แบบฝึก มีหลักการทำอย่างไร

         ดิฉันกำลังคิดจะทำวิจัยในชั้นเรียน ที่เป็นการวิจัยเชิงพัฒนา โดยใช้แบบฝึก เป็นนวัตกรรม ที่ใช้เป็นเครื่องมือในการวิจัย แต่ดิฉันก็ไม่เชี่ยวชาญเรื่องแบบฝึกนัก เคยเข้ารับการอบรมกับอ.สุนันทา สุนทรประเสริฐ บ้างแต่นานไปก็ชักเลือนๆไป จึงต้องไปค้นคว้าจากผู้รู้ได้สาระมาดังนี้

       

 การสร้างแบบฝึก

              แบบฝึกซึ่งมีชื่อเรียกว่า แบบฝึกหัดบ้าง แบบฝึกเสริมทักษะบ้างนั้น เป็นสื่อที่จัดเพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ ความสามารถตามจุดประสงค์การเรียนรู้ของบทเรียนนั้น ๆ หรือไม่

 ลักษณะของแบบฝึกที่ดี

1.       เกี่ยวข้องกับเรื่องที่เรียนมาแล้ว

2.       เหมาะสมกับระดับ วัย หรือความสามารถของนักเรียน

3.       มีคำชี้แจงสั้น ๆ ที่ช่วยให้นักเรียนเข้าใจวิธีทำได้ง่าย

4.       ใช้เวลาที่เหมาะสม

5.       เป็นสิ่งที่น่านสนใจและท้าทายให้นักเรียนแสดงความสามารถ

 

                  หลักในการสร้างแบบฝึก

มีหลักดังต่อไปนี้

 

                 1. ใช้หลักจิตวิทยาการเรียนรู้ของเด็กแต่ละวัน เช่น แบบฝึกสำหรับเด็กเล็ก หรือระดับอนุบาลและชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 2 เน้นภาพมากกว่าคำ เด็กวัย 9 11 ขวบ จะสนใจเรืองราว เนื้อหาสาระประเภทสารคดี เรื่องราวจากตำรา ตำนาน คำบอกเล่ามากกว่านทาน วัย  11 16 ปี ชอบอ่านเรื่องยาว ๆ ต้องการเนื้อหาสาระมากกว่ารูปภาพเป็นต้น

 

                  2. ใช้สำนวนภาษาง่าย ๆ โดยเฉพาะคำสั่งต้องกระชับและชัดเจนและไม่ใช้ศัพท์ยากเกินไป

 

                  3. ให้ความหมายต่อชีวิต หมายถึงแบบฝึกนั้นมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนว่าต้องการให้นักเรียน ฝึกเพื่ออะไร ให้ข้อคิดคติธรรมอะไรแฝงอยู่

 

                   4. ฝึกให้คิดได้เร็วและสนุก ปกติหนังสือเรียนมักจะสร้างความจำเจ ทำให้นักเรียนเบื่อหน่ายได้ง่าย ดังนั้น แบบฝึกจะต้องแตกต่างไปจากหนังสือเรียน หรือแบบฝึกหัดในหนังสือเรียน โดยเน้นให้นักเรียนได้คิดให้เร็วและสนุก โดยมีเกม หรือมีกิจกรรมหลากหลาย

 

                    5. ปลุกความสนใจ ด้วยรูปภาพและรูปแบบที่แปลกและแตกต่างจากที่นักเรียนเคยเห็น

 

                    6. เหมาะสมกับวัยและความสามารถของนักเรียน แบบฝึกที่ดีไม่ควรมากเกินไป ทำให้นักเรียนเบื่อและไม่สนใจและไม่ควรมีกิจกรรมซ้ำ ๆ

 

                     7. อาจศึกษาด้วยตนเอง ตามลำพัง

 

                                แนวทางการสร้างแบบฝึกหัดที่ดี ควรคำนึงกฎดังต่อไปนี้

 

                                1. กฎความใกล้ชิด หมายถึง ควรใช้สิ่งเร้าและการตอบสนองเกิดขึ้นในเวลาใกล้เคียงกัน จะสร้างความพอใจให้แก่ผู้เรียน

 

                                2. กฎการฝึกหัด คือ การให้ผู้เรียนได้ทำซ้ำ ๆ กัน เพื่อช่วยสร้างความรู้ความเข้าใจที่แม่นยำ

 

                                3.กฎแห่งผล คือ การที่ผู้เรียนได้ทราบผลการทำงานของตนด้วยการเฉลยคำตอบ จะช่วยให้ผู้เรียนนทราบข้อบกพร่องและสร้างความพอใจ

                                 4. กฎการจูงใจ การจัดแบบฝึกหัด ควรเรียงลำดับจากแบบฝึกง่าย ๆ สั้น ๆ ไปสู่เรื่องยากและยาวขึ้นและควรมีภาพประกอบ                               

           การเขียนแบบฝึก สามารถเขียนได้หลายรูปแบบซึ่งขึ้นอยู่กับลักษณะวิชาสาระสำคัญและจุดประสงค์ของบทเรียนนั้น รูปแบบของแบบฝึกได้แก่

1.       มีคำสั่งหรือคำแนะนำให้ทำกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่ง

2.       กำหนดให้ทำกิจกรรม โดยกำหนดขอบเขตหรือวัสดุอุปกรณ์ให้

3.       ให้โยงเส้น เติมคำ เติมข้อความ จับคู่ วาดรูป

4.       ให้ตอบคำถาม เช่น ตอบสั้น ๆ ตอบยาว ๆ อธิบายความแสดงความคิดเห็น

5.       แบบเติมคำตอบในช่องว่างเป็นต้น