หลังจากบริหารเวลาและความมุ่งมั่นให้ PhD thesis ผ่านไปเกือบสมบูรณ์ตามระบบของ Australian Education
ณ ปัจจุบัน ผมกำลังใช้ความคิดและผ่อนคลายให้ความคิดลดระดับความคาดหวัง ความมุ่งมั่น ที่บางครั้งอาจมีมากจนเกินไป ทำให้ตัวเองเหนื่อยมากๆกับ "งานบริหารสาขาวิชากิจกรรมบำบัด"
ยอบรับว่าการจัดตั้งสาขาวิชาหนึ่ง ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องมีการเลือก "ผู้ร่วมงาน" ที่มีความตั้งใจจริงในการพัฒนาตนเองเพื่อองค์กร รู้จักคิดและพัฒนางานได้ด้วยตนเองโดยที่ประสานงานกับผู้บริหาร ในแบบกัลยาณมิตร ไม่ต้องมีการสั่งการหรือยอมตาม แต่เกิดจากการวิเคราะห์และแก้ไขปัญหาขององค์กรร่วมกัน
ผมเริ่มรู้สึกว่า "เหนื่อยล้ากับความคิด" ที่คาดหวังให้ทีมงานดำเนินชีวิตของการพัฒนาองค์กรด้วยความสุขและเป็นระบบ บางครั้งอาจคาดหวังและรอคอยผลลัพธ์ของงานอย่างรีบเร่งเกินไป
ผมเลยอาศัย "การเขียนเรียบเรียงความคิด" เพื่อลดความรียเร่งดังกล่าว ผ่านบันทึกนี้ ดังนี้ครับ
๑. เมื่อคิดระบบการจัดโปรแกรมการรักษาทางกิจกรรมบำบัด ที่ตัวสื่อการรักษาค่อนข้าง Dynamic Occupation as therapeutic media ต้องอาศัยประสบการณ์ทางคลินิกและความรู้ในตัวตนที่สะสมการให้เหตุผลทางคลินิกกิจกรรมบำบัดอย่างเป็นระบบ การพัฒนานี้ต้องหากลวิธีการจัดการความรู้ที่ต้องปรับใช้กับพื้นฐานความรู้ของนักกิจกรรมบำบัดไทยแตกต่างกัน ผมคงต้องค่อยๆคิดว่า ทำไมระบบของนักกิจกรรมบำบัดต่างชาติจึงทำได้มีประสิทธิภาพจริงๆ อาจเป็นไปได้ว่าระยะเวลาที่คนไทยเรียนรู้ในบริบทเดียวกันอาจนานกว่า และขาดแรงจูงใจและความอดทนต่องานที่บุกเบิกท้าทายเช่นนี้
๒. เมื่อทำงานเรื่องหลักสูตรกับผู้ร่วมงานที่มีประสบการณ์ ผม "เบาใจ" และเกิด "พลังพัฒนาตนเองและความรู้ความเข้าใจ" ในการสร้างและแก้ไขหลักสูตรได้ตรงตามที่คาดหวัง
๓. เมื่อทำงานจัดระบบการตกแต่งคลินิกใหม่ที่ศาลายา โชคดีจริงๆ ที่ผมได้รู้จักทีมงานที่มีประสบการณ์เรื่องนี้และทำให้ผมเรียนรู้ระบบการจัดซื้อจัดจ้างจนถึงการเขียน Spec ได้ดีและมีความสุข
๔. เมื่อทำงานเพื่อเชื่อมโยงทีมงานกายภาพบำบัดและทีมงานกิจกรรมบำบัด ในฐานะคนกลางและพยายามหา "สื่อกลาง" ที่ตนเองถนัดและคิดว่าเป็นประโยชน์ทั้งสองทีม แต่ "เหนื่อยล้า" กับการประณีประนอมเพื่อให้คนส่วนใหญ่พึงพอใจ สำหรับคนกลุ่มน้อย ผมคงต้องหัดเพิกเฉยและมุ่งหน้าทำในสิ่งที่ถูกต้องต่อไปครับ
๕. เมื่อได้ลองใช้ความรู้ทางกิจกรรมบำบัดจิตสังคม หากเราใช้ถูกทาง ผลลัพธ์ที่คาดหวังอย่างพอดี ได้ผลที่เกิดความปิติครับ เมื่อวานผมได้มีโอกาสใช้การประเมิน "ระดับความเครียดจากกิจกรรมสมมติ" ยอมรับว่าคิดๆไว้หลายรูปแบบ แต่เมื่อผ่อนคลายและอยู่ในบรรยากาศผู้ร่วมงานที่มีความเป็นกัลยาณมิตร ผมเกิด "พัฒนาการเรียนรู้ใหม่" อย่างฉับพลัน ผมคิดได้ว่า ถ้าคนเราเครียดเวลาเสียใจมากๆ เราจะต้องหัดรู้จักปรับระดับความเครียดนั้น การปรับนี้อาจวัดได้ด้วยการสื่อสารความคิดลงสู่การวาดรูปในกระดาษที่มีการพับไว้เล็กๆ ภายในหนึ่งนาที
เท่าที่ลองสังเกตดูจากการนำเทคนิคนี้ไปใช้ในการสัมภาษณ์นักศึกษากายภาพบำบัดเมื่อวาน Work ทีเดียว โดยที่ผมไม่รู้ข้อมูลนักศึกษามาก่อน แต่การแปรผลและข้อมูลตรงกันอย่างน่าสนใจ คนที่ไวต่อการเกิดความเครียดไม่คลี่กระดาษ แต่จะพยายามวาดอย่างรวดเร็วเป็นรูปตนเองร้องไห้ หรือบางคนเครียดแบบไม่มั่นใจตนเองก็จะวาดรูปตนเองอย่างช้าๆ แต่ออกมาไม่มีความสมบูรณ์ในองค์ประกอบของรูป สำหรับคนที่สบายๆ ปรับตัวกับความเครียดได้อย่างดี จะวาดรูปที่ดูแล้วอบอุ่นและผ่อนคลาย เช่น รูปครอบครัวที่รัก รูปวิวชายทะเล เป็นต้น
การเรียนรู้ด้วยความรอบรู้ในมุมมองที่กว้างขึ้น ทำใหผม "ผ่อนคลาย" และพร้อมที่จะต่อสู้กับ "งานบริหารผู้ร่วมงานให้มีระบบ" แล้วครับ
บทสรุปจากบันทึกนี้ "อย่าตั้งใจที่จะบริหาร แต่รู้จักบริหารชีวิตตนเองให้เข้าใจการบริหารชีวิตของผู้ร่วมงานอย่างจริงใจ"
อย่าเพิ่งเครียมมากนะครับ ขอให้สนุกกับงานเมื่อเวลาผ่านไปย้อนกลับมาดู จะมีความสุขกับการได้เห็นพัฒนาการครับ ผมเชื่ออย่างนั้น
ขอฝากประโยชน์เด็ดที่ได้จาก สคส. ประมาณว่า "เราไม่เคยทำงานแล้วล้มเหลว หรือ ไม่ประสบความสำเร็จ แต่ให้เราคิดว่าเราจะต่อความสำเร็จอย่างไร" ผมชอบมากครับ ช่วยเตือนสติให้คิดบวกได้ดีที่เดียว
อย่าท้อนะครับ ค่อยๆทำ เป็นกำลังใจและคอยติดตามอยุ่ครับ
ขอบคุณมากครับสำหรับกำลังใจจากอาจารย์มณฑล