ตอนที่ผมทำ "Doorway Exercise" ขั้นแรกที่ให้พยายามสร้างความรู้สึกว่าตนใหญ่กว่าปกตินั้น ผมลองทำความรู้สึกว่าตนเองนั้นต่อเชื่อมกับสรรพสิ่งที่รอบตัว ...ทำให้เกิดความรู้สึกที่ดีเหมือนกัน แต่ก็ยอมรับว่ามีความคิดวิ่งเข้ามาอยู่เสมอ พอคุณโดโรธีบอกให้นึกถึงความสวยงาม นึกถึงภาพที่ประทับใจ และให้น้อมใจไปที่ความรู้สึกนั้น ....ผมก็พยายามคิดถึงภาพวิวที่สวยงามของแชงกรีล่าที่เพิ่งได้ไปสัมผัสมา ....ยอมรับว่าตอนนั้นรู้สึกเบาสบายดีมาก .... แต่ถึงกระนั้นเจ้าความคิดก็ยังเข้ามาแทรกอยู่ตลอดเวลาเช่นกัน พอมาถึงช่วงที่ให้รำลึกถึงคนที่เรารัก ...ให้จับความรู้สึกดีๆ ที่ตรงนั้นให้ได้ ผมกลับไปรู้สึกถึงความรักที่ยายและย่ามีต่อผม นึกถึงภาพสมัยเด็กๆ... เกิดความซาบซึ้งใจ น้ำตาไหลลงมาอาบแก้ม รู้สึกโปร่ง โล่งสบาย พอคุณโดโรธีถามว่าใน 3 เหตุการณ์นี้มีความรู้สึกเกิดขึ้นตรงบริเวณส่วนใดของร่างกาย สำหรับผม.... คิดว่ามันเข้ามาตรงบริเวณ "ใจ" .... หลังจากที่ได้บันทึกความรู้สึกที่เกิดขึ้นแล้ว คุณโดโรธีก็ให้เรา Share กันในกลุ่มย่อย ก่อนที่จะให้เล่าความรู้สึกให้กลุ่มใหญ่ฟัง
...ที่เล่ามาข้างต้น
คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับผมในช่วง Doorway Exercise
ครับ ...สำหรับประเด็นที่จับได้จากการทำ Workshop
ผมจะขอสรุปต่ออีก 5 ข้อ ดังต่อไปนี้ ครับ
(11) คุณโดโรธี เน้นความสำคัญของทำสมาธิ .....เหมือนกับว่าให้เราเข้าถึง "Love & Joy" ผ่านกระบวนการนี้ ผมตีความเอาเองว่าท่านต้องการให้เราเข้าถึงสิ่งที่ชาวพุทธเรียกว่า "ธรรมปีติ" เพราะนี่คือประตูที่จะนำเราเข้าไปสู่ "God ภายใน" ตัวเรา สำหรับใครก็ตามที่เคยชินกับการทำสมาธิแบบกำหนดจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ....อาจจะรู้สึกว่าวิธีนี้ค่อนข้างยาก
(12) คุณโดโรธี อธิบายต่อไปว่า.... สำคัญมากที่เราจะต้องเข้าไปใน Space ที่มีความบริสุทธิ์ (Purity) มีความรัก ความเบิกบาน (Love & Joy) ก่อนที่จะสื่อสารใดๆ เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว เราอาจตกเข้าไปในส่วน "จิตใต้สำนึก" ของเราก็ได้ แล้วเลย "เข้าใจผิด" คิดว่าได้สื่อสารกับปัญญาของธรรมชาติ เราต้องระวังอย่าให้สับสนระหว่าง Our Subconcious กับ God Dimension
(13) การสื่อสารกับจิตวิญญาณที่มีอยู่ในธรรมชาติทำให้ได้เห็นว่าศักยภาพของมนุษย์นั้นมากมายเหลือเกิน แต่เรายังนำมาใช้เพียงแค่น้อยนิด ทั้งนี้เพราะเราใช้ความคิดวิเคราะห์วิพากษ์มากเกินไป และเราก็ใช้ใจ (ความรัก ความเมตตา) น้อยเกินไป จิตวิญญาณธรรมชาติที่สื่อผ่านคุณโดโรธีสื่อสารได้ชัดเจนมากว่า "ธรรมชาติต้องการทำงานร่วมกับเรา".... ขอเพียงแค่มนุษย์ทำงานด้วยความรู้สึกดีๆ มีความรักในสิ่งที่ทำ มีความรักอยู่ในทุกๆการกระทำ.... ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี นี่แหละสิ่งที่คุณโดโรธีเรียกว่า "Power of Love"
(14) เธอพูดเสมอว่า "ธรรมชาติทำทุกอย่างไปตามหน้าที่ - Nature do what they have to do" มีแต่มนุษย์เท่านั้นที่มีพลังในการเลือก (Power of choice) ....เลือกที่จะทำหรือไม่ทำก็ได้ ..... เลือกที่จะไปผิดทางก็ได้......และเลือกที่จะสุขหรือทุกข์ก็ได้ ....ธรรมชาตินั้นทำไม่ได้เหมือนมนุษย์ มันแค่...... just do what they have to do!
(15) มนุษย์มี Free Will มี Choice สามารถ Change สิ่งต่างๆ ได้ แต่จุดอ่อนของมนุษย์ก็คือ ไม่สามารถเดินทางเข้าสู่ภายในของตนได้ เพราะเส้นทางสายนี้ต้องอาศัยสภาวะจิตที่เปี่ยมด้วยความรักความเมตตา .....ตอนนี้ผมเริ่มเข้าใจความหมายที่แท้จริงของคำว่า เมตตา แล้วล่ะว่า มันคือสภาวะที่เราและสรรพสิ่งนั้นเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน ...ไม่มีการเลือกปฏิบัติ.... เป็นคุณสมบัติในจิตใจที่ทำให้เรารู้สึกรักได้ในสรรพสิ่ง
ท่านอื่นที่ได้เข้าร่วม Workshop ครั้งนี้ ....จะร่วม Share กับผมบ้างก็ดีนะครับ ....จะได้ไม่เป็นการตีความของผมแต่เพียงคนเดียว ....พบกันอีกทีหลังวันปีใหม่ครับ
อ่านข้อคิดเห็นของอาจารย์แล้ว ผมไม่รู้จุดม่งหมายของประสบการณ์กับโดโรธี แต่ก็มองเห็นความบริสุทธ์ และประกายของปัญญาที่เกิดจากความบริสุทธิ์ ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างสิ่งที่สวยงามทั้งทางใจและวัตถุที่จะเกิดขึ้น เป็นเรื่องธรรมดาและมีอยู่นานแล้ว แต่ใจของคนเราในปัจจุบันไม่ต้องการจะเข้าถึง เพราะมีแรงกระตุ้นให้ไหลไปตามกระแสของโลกกามมารมณ์ ถ้ามีการกระตุ้นให้ใจของคนไหลทวนกระแสบ้างเดินถูกทาง เข้าถึงความบริสุทธิ์ ความสวยงามที่ทุกคนต้องการอย่างแท้จริง
อ่านประสบการณ์ทั้ง3 ตอนของอาจารย์แล้วรู้สึกดีมากเลยค่ะมีสิ่งที่รู้สึกและขอแลกเปลี่ยนคือเรื่องของ"สัญญา" คนที่ทำงานโดยใช้สมองส่วนมากมักจะใช้"ความจำ" เป็นตัวกำหนดความคิดของตัวเอง...พวกเราใช้มันจนเคยชินจนแยกความรู้สึกไม่ออกโดยเฉพาะคนที่ทำงานโดยใช้ความรู้สึกน้อยใช้สมองและหลักการเป็นส่วนมาก ที่น่าประหลาดใจมากไปกว่านั้นคือพระพุมธเจ้าได้ตรัสรู้มา สองพันกว่าปีแล้วในเรื่องของ"จิต" ซึ่งในเสี้ยววินาทีการเกิดและดับของจิตมีถึง 64 ดวง ถ้าเราสามารถกำหนดจิตของเราให้มุ่งสู่ทิศทางของความรักความเมตตาได้ทั้งหมดพลังของดวงจิตนั้นมากมายมหาศาลเหมือนกับที่คุณโดโรธีได้สื่อสารออกมาในเรื่องของ"จิตจักรวาล" แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นการฝึกเรื่องของจิตก็ดูจะเป็นเรื่องอันตรายมากเพราะต้องมีครูผู้อารีคอยกำกับตรวจสอบอารมณ์อย่างสม่ำเสมอมิเช่นนั้นจะเพี้ยนไปอย่างที่เห็นกันมากมายในสังคม เราอาจจะคิดไปเองก็ได้ในหลายสภาวะ แต่สภาวะที่เข้าถึงธรรมะมากที่สุด นั่นคือธรรมชาติผู้ซึ่งมีแต่ให้ไม่เคยหวังสิ่งใดตอบแทนนั่นเอง