"คนนั้นอยู่ไม่ต้องมาชวนผม" "ใครบ้างที่จะมาร่วม" "ทีมไหน...บอกก่อนแล้วจะตัดสินใจ" ถ้อยคำเหล่านี้บอกนัยยะ...

     ได้เปิดประเด็นนี้หลายครั้งแล้ว แต่ก็ไม่เคยนำเข้ามาใน G2K เลย หวั่น ๆ จะบานปลายไปเป็นว่าผมไม่สนับสนุนการเลือกตั้งในระบบประชาธิปไตย แต่ชั่งใจดูก็บอกตัวเองได้ว่ายังไงแล้วก็เลื่อมใสในระบบการปกครองแบบประชาธิบไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอย่างแน่นอน จึงตัดสินใจนำมาบันทึกไว้ว่าคิดอย่างไรกับเรื่องนี้ เชื่อว่าในภาพรวมของสังคมเองก็คงยังไม่มีคำตอบที่ดีนัก เพราะถึงยังไงก็ยังใช้รูปแบบเดิม รูปแบบการเลือกตั้งที่ผมมองว่าทุกวันนี้ได้ทำลายความสมานฉันท์ของสังคมไปมาก ถึงไม่มีส่วนทั้งหมด ก็ต้องถือว่ามีส่วนสำคัญระดับหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อความสมานฉันท์ที่ว่านี้

     การเข้าไปทำงานในชุมชน เราจะพบร่องรอยของความไม่ลงรอยกันที่เหลืออยู่หลังการเลือกตั้งนายก อบต. นายกเทศมนตรี นายก อบจ. ส.อบต. สท. หรือ ส.อบจ.ให้เห็นอย่เสมอ ๆ มีการแบ่งพรรคแบ่งพวก ไม่สามารถจัดให้เขานั่งคุยพร้อมกันได้ หากนั่งคุยด้วยกันก็แบบไม่เปิดใจ สิ่งเหล่านี้หากผมจะเอาประสบการณ์เปรียบเทียบเมื่อครั้งจบทำงานใหม่ ๆ ตอนนั้นยังไม่มี อบต. การเมืองท้องถิ่นไม่ดุเดือดกันมากนัก การแข่งขันเต็มไปด้วยศักดิ์ศรี เมื่อผลการตัดสินโดยคนในชุมชนออกมา กลุ่มแพ้การเลือกตั้งก็ยังมานั่งสังสรรค์กับคนชนะได้ เพราะถือว่าเกมส์จบลง ค่อยว่ากันอีกในสมัยหน้า หรือคราวหน้า

     ตอนนี้การเลือกตั้งมีกำหนดเวลาไม่ว่าจะเป็นกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือท้องถิ่นรูปแบบอื่น ๆ ตามมาด้วยการเลือกตั้งที่ยิ่งใหญ่อย่าง สว.หรือ สส. ประเด็นที่สำคัญมักจะได้ยินเสียงชาวบ้านพูดกันหนาหูว่าถี่ ๆ มาก (ก่อนที่จะมี คมช.) ความถี่ทำให้รบกวนวิถีปกติของชุมชนระดับหนึ่ง แต่ที่ร้ายกว่านั้นคือชุมชนแทบไม่มีเวลาสมานรอยร้าวที่เกิดขึ้นเลย เรียกว่าร้าวแล้วร้าวอีก ซ้ำ ๆ จนยากที่จะประสาน

     คนในชุมชนห่างเหินกัน ไม่ไว้วางใจกัน ไม่เปิดใจ ตั้งแง่เล่นงอน "คนนั้นอยู่ไม่ต้องมาชวนผม" "ใครบ้างที่จะมาร่วม" "ทีมไหน...บอกก่อนแล้วจะตัดสินใจ" ถ้อยคำเหล่านี้บอกนัยยะอะไร ๆ ได้มากมาย บางทีอาจจะต้องถึงเวลาที่จะมานั่งทบทวนกันบ้างว่าหนทางที่ดีกว่าควรเป็นอย่างไร

     เท่าที่แลกเปลี่ยนกันมานอก G2K ยังไม่มีคำตอบอะไร แต่ผมไม่เชื่อว่าจะไม่มีคำตอบสำหรับการแก้ปัญหานี้ เพียงแต่ตอนนี้ยังคิดไม่ออก และยังหาไม่เจอครับ