขียนข้อความนี้ไว้ในหนังสือของท่าน เพื่อจะไว้เป็นข้ออ้างในวันตัดสินความดีความชั่วว่า ถ้าในวันนั้นมีคนอ้างกับพระเจ้าว่า ที่ทำทั้งหมดเพราะเชื่อตามนักปราชญ์คนนั้นคนนี้ นักปราชญ์คนดังกล่าวจะได้อ้างไว้ว่า ฉันไม่ได้ให้เชื่อฉัน ฉันให้เชื่อหลักฐานที่ฉันนำเสนอ เพราะในสมัยฉันๆ หาหลักฐานได้เท่านี้จริงๆ แล้วฉันก็ห้ามไว้แล้ว ถ้าจะยังเชื่ออีกก็ตกนรกคนเดียวอย่าลากฉันลงนรกด้วย ฮา ฮาฮา