มดน้ำผึ้งบอกให้มดตะนอยเพื่อนรักที่กำลังนั่งไกวเปลลูกน้อยอยู่ใต้ร่มมะม่วงได้ทราบว่า ขณะนี้กำลังลดหุ่นอยู่ จากเดิมรู้สึกว่าพุงมันย้อยลงเกินไป ต่อไปนี้ต้องกินอะไรที่เป็นผักและผักให้มากๆ มดตะนอยได้ยินอย่างนั้นจึงเสนอความคิดไปว่า อันที่จริงการกินผักเยอะๆ ก็ดีอยู่นะ แต่ถ้าเป็นผักปลูกเองแล้วล่ะก็ยิ่งดี โดยเฉพาะผักที่ปลอดสารพิษ นอกจากนั้น ถ้าหมั่นออกกำลังกายบ่อยๆ ก็จะเป็นประโยชน์ไม่น้อย มดน้ำผึ้งแทรกขึ้นว่า “ทุกเย็นฉันจะออกกำลังกายโดยการไปเต้นแอโรบิค เห็นเขาไปเต้นกันเยอะมาก เธอไม่ลองไปเต้นกับเขาบ้างหรือ”พร้อมกับยิ้มให้ในเชิงล้อเล่นในฐานะเพื่อนสนิท มดตะนอยนิ่งอยู่ครู่หนึ่งจึงเอ่ยในเชิงรำพึงว่า “ฉันจะมีเวลาที่ไหนล่ะ ต้องเลี้ยงลูกตัวน้อยๆ ต้องให้นมลูกเป็นเวลา ไม่อยากจะซื้อนมวัวนมควายให้ลูกกิน อยากจะให้เขากินนมของฉันที่แหละ อย่างน้อยมีเหตุผล ๒ ประการคือ ๑) เรามิต้องซื้อนมที่เขาขายตามท้องตลาด เป็นการประหยัดเงินไปในตัว และนมในท้องตลาดเราจะเชื่อได้อย่างไรว่าดีเท่านมแม่ที่เกิดเองตามธรรมชาติ ๒) ลูกมดของฉันจะได้มีความใกล้ชิดกับฉันมากยิ่งขึ้น ใครจะมาเลี้ยงลูกมดของฉันได้ดีเท่ากับตัวฉันซึ่งเป็นแม่และลูกที่เกิดมาจากความรักของฉัน ลูกตัวนี้ไม่ใช่ความผิดพลาดของพ่อและแม่อย่างฉัน หากแต่เป็นความต้องการที่จะมีลูกจริงๆ นอกจากนั้น สัตว์บางตัวไม่ได้เลี้ยงลูก ไม่ได้ให้ความรักความปรารถนาดีอย่างใกล้ชิด ฝากให้ผู้เป็นตาบ้าง ยายบ้าง เลี้ยงตามมีตามเกิด ภายหลังอยากให้ลูกเลี้ยง ดูแลเอาใจใส่ แล้วมาคิดทวงหน้าที่จากลูก มันกระไรอยู่นะ ดังนั้น ลูกของฉัน ฉันจึงต้องเลี้ยง นอกจากเวลาที่ให้กับการเลี้ยงลูกแล้ว ฉันต้องทำงานเล็กๆ น้อยๆเท่าที่ทำได้ ฉันคิดว่าการทำงานก็คือการออกกำลังกายด้วยนะ ฉันเห็นมดงาน ลงไปทำนา ใช้ควายไถนา เดินย่ำนา ขุดดิน ถางหญ้า มดงานเหล่านั้นแข็งแรงออกจะตายไป ไม่เห็นจะต้องไปเต้นเลย แต่ถ้าทำงานไม่ไหวการเต้นก็ดูจะเพลิดเพลินดีนะ”“แหม ฉันก็ชวนเธอไปงั้นแหละ รู้ดีว่าเธอน่ะไปเต้นไม่ได้ เพราะต้องเลี้ยงดูลูก”มดน้ำผึ้งกล่าว
“แง๊ๆๆ” เสียงลูกมดร้องดังขึ้นมา หลังจากตื่นจากนอน ดูเหมือนเสียงนี้ทำให้วงสนทนาเล็กๆ ขาดตอนลง ทั้งมดน้ำผึ้งและมดตะนอย เบนความสนใจทั้งหมดไปที่แปลน้อย “โอ…ตื่นแล้วหรือจ๊ะลูก มาเดี๋ยวแม่อุ้มก่อนนะ” มดตะนอยกล่าว พร้อมกับยื่นมือทั้งสองเข้าไปประคองตัวลูกมด “เห้อ…กว่าจะโต เธอคงเหนื่อยแย่นะ ต้องเลี้ยงดูเอาใจใส่ไม่ได้หลับได้นอน”มดน้ำผึ้งกล่าว “เป็นธรรมดาแหละเพื่อน ยามฉันแบเบาะ แม่ของฉันก็ทำกับฉันเช่นนี้ แต่ไม่เห็นท่านเคยบ่นว่าเหนื่อย ถึงเหนื่อยก็ต้องทน ในเมื่อเราสร้างเขามาแล้ว จะดีหรือร้ายอย่างไรก็ต้องรับผิดชอบในสิ่งที่เราสร้างขึ้นมา ว่าแต่เพื่อนเถอะ เตรียมตัวพร้อมหรือยังล่ะ”…มดน้ำผึ้งนิ่งไปครู่หนึ่ง จึงเอ่ยขึ้นว่า สิ่งที่ฉันต้องเตรียมก่อนสิ่งอื่นใดนั้นคือ..ความรัก”
ฟังนิทานของคุณครูแล้ว นึกถึงตอนเด็กๆที่คุณแม่ต้องมาเล่านิทานให้ฟังเลยค่ะ ตอนนี้คุณแม่ก็ยังเล่าให้ฟังอยู่ ( สรุปว่า ไม่รู้จักโตสักที คิคิ ) นิทานอาจารย์ให้ข้อคิดดีจังเลยค่ะ เดี๋ยวหนูจะเอาไปเล่าให้เพื่อนๆที่โรงเรียนฟังด้วยนะเจ้าค่ะ
นิทานยาวอะครับขอสั้นๆสบายๆนานหน่อยกะได้ไม่เปงไร