ร้อง เล่น เต้น ฟัง หลักเรียนดนตรีด้วยวิธีบูรณาการ 1  
   
ใครเลยจะคิดว่า เพียงแค่การ “ร้องเพลง” เพื่อความเพลิดเพลินจำเริญใจ อาจหมายถึงการพัฒนาทักษะเรื่องการอ่าน การเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อ การมีความคิดสร้างสรรค์ การมีความเชื่อมั่น และการมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีไปได้โดยไม่รู้ตัว และความจริงอันนั้นก็เกิดขึ้นแล้วผ่านความคิดที่ตกผลึกของอาจารย์ บุปผวรรณ ธีระวรรณวิไล และ อาจารย์สนทนี ศุขประเสริฐ 2 อาจารย์สาวแห่งโรงเรียนจินตการดนตรี ผู้ริเริ่มเขียนเนื้อร้องเป็นภาษาไทยแทนภาษาอังกฤษในหลักสูตร “ร้อง เล่น เต้น ฟัง” ซึ่งเป็นหลักสูตรการเรียนการสอนดนตรีที่ต้องการจุดประกายให้เด็กน้อยวัย 3 – 5 ปี ได้ฝึกพัฒนาการด้านต่าง ๆ ตามศักยภาพที่เด็กมีอยู่จริง

เหตุที่หลักสูตรนี้เน้นเนื้อร้องเป็นภาษาไทยก็เพราะ ทั้งสองเห็นพ้องต้องกันว่า ภาษาไทยเป็นภาษาที่เด็กน้อยวัยใสสดต้องใช้ในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว เด็กจะรู้สึกคุ้นเคยและสนุกสนานที่ได้ใช้ภาษาที่เขาเองไม่ได้รู้สึกแปลกแยกเหมือนกับการใช้เนื้อร้องภาษาอังกฤษตามที่เคยมีมาแต่เดิม

“ในอดีตเราเคยทดลองดูว่าระหว่างกลุ่มเด็กที่เรียนเนื้อร้องภาษาอังกฤษกับเนื้อร้องภาษาไทย เด็กกลุ่มไหนดูสนุกสนานกว่ากัน เราพบว่าเด็กไม่สนใจ ไม่รู้สึกสนุกที่ต้องมาร้องเนื้อเพลงภาษาอังกฤษ แต่ถ้าเป็นภาษาไทยเขาจะชอบจะสนุกที่ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ของเขาร่วมกันกับเพลงนั้น ๆ

เหตุผลที่เราคิดหลักสูตร “ร้อง เล่น เต้น ฟัง” ก็เพราะว่าดิฉันสังเกตเห็นโรงเรียนอนุบาลในบ้านเราไม่มีหลักสูตรที่เรียนวิชาดนตรีอย่างจริง ๆ จัง ๆ ทั้ง ๆ ที่ดนตรีสามารถช่วยให้เด็กมีพัฒนาการที่ดีขึ้นกว่าเดิม ตามโรงเรียนต่าง ๆ คุณครูแค่เปิดเทปเพลงให้เด็กฟัง หรือให้เด็กร้องตาม แต่ไม่ได้เน้นเรื่องพัฒนาการของเด็กเลย ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว การเล่นดนตรีสามารถช่วยในเรื่องพัฒนาการต่าง ๆ ได้อย่างดีเยี่ยม อีกทั้งยังช่วยให้เด็กมีความเชื่อมั่นมากขึ้นด้วย ดูอย่างเด็กที่ในตอนแรกเพิ่งเข้ามาเรียนกับเราอาจจะขี้อาย ไม่กล้าร้องเพลงต่อหน้าเพื่อน ๆ นาน ๆ ไปเขาก็เริ่มกล้าร้อง กล้าแสดงออก มีความเชื่อมั่นมากขึ้น

แล้วการร้องเพลงนี้จะช่วยในเรื่องพัฒนาการของการพูดด้วยนะคะ สังเกตได้ว่าเด็กที่เรียนดนตรีจะพูดมีจังหวะจะโคนมากกว่าเด็กที่ไม่ได้เรียน การเรียนดนตรียังช่วยสร้างให้เด็กมีสุนทรีย์ในการฟังเพลงด้วยค่ะ เขาสามารถเรียนรู้ถึงระดับของเสียง การแยกแยะโทนเสียงสูง-ต่ำ หรือรู้แม้กระทั่งว่าเพลงนั้นเพราะไหม นอกจากนี้ดนตรียังช่วยให้เด็กมีความคิดสร้างสรรค์ด้วย เพราะเวลาที่เขาฟังเพลงที่ครูกำลังเล่นอยู่ เขาจะมีจินตนาการตามไปด้วย เมื่อเขารับรู้ เขาก็เริ่มคิดตาม มีปฏิกิริยาตอบกลับกับบทเพลงนั้น ๆ เราก็ได้สอดแทรกเรื่องจริยธรรมเข้าไปในเนื้อร้องด้วยนะคะ อาจารย์บุปผวรรณกล่าว

หลังจากย่างก้าวเข้าสู่ห้องเรียนแห่งหลักสูตร “ร้อง เล่น เต้น ฟัง” เสียงเล่านิทานของคุณครูดนตรีสาวดังเจื้อยแจ้ว เหล่าเด็กน้อยต่างตั้งอกตั้งใจฟังด้วยความสนุกสนาน บ้างก็ยิ้มหัว บ้างก็กระโดดขึ้นยืน ก่อนร่วมมือร่วมใจกันร้องเพลงอย่างพร้อมหน้าพร้อมตากัน ถ้อยสำเนียงแห่งบทเพลงเริ่มสนุกสนานมากขึ้น เมื่อครูสาวกระตุ้นให้เด็กน้อยร่วมเป็นส่วนหนึ่งในบทเพลงนั้น ๆ “ฮัลโหล…น้องแก๊ปอยู่ไหมครับ?” “อยู่นี่ครับ” “แล้วจะไปเที่ยวเขาดินกันไหมค่ะ?” “ไปครับ” ต่อจากนั้นก็ถึงตาน้องเอ น้องบอย น้องแก้ว น้องนก น้องนา ฯลฯ ซึ่งในกระบวนการนี้นี่เอง ที่ถือว่าเป็นการกระตุ้นเตือนให้เด็กน้อยมีความรู้สึกร่วมไปกับบทเพลงนั้น ๆ เด็กเริ่มคิด เริ่มจินตนาการไปพร้อม ๆ กับเนื้อร้องของเพลงนั้น ๆ และที่สำคัญตัวเด็กเองรู้สึกสนุกสนานที่จะเรียนดนตรี ความรู้สึกเหมือนถูกบังคับให้เรียนสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ตัวเด็กเองไม่ชอบมิอาจเกิดขึ้นได้ในกรณีนี้