ระยะนี้มักได้ยินเพื่อนในแวดวงวิชาการสายสังคมศาสตร์พูดถึง "ระบบความสัมพันธ์" ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนจากรัฐศาสตร์ สังคมวิทยา มนุษยวิทยา และล่าสุด สังคมสงเคราะห์
ตามประสาคนที่ไม่ได้ร่ำเรียนเรื่องเหล่านี้มาโดยตรง ตีความเอาเองว่า
ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ ในแนวดิ่ง มักถูกพูดถึงในเรื่อง "ความสัมพันธ์เชิงอำนาจ" มีสถาบันคือ รัฐ กฎหมาย ตลาด เข้ามาเป็นต้วจัดระบบความสัมพันธ์
ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ในแนวระนาบ ถ้าเป็นความสัมพันธ์เชิงบวก ใกล้ชิดกัน มีความร่วมมือระหว่างกัน ก็อาจเรียกว่า "ทุนทางสังคม" ตรงนี้มีสถาบันสำคัญที่เกี่ยวข้อง คือ ครอบครัว ชุมชนและวัฒนธรรมชุมชน เครือข่าย
ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ในแนวระนาบที่มีระยะห่าง ก็จะมีสถาบันที่เข้ามาจัดระบบความสัมพันธ์ คือ รัฐ กฎหมาย ตลาด ซึ่งเป็นสถาบันชุดเดียวกับที่จัดระบบความสัมพันธ์ในแนวดิ่ง
แต่ในระบบความสัมพันธ์ ยังมี ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ และมนุษย์กับสิ่งเหนือธรรมชาติ
มนุษย์กับวัตถุ มนุษย์กับเทคโนโลยี
โลกทุกวันนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ มนุษย์กับสิ่งแวดล้อมเจือจางไป ความสัมพันธ์กับสิ่งเหนือธรรมชาติเป็นสิ่งที่น่าหัวเราะ มนุษย์ให้ความสำคัญที่จะไปสัมพันธ์กับเทคโนโลยีและวัตถุมากกว่า
แทนที่เทคโนโลยีจะช่วยให้มนุษย์มีเวลาเหลือที่จะสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างมนุษย์ด้วยกัน หรือทำให้มีเวลาอยู่กับธรรมชาติมากขึ้น เรากลับใช้เทคโนโลยีและเวลานั้นแสวงหาความมั่งคั่งทางวัตถุ เบียดเบียนมนุษย์ด้วยกันและเบียดเบียนธรรมชาติมากขึ้น
ศาสนาเป็นสถาบันเดียวที่พยายามจัดระบบความสัมพันธ์ที่สมดุลระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ มนุษย์กับธรรมชาติ และมนุษย์กับสิ่งเหนือธรรมชาติ
แต่ด้วยเหตุที่ศาสนาเกิดขึ้นในยุคที่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและการเติบโตทางวัตถุยังไม่มากมาย ศาสนาจึงถูกมองเป็นเรื่องล้าหลัง
สถาบันที่สร้างกติกาที่เป็นองค์รวมกว่าอย่างศาสนา(ที่แท้) จึงถูกมองข้าม มนุษย์คงยึดถืออยู่แต่สถาบันที่เป็นกติกาเฉพาะด้าน อย่าง รัฐ ตลาด เทคโนโลยี และยังหาทางออกไม่ได้กับความไร้สมดุลของโลกมนุษย์
ข้อสรุปนี้ ท่านพุทธทาสได้เคยกล่าวไว้นานแล้ว
โอ! ได้เห็นถึงความเจริญความเสื่อมของผู้คนยุคต่างๆที่ปรับสมดุลเข้ากับหลักศาสนาได้ไมได้ กับมนุษย์ด้วยกันได้ไมได้ และกับสิ่งแวดล้อมได้ไม่ได้
อยากทราบความเห็นอาจารย์ต่อว่าสถานการณ์ของศาสนิกในศาสนาที่ปรับเข้าหลักศาสนาไม่ได้ ศาสนิกใดที่ปรับสมดุลเข้ากับหลักศาสนาไม่ได้มามกว่ากัน ผมว่าพุทธ...อาจารย์ว่าศาสนิกใด
อาจารย์เอกคะ ไม่ได้คุยกันนาน ทำไมไม่กล้าแสดงความเห็นละคะ อาจารย์เอกเป็นท่านหนึ่งที่ลึกซึ้งในเรื่องศาสนาและปรัชญา ได้แลกเปลี่ยนกันคงจะดีค่ะ
สวัสดีค่ะคุณยอดดอย
ชอบความเห็นหลายๆเรื่องของคุณยอดดอยนะคะ คงจะจริงที่ว่า เราไม่สามารถฟันธงลงไปได้ว่า คนไทยมองศาสนาเป็นเรื่องล้าหลัง ที่จริงตอนเขียนก็นึกถึงคนรุ่นใหม่ค่ะ
ในช่วงวัยรุ่นที่ผ่านมา ตัวเองไม่ได้มองว่าศาสนาล้าหลัง คิดว่า "คำสอนของศาสนา" น่าสนใจ แต่มอง "วัด" แบบไม่ศรัทธา และไม่ค่อยเข้าวัด ตอนนี้เข้าวัดบ่อยขึ้น เพราะไปทำบุญกับครอบครัว แต่ก็จะนึกถึงคำสอน และชำระจิตใจตัวเองมากกว่าอย่างอื่น
"วัยรุ่นไทยมองศาสนาพุทธว่าล้าหลัง" น่าจะเป็นประเด็นชวนนักศึกษาคุยได้นะคะ อยากรู้ว่าเขาคิดกันอย่างไร แต่ก็เป็นอย่างอาจารย์เอกว่า คือ พอพูดเรื่องศาสนา ก็จะถูก "คิดในใจ"
เรียน ครูนงที่เคารพ
ศาสนิกใดที่ปรับสมดุลเข้ากับศาสนาไม่ได้/ไม่ค่อยได้.... อาจจะเป็นพุทธนะคะ แต่ก็ไม่กล้าฟันธง..
โดยส่วนตัว คิดว่า พุทธศาสนามีความลึกซึ้งมากในแก่นแท้ แต่เมื่อถึงการสื่อสาร การนำไปใช้ อาจมีปัญหา เช่น ถูกเคลือบด้วยพิธีกรรมที่ไม่ใช่พุทธ การสื่อสารด้วยภาษาบาลีที่เข้าใจยาก ฯลฯ คิดว่า ศาสนาพุทธอ่อนในการสื่อสารเมื่อเทียบกับศาสนาอื่นนะคะ แต่ระยะหลัง ดูจะดีขึ้นนะคะ มีท่านพุทธทาส ท่านธรรมปิฎก ท่าน ว.วัชรเมธี พระพยอม ฯลฯ ที่สั่งสอนได้ลึกซึ้ง เป็นระบบ น่าสนใจ ทำให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น และเห็นจริงว่าเป็นประโยชน์ต่อการดำรงชีวิต
โดยเนื้อแท้ การปฏิบัติตามแนวพุทธ ต้อง "พึ่งตัวเอง" มากเลยค่ะ เพราะการทำตัวเองให้สะอาด สว่าง สงบ ใครๆก็ช่วยไม่ได้ ต้องฝึกฝนและปฏิบัติเอง (ตรงนี้จากความรู้สึกของตัวเอง) ดูเหมือนว่า การมีพระเจ้า ตามแนวคริสต์หรืออิสลาม คล้ายๆกับจะมี "เพื่อน" มีคนให้กำลังใจเมื่อเราทำดี มีคนรับฟังอย่างเข้าใจเมื่อเราทำผิดนะคะ
ที่ญี่ปุ่น คนรุ่นใหม่จะบอกว่า เขาไม่มีศาสนา ความเป็นพุทธในญี่ปุ่นเหลือเพียงสัญญลักษณ์ กับการตกผลึกเป็นวัฒนธรรมที่คนญี่ปุ่นถือปฏิบัติโดยไม่ต้องพร่ำสอน เช่น ความขยัน ประหยัด อ่อนน้อมถ่อมตน... แต่ธรรมะที่ลึกซึ้งกว่านั้น ก็เจือจางไปแล้วค่ะ
ขอพูดหน่อยในฐานะที่ถูกพาดพิง
(ชื่อผม ............ ครับอาจารย์ อาจารย์พิมพ์เหมือนกับคนที่ไม่เคยเรียนรู้ภาษาอาหรับมาก่อน สมแล้วที่ไปสนับสนุนอักษรยาวีที่ปรับเพิ่มจากอักษรอาหรับ) สมัยผมทำงานที่สำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด ผมถามครูใหญ่โรงเรียนแห่งหนึ่งว่า ทำไมอาจารย์ให้เด็กมุสลิมลอยกระทงด้วย ท่านตอบอย่างมั่นใจว่า "โรงเรียนผมไม่มีปัญหา" ผมก็สวนกลับไปเลยว่า "ผมนี้แหละจะทำให้มีปัญหา เพราะมันเป็นเรื่องศาสนา" บางครั้งเราจะฟังเสียงข้างมากอย่างเดียวไม่ได้ ต้องฟังหลายๆฝ่าย แล้วหาทางออกที่ดีที่สุด มีผลกระทบน้อยที่สุด อะไรที่คิดว่าไปซ้ำเติม ความรู้สึกชาวบ้าน โดยที่ชาวยังไม่กล้าพูดความจริง นักวิชาการอย่างเราๆ นี้แหละควรจะหาทางออกให้ สุดท้าย ครับ ..เมื่อเช้าระหว่างทานข้าวกับลูกๆ ลูกสาวคนหนึ่งเขาพูดไทยคล่องมาก เพราะเขาพูดไทยแต่เด็ก ดังนั้นเขาจะมีปัญหาเรื่องพูดมลายูถิ่น อันนี้ผมไม่รู้สึกอะไร เพราะภาษาอะไรก็ได้ ขอให้เป็นคนดีอยู่ในกรอบศาสนา แต่..... ปรากฎว่า.. เขาอ่านอัลกุรอาน ออกเสียงไม่ค่อยถูกต้อง... อันนี้เรื่องใหญ่ครับ.... ผมยอมไม่ได้
จึงคิดว่า ข้อเสนอของ อ.จรุวัจน์ น่านำไปทบทวนใหม่ ครับ อักษรไทย ไม่สามารถแทนที่ อักษรอาหรับได้ เลยทำให้เด็กอาจอ่านอัลกุรอานผิดพลาดได้ครับ....เรามีเป้าหมายเดียวกัน คือ ทำอย่างไรให้บุคคลในพื้นที่มีการศึกษา และดีด้วย และ ที่เร่งด่วน ... ต้องรักษาความสงบให้ได้ ไม่ใช่ไปเพิ่มเงื่อนไข
ขอบคุณอาจารย์เอกมากค่ะ มีหลายประเด็นทีเดียว
โดยส่วนตัวก็ไม่คิดว่า ศาสนาล้าหลังค่ะ
ภาษาบาลีไม่ได้เป็นปัญหาในตัวเอง แต่การเข้าวัดแล้วฟังภาษาที่เข้าไม่ถึงก็เป็นอุปสรรคในการเข้าถึงศาสนาค่ะ ยังชอบใจที่วัดป่ายาง (นครศรีฯ) มีหนังสือสวดมนต์ของสวนโมกข์ (ที่มีภาษาบาลี ตามด้วยคำแปลภาษาไทย)อยู่หลายฉบับมากสำหรับให้ได้สวดมนต์และอ่านคำแปลไปด้วยค่ะ
แต่การเข้าถึงศาสนา เป็นเรื่องใหญ่และลึกซึ้งกว่าการสวดมนต์มากค่ะ
การเข้าถึงศาสนาต้องเข้าด้วยใจและการกระทำจึงสอดคล้องกัน