“สภาพัฒน์” มั่นใจหากมีเลือกตั้งชัด ศก.ปีนี้โต 4-4.5%
เลขาฯ สภาพัฒน์ อำพน กิตติอำพนมั่นใจหากไทยมีการเลือกตั้ง และการเมืองไม่มีเหตุการณ์รุนแรง อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ เศรษฐกิจปีนี้จะขยายตัวได้ตามเป้าหมาย 4-4.5% เชื่อเศรษฐกิจปัจจุบันจะไม่เกิดวิกฤติเหมือน 10 ปีที่แล้ว เพราะโครงสร้างเศรษฐกิจปรับเปลี่ยนไปในทิศทางดีขึ้น มีความรัดกุมมากขึ้น นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) กล่าววานนี้ว่า ตัวเลขเศรษฐกิจช่วงไตรมาส 2 ปีนี้ ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากการนำเข้าเครื่องจักรและวัตถุดิบจำเป็น ขยายตัวดีขึ้น จากที่เคยติดลบติดต่อกัน 5 เดือน ทำให้เกิดการผลิตเพิ่มขึ้น สำหรับค่าเงินบาท  มีเสถียรภาพ โดยแข็งค่าขึ้นที่ 34.50-34.55 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ นับเป็นการแข็งค่าไม่สูงมากเกินไป เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน สำหรับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ทยอยลดลงตามลำดับ หลังจากคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง  ส่วนการประชุมครั้งต่อไปของ กนง. วันที่ 18 ก.ค. นี้ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคณะกรรมการฯ แต่นายอำพน ในฐานะ 1 ในกรรมการ กนง. เห็นว่าปัจจัยที่ส่งผลต่อการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น ยังมีเสถียรภาพ เนื่องจากเงินเฟ้อไม่ได้ปรับสูงเกิน 2% และไม่น่าเกินเป้าหมายที่ 2-2.5% ขณะที่ราคาน้ำมันดีเซลเริ่มลดลง  แม้จะผันผวนบางช่วง โดยราคาน้ำมันดิบตลาดโลกเฉลี่ย 65 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ทำให้ปัจจัย  ที่มีผลต่อการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น ไม่ผันผวนมากนัก   หากปัญหาการเมืองไม่มีความรุนแรง มีการเลือกตั้ง คาดว่ามีโอกาสสูงที่เศรษฐกิจปีนี้จะขยายตัวได้ตามเป้าหมายที่ 4-4.5% แม้หลายสำนักอาจจะคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวเพียง 3% เป็นการมองหรือให้น้ำหนักแต่ละปัจจัยที่เข้ามากระทบมากน้อยต่างกัน ขณะที่ สศช. เห็นว่าปัจจัยหนุน ยังมีทั้งอัตราแลกเปลี่ยนที่เริ่มมีเสถียรภาพ สินค้าเกษตรราคาอยู่ในระดับค่อนข้างดี รัฐบาลเตรียมอัดฉีดงบประมาณในยุทธศาสตร์อยู่ดีมีสุข 1.5 หมื่นล้านบาท ในปีงบประมาณ 2551 ซึ่งจะทยอยออกได้ในช่วงครึ่งปีหลัง และเงินยุทธศาสตร์อยู่ดีมีสุข 5 พันล้านบาท ในปีงบประมาณ 2550 ได้ลงไปสู่หมู่บ้านต่าง ๆ แล้ว โดยมีการอนุมัติถึง 7 พันโครงการนายอำพนกล่าว ในโอกาสครบรอบวิกฤติเศรษฐกิจ 10 ปี เลขาธิการ สภาพัฒน์ มองว่าประเทศไทยได้ปรับเปลี่ยนในการดูแลปัญหาเศรษฐกิจที่พัฒนาดีขึ้น มีการตัดสินใจดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่รัดกุม เพราะมีระบบตรวจสอบเข้มงวดขึ้น การดูแลภาระหนี้สินต่างประเทศมีวินัยมากขึ้น โดยเฉพาะหนี้ระยะสั้นจากต่างประเทศ การเกิดปัญหาการกู้ยืมระยะสั้นจากต่างประเทศจึงเป็นไปได้ยาก รวมทั้งช่วงที่ผ่านมาสังคมเริ่มให้ความสำคัญระบบธรรมาภิบาล ทั้งภาครัฐและเอกชน ที่มีความเข้มแข็งมากขึ้น ดังนั้น จึงเป็นไปได้ยากที่จะเกิดปัญหาเหมือนช่วงที่ผ่านมา สยามรัฐ  4  ก.ค.  50