การประชุมภาคบ่ายเริ่มเมื่อเวลา ๑๓.๓๐ น. นพ.ฆนัท ครุฑกูล พูดเรื่องการป้องกันเบาหวาน บอกว่าจำนวนผู้ป่วยเบาหวานเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะ lifestyle ผิดปกติ การป้องกันคือดูแล lifestyle มีทั้งในระดับประชากรและระดับบุคคลในกลุ่มเสี่ยง ศ.พญ. วรรณี นิธิยานันท์ พูดถึงการให้ความรู้โรคเบาหวานว่าเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้ผู้ป่วยอยู่กับเบาหวานได้อย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดี และยังกล่าวถึงเนื้อหาการให้ความรู้ว่ามีอะไรบ้าง เพื่ออะไร วิธีการและ material ที่ใช้ การดูแลเท้าต้องเน้นเป็นพิเศษ มีการฝึกปฏิบัติด้วย ตัวอย่างการให้ความรู้แบบต่างๆ ของ รพ.ศิริราช
พญ.ฉายศรี สุพรศิลป์ชัย พูดถึงการจัดการเชิงระบบ หลักการต้องเน้นเรื่องการป้องกัน กลุ่ม pre-diabetes ต้องมีการให้ education กลุ่ม pre-diabetes ที่เอาเข้ามาจัดการในระบบ อยู่ในชุดสิทธิประโยชน์ด้วย ถ้าทำสำเร็จก็จะเป็น highlight อันหนึ่ง
นพ.ชูชัย ศรชำนิ ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการโรคเฉพาะ สปสช. กล่าวถึง Disease management Program ว่ามี ๖ องค์ประกอบ คือ
(๑) การลงทะเบียนเบาหวาน และให้มีการค้นหาผู้มีความเสี่ยงสูงในชุมชนมาลงทะเบียนล่วงหน้าก่อนเกิดเบาหวาน
(๒) การขึ้นทะเบียนหน่วยบริการรับส่งต่อดูแลเบาหวานชนิดที่ ๑ และชนิดที่ ๒ ที่มีภาวะแทรกซ้อน
(๓) ให้ใช้แนวเวชปฏิบัติและแนวทางการดูแลทั้งที่เครือข่ายหน่วยบริการ หน่วยบริการปฐมภูมิ หน่วยบริการประจำ การส่งต่อ การส่งกลับ
(๔) การให้การศึกษาแก่ประชากรเป้าหมาย โดยให้มี case manager ที่ระดับ CUP ในอำเภอหนึ่งจะมีทีมเบาหวานระดับพื้นที่ ๑๐ คน เป็นผู้ประสานงาน CUP ละอย่างน้อย ๑ คนและทีมอีก ๙ คนที่มาจากส่วนต่างๆ ส่งรายชื่อทีมไปยังสำนักงานสาขาเขตพื้นที่ register ไว้ มีการ train ๑๐ คนนี้ให้เป็นครู ก จะมีการแจกสมุดประจำตัวผู้ป่วยเบาหวานให้ผู้ป่วยทุกคน
(๕) จัดการการจ่ายเงิน บอกว่า intervention จะมีอะไรบ้าง ในชุดสิทธิประโยชน์จะมีการ top up ค่าอะไรบ้าง ในคนกลุ่มไหน เช่น SMBG คนไข้ type 1 จะได้เท่าไหร่ type 2 ที่ฉีดอินซูลินได้เท่าไหร่ เป็นต้น และยังมีงบสนับสนุนการพัฒนาระบบงานสำหรับแต่ละจังหวัดเพื่อสร้าง “ทีมเบาหวาน”
(๖) มีระบบการแจ้งข้อมูลตอบกลับ หรือแจ้งสถานภาพด้านสุขภาพของผู้ป่วยในโครงการ
นพ.ประจักษวิช เล็บนาค ผู้อำนวยการสำนักบริหารการชดเชย กล่าวถึงแนวทางการจัดสรรงบประมาณ ว่าเป็นการจ่ายแบบเพิ่มเติม เงื่อนไขการจัดสรรงบประมาณ เพิ่มเติมจากเงินที่ได้รับเดิม เช่น ค่าจัดกิจกรรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ค่าตรวจติดตามภาวะแทรกซ้อน ค่าใช้จ่าย SMBG ฯลฯ อัตราการจ่าย รายละเอียดการเบิกจ่าย งวดการจ่ายเงิน เป็นต้น
เภสัชกรหญิงเนตรนภิส สุชนวินิช ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ พูดถึงระบบสารสนเทศของโครงการนี้ ภาระงานของ case manager ที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น มอง target population ไม่ใช่ individual ป้องกัน illness ไม่ใช่การเข้า รพ. การออกแบบระบบสารสนเทศ เน้นเชิงรุก โดยการตรวจค้นหา คัดกรอง การให้การศึกษา กิจกรรมอะไรบ้างที่ถูกบรรจุในระบบการบันทึกข้อมูล วิธีการลงทะเบียน การทำงานใช้ได้ทั้ง online และ offline ฐานข้อมูลเชื่อม HOS_OS, HOSXP ได้ โปรแกรมสามารถติดตั้งได้ทั้งที่ CUP ร้านยา สอ. แต่ต้องส่งข้อมูลผ่าน CUP
จังหวัดที่ไม่อยู่ในโครงการนำร่อง ถ้าต้องการก็สามารถเอาโปรแกรมไปใช้ได้ จะมีการบูรณาการข้อมูล เช่น เชื่อมข้อมูลการตาย ข้อมูลจากฐานข้อมูลของ สปสช. จะเชื่อมกับข้อมูล stroke และ heart อนาคตจะทำระบบข้อมูลที่ลดความซ้ำซ้อนลง
นพ.สมสินธุ์ ฉายวิจิตร ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาและสนับสนุนสำนักงานสาขา สปสช.พูดถึงการบริหารงบฯ ว่าจะบูรณาการทั้ง ๓ ส่วนอย่างไร ส่วน พญ.อภิรมย์ เวชภูต ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาคุณภาพบริการ สปสช. พูดถึงการจัดการคุณภาพ มาตรฐานหน่วยบริการ มาตรฐานการให้บริการ ระบบสานสนเทศด้านคุณภาพ ตัวชี้วัดคุณภาพการดูแลรักษา (อัตราการรับเข้า รพ. ด้วยภาวะแทรกซ้อนระยะสั้น อัตราการรับเข้า รพ.ด้วยภาวะแทรกซ้อนระยะยาว อัตราการตัดขา อัตราการตรวจคัดกรองประเมินภาวะแทรกซ้อน อัตราการควบคุมภาวะโรคเบาหวาน) เหตุผลที่เลือกตัวชี้วัด ๕ ตัวนี้
การจัดสรรงบตามผลงานคุณภาพบริการ
- เป็นการจัดสรรเพิ่มเติมแก่หน่วยบริการ
- เน้นการวัดคุณภาพการให้บริการจากตัวชี้วัดที่กำหนด
- กระตุ้นให้หน่วยบริการมีการพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่อง
- ให้เกิดการแข่งขันและการเรียนรู้การพัฒนาคุณภาพบริการ
- เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจแก่หน่วยบริการที่มีการพัฒนาคุณภาพ
คุณอรจิตต์ บำรุงสกุลสวัสดิ์ ผู้อำนวยการกลุ่มงานสนับสนุนการมีส่วนร่วมของภาคี สปสช. กล่าวถึงการมีส่วนร่วมของภาคี เช่น ผู้ป่วย ญาติ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ฯลฯ ที่มีอยู่แล้วคือเครือข่ายผู้ป่วยมะเร็ง เครือข่ายผู้ป่วยโรคหัวใจ ที่กำลังเกิดคือเครือข่ายผู้ป่วยโรคไต เป็นต้น ตอนนี้ก็เชื่อมกับท้องถิ่น มีกองทุนเกิดขึ้น อยากให้มีการกระจายการจัดการสุขภาพลงไปสู่ท้องถิ่น มีการตรวจคัดกรองเบาหวานโดยเอางบจากตรงนี้สนับสนุน ในโอกาสนี้ได้ขอให้ประธานชมรมผู้ป่วยโรคไตได้พูดกับที่ประชุม ซึ่งประธานชมรมได้ขันอาสาจะช่วยให้ความรู้ไม่ให้ผู้ป่วยเบาหวานเกิดไตวาย และบอกว่า “ใครเป็นไตวาย ล้มละลายหมด”
ได้เวลาปิดประชุม นพ.ชูชัยบอกว่าคำถามต่างๆ ของผู้เข้าประชุมจะตอบผ่านทางเว็บไซด์ที่ www.nhso.go.th
โดยรวมๆ แล้วโครงการนี้น่าจะเกิดผลดีต่อทั้งผู้ป่วยเบาหวานและกลุ่มเสี่ยง ดิฉันฟังมาทั้งวัน รู้สึกว่าโครงการเบาหวานครบวงจรนี้มีเรื่องที่ต้องดำเนินการเยอะทีเดียว พยายามปะติดปะต่อทำความเข้าใจได้ระดับหนึ่ง การประชุมเปิดตัวที่มีการนำเสนอเนื้อหามากมาย ทำให้จุดเด่นของโครงการเบลอๆ ไปบ้าง เพราะวิทยากรแต่ละคนก็มุ่งนำเสนอเฉพาะเนื้อหาของตน คนฟังต้องเอามาเชื่อมต่อกันเอง คนที่รู้เรื่องระบบหลักประกันสุขภาพไม่มากอย่างดิฉันก็ต้องใช้ความพยายามในการทำความเข้าใจมากหน่อย
โครงการเบาหวานครบวงจรที่เปิดตัวครั้งนี้ เป็นรูปแบบการนำร่อง พื้นที่นำร่อง ระยะที่ ๑ (๑ ก.ค.-๓๐ ก.ย.๒๕๕๐) ได้แก่ จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดแพร่ อำเภอด่านซ้ายและอำเภอภูกระดึง จังหวัดเลย อำเภออุทุมพรพิสัยและอำเภอโพธิ์ศรีสุวรรณ จังหวัดศรีสะเกษ ในระยะที่ ๒ (๑ ต.ค.๒๕๕๐-๓๐ ก.ย.๒๕๕๑) จะมีการดำเนินการนำร่องระยะขยายผลใน ๒๖ จังหวัด ระยะที่ ๓ ปี ๒๕๕๒ จะขยายผลครอบคลุมทั่วประเทศ
ทีมงานของ สปสช.ยังต้องไปตรวจสอบและแก้ไขเอกสารที่ต้องแจกจ่ายออกไป ทั้งคู่มือบริหารจัดการโครงการ แนวเวชปฏิบัติ และสมุดประจำตัวผู้ป่วย ให้เนื้อหาข้างในมีความถูกต้องตรงกันอีกครั้ง เนื่องจากมีการตรวจพบข้อมูลที่ไม่ถูกต้องและพิมพ์ผิดอยู่ในหลายส่วน
ต้องคอยติดตามกันดูว่าผลการนำร่องใน ๓ จังหวัด และอีก ๔ อำเภอ ช่วง ๓ เดือนนี้จะเป็นอย่างไร
วัลลา ตันตโยทัย วันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๕๐
สนใจมากเลยค่ะกับการดูแลแบบครบวงจร คิดว่าน่าจะเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน น่าศึกษาวิจัยมากเลยค่ะ