ท่ามกลางของยุคโลกาภิวัฒน์ ที่สังคมต้องแก่งแย่งแข่งขัน การมาหากินเพื่อปากท้องของตนเอง ที่ทั้งสามี และภรรยา ต้องออกนอกบ้านเพื่อทำงานแบบปากกัดตีนถีบที่จะต้องหาเงินมาเลี้ยงครอบครัว สิ่งหนึ่งที่เห้นได้ชัดคือลูก ๆ ที่(บางครั้ง หรือหลายครั้ง )ที่พ่อแม่ขาดการเอาใจใส่ดูแลลูก พ่อแม่หลายคนต้องเดินทางไปทำงานที่ต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ(ก็มี)ลูกๆ ก็อยู่กับปู ย่า ตา ยาย หรืออยู่กับญาติของตนเอง พ่อแม่ก็ส่ง(แต่)เงินเพียงอย่างเดียว ทำให้เด็กขาดความอบอุ่น และบางครั้งเด้กเหล่านี้จะเป็นเด็กก้าวร้าว ขาดความเข้าใจตนเอง พอได้รับการตักเตือน ดุด่า ว่ากล่าวหรือการลงโทษจาก ปู่ย่า ตายาย หรือญาติๆ ที่เด็กบางคนก็หนีออกจากบ้านไป เด็กเหล่านี้ไม่รู้หลอกว่า การว่ากล่าวตักเตือนหรือทำโทษ ของพอแม่ ปู่ย่า ตายายหรือญาติ เป็นความรัก ความห่วงที่หาคำใดมาเปรียบได้ (ถึงแม้จะมีสุภาษิตที่ว่า รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี) บางคนหนีเตลิดเปิดเปิงไปก็มี เมื่อเด็กเหล่านี้มาเข้าสู่ระบบโรงเรียน ก็จะเกิดปัญหาด้านการปกครอง และด้านการเรียน หัวอกพ่อแม่ก็คงไม่ต่างจากหัวอกของความเป็นครู เมื่อครูลงโทษนักเรียน(เฆี่ยน)บ้าง  เด็กก็จะไปฟ้องผู้ปกครองว่าทำโทษแบบทารุณบ้าง ยกขบวนมาที่โรงเรียนบ้าง ไปที่อำเภอบ้าง ที่สื่อมวลชนบ้าง สิ่งเหล่านี้สร้างความสะเทือนใจกับครูมาก ครูยังเชื่อว่าลูกศิษย์ของตนเองเมื่อบอกกล่าว หรือทำโทษ(เฆี่ยน)ไม่ได้ ก็ไม่รู้จะสอนไปทำไม เพราะครูรักครูถึงต้องทำโทษ ด้วยความการุณ ไม่ไช่ทารุณ   แต่นักเรียนเหล่านั้นจะสำนึกถึงความห่วงใย ถึงความรัก ความปรารถนาดีหรือไม่ ซักวันหนึ่งนักเรียนเหล่านี้มีครอบครัว มีลูก จึงจะรู้ว่าพ่อแม่หรือครูอาจารย์ห่วงพวกเขาเพียงใด และในอนาคตก็คงไม่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ หรือนายกรัฐมนตรี เพราะไม้เรียว สร้างคน คนสร้างชาติ ไม้เรียวสร้างรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรี เมื่อไม่มีไม้เรียว นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการก็ไม่ต้องมี!  เห็นทีจะต้องขอไม้เรียวคืนซะแล้วครับ เพราะที่โรงเรียนครูทำอะไรไม่ได้แล้ว ต่อไปสังคมจะเป็นเช่นไร หากครูเหล่านี้ท้อแท้และท้อถอย!!!!!!