ย้อนกลับไปวันที่ 4 กรกฎาคมกันอีกสักครั้ง

เย็นย่ำของวันนั้น หลายชมรมประจำการอยู่ที่ซุ้มของตนเองและไม่ลืมที่จะงัดกลยุทธอันแพรวพรายมาเรียกแขกให้เข้าไปชื่นชมผลงานของตนเองอย่างคึกคัก ภายในซุ้มแต่ละซุ้มก็อบอวลด้วยบรรยากาศอันสนุกสนานและเป็นกันเองตามแบบชาวค่าย ..


กระนั้นก็ยังมีอีกชมรมที่น่าเห็นใจไม่น้อย เพราะไหนจะต้องจัดคนมาเฝ้าซุ้ม ไหนต้องเตรียมการแสดงพิธีเปิด ไหนต้องบรรเลงสร้างบรรยากาศของงานให้มีชีวิตชีวา … ผมเห็นใจพวกเขาจริง ๆ

ชมรมที่ผมกำลังกล่าวถึงนั้นก็คือ ชมรมนาฏศิลป์และดนตรีพื้นเมือง หรือ วงแคน นั่นเอง ตลอดระยะเวลาตั้งแต่เปิดเรียนมา ผมยังไม่เห็นนิสิตกลุ่มองค์กรนี้ได้พักกายพักใจอย่างเต็มที่เหมือนคนอื่น ๆ ดังจะเห็นได้จากการต้องขึ้นลงเวทีแสดงดนตรีอีสานอยู่แทบทุกสัปดาห์ อีกทั้งยังต้องสัญจรไปเป็นผู้แทนมหาวิทยาลัยในการช่วยเหลือชุมชนอยู่อย่างถี่ครั้ง

นับย้อนไปเท่าที่ผมจำความได้ก็ตั้งแต่กิจกรรมถนนเด็กเดิน, บุญบั้งไฟชุมชนนางใย, บุญบั้งไฟโคกพระ, งานก้าวแรกก้าวใหม่, งานรับน้องใหม่, รวมถึงงานองค์การนิสิตพบประชาคมที่จะมีขึ้นในวันที่ 5 กรกฎาคมนี้ก็ไม่เว้น

เท่าที่ผมจำได้นั้น หากเทียบเป็นสัปดาห์ก็เรียกได้ว่าน้อง ๆ นิสิตมีกิจกรรมที่ต้อง “ออกงาน” ทุกสัปดาห์เลยทีเดียว

หัวใจของพวกเขาอ่อนล้าและเบื่อหน่ายบ้างหรือไม่ … นั่นคือความรู้สึกของผมที่เผลอคิดขึ้นมาในบางห้วง หลายครั้งต่อหลายครั้ง ผมเฝ้าสังเกตพวกเขาที่กำลังยืนตระหง่านอยู่บนเวที ผมพบเจอรอยยิ้มที่มีชีวิตแต้มเต็มอยู่บนใบหน้าของพวกเขา …ผมเห็นความเป็นมหาวิทยาลัยและความเป็น “ลูกอีสาน” ในหัวจิตหัวใจของเขาอย่างเต็มล้น


ชาววงแคนไม่ใช่องค์กรนิสิตที่ตั้งขึ้นมาเพียงเพื่อรับงานแสดง หรือแม้แต่ฝึกฝนทักษะความรู้ในทางดนตรีและนาฏศิลป์อีสานเท่านั้น หากแต่ในบทบาทของการทำกิจกรรม พวกเขาก็พิสูจน์ตัวตนอย่างดีเยี่ยมด้วยการจัดค่ายสอนดนตรีและนาฏศิลป์ให้กับน้องนักเรียนอยู่อย่างสม่ำเสมอ

สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปรากฏการณ์กิจกรรมในทางศิลปวัฒนธรรมที่น่าสนใจเป็นพิเศษ เพราะในมหาวิทยาลัยก็มีชมรมในด้านนี้เพียงไม่กี่องค์กร ที่เหลือก็มักเป็นวงโปงลางที่ก่อรูปร่างขึ้นมาจากสาขาที่เรียนในคณะศิลปกรรมกันทั้งนั้น แตกต่างลิบลับกับชาว “วงแคน” ที่ส่วนใหญ่มาจากหลายหลายสาขา

เรื่องราวของศิลปะ เป็นเรื่อง “จิตใจ” คงยากยิ่งที่จะบังคับให้คนไม่รักและศรัทธาต่อเสียงพิณ เสียงแคนมาร่วมบรรเลงและร่ายรำอยู่อย่างมีชีวิต หากเป็นเช่นนั้นจริง นั่นก็แสดงว่า พวกเขาทั้งหลายย่อมมีความรักและความผูกพันอยู่กับวิถีดนตรีของบรรพชนอย่างน่ายกย่อง



เสียงโหวตอาจจะดูโหยไห้และหม่นเศร้าไปบ้างเสียงแคนอาจจะดูหม่นหมางและคึกคักเป็นบางห้วง เสียงพิณยังคงไม่สิ้นมนต์ขลังแห่งชีวิต เสียงโปงลางยังคงกึกก้องด้วยความหวัง … และเมื่อมารวมกันเป็นวงใหญ่ “ชีวิตของคนอีสาน” ก็กลายเป็นนาฏกรรมที่ทรงคุณค่าต่อการเรียนรู้และซึมซับไม่แพ้คนพื้นถิ่นอื่น ๆ

ไผว่าเมืองอีสานเศร้า สิจูงแขนเพิ่นมาเบิ่งวัฒนธรรมยังโจ้โก้ มันสิเศร้าดอกจั๋งได๋ เสียงพิณบ่เคยเศร้า เสียงแคนเป่าบ่เคยจางเสียงโปงลางกับเสียงพิณ ยังได้ยินดังก้องมาเด้อซุมพี่น้อง ในถิ่นแดนสยามมาสืบสานงานศิลป์ ถิ่นอีสานภายพื้นให้คงยืนยาวมั่น บ่มีวันหมองเก่ามาเด้อพวกหมู่เจ้า มาเสริมสร้างซอยกัน


ผมรักและศรัทธาในดนตรีและนาฏศิลป์เหล่านี้เป็นยิ่งนัก รวมถึงการรู้สึกรักและศรัทธาต่อน้องนิสิต “วงแคน” ในทุกยุคสมัย ผมเชื่อเหลือเกินว่า ในตัวตนของพวกเขาต่างล้วนมีเลือดเนื้อและวิญญาณของความเป็น “ลูกอีสาน” อยู่อย่างข้นเข้ม !

หากแต่ก็อดถามย้ำอย่างเงียบ ๆ ไม่ได้ว่า “หัวใจของพวกเขา เหนื่อยล้าบ้างหรือเปล่า ?”