เป็นธรรมดาอยู่เองที่ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก.
ท่านผู้อ่านครับ...การเสียสละแบ่งปันในสังคมคนเรานั้นเป็นสิ่งที่ดีเป็นสิ่งที่มีคุณค่าทางจิตใจ ทั้งผู้ให้และผู้รับ โดยมีสายใยแห่งความเอื้ออาทร...
ความเป็นญาติพี่น้องร่วมประเทศหรือร่วมโลกใบเดียวกัน สภาพสังคมที่มีการแบ่งปันให้กันอย่างนี้ นับว่ามีการถักทอสายใยแห่งความมีเมตตาธรรมทั้งรู้จักการขออภัยเมื่อมีผู้กระทำผิดแล้วสำนึกผิด
เมื่อมีการขอขมาลาโทษกันสังคมก็ให้โอกาสเขาเพื่อสร้างตนเป็นคนดีใหม่ เมื่อผู้นั้นได้รับอภัยโทษก็สำนึกต่อบุญคุณของแผ่นดินไม่อาฆาตพยาบาทปองร้ายตอบ ในสังคมนั้นก็กลายเป็นสังคมของคนมีธรรมะ
ผู้คนมีศีลธรรมรักษาธรรมจิตที่คิดจะให้ดีกว่าจิตที่คิดจะเอา เมื่อมีจิตปรารถนาดีชอบให้ทานก็ย่อมเป็นที่รักของคนละสัตว์ทั้งหลาย
ท่านผู้รู้จึงกล่าวว่า…เป็นธรรมดาอยู่เองที่ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก…จริงไหมครับผม ฮา ๆ เอิก ๆ.
สวัสดีค่ะ
...เป็นธรรมดาอยู่เองที่ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก.
เรื่องนี้เป็นสัจธรรมที่ไม่มีวันตายค่ะ
สวัสดีครับ คุณ <div style="padding-right: 4px; padding-left: 0px; padding-bottom: 4px; padding-top: 0px">
</div><div class="info">
sasinanda
อ่านบันทึกคุณแล้วผมนึกถึงเรืองพระเวสสันดรนะครับผม</div><div class="info">เป็นสัจธรรมจริง ๆ นะครับ</div><div class="info">ขอบคุณครับ</div>
สวัสดีครับ
"เมื่อมีการขอขมาลาโทษกันสังคมก็ให้โอกาสเขาเพื่อสร้างตนเป็นคนดีใหม่ เมื่อผู้นั้นได้รับอภัยโทษก็สำนึกต่อบุญคุณของแผ่นดินไม่อาฆาตพยาบาทปองร้ายตอบ ในสังคมนั้นก็กลายเป็นสังคมของคนมีธรรมะ"...อินเทรนด์สุดๆครับท่านอาจารย์ แบบนี้ซิสมานฉันท์
ใช่ชาติใช่เชื้อถ้าไม่มีความเอื้อเฟื้อก็เหมือนเสือในป่า
ไม่ใช่ชาติไม่ใช่เชื้อแต่มีความเอื้อเฟื้อก็เหมือนเนื้อ
อาตมา การให้ย่อมเป็นที่รัก (ให้คำขอบคุณ ให้อภัย
ให้รอยยิ้ม) อาจารย์ครับสองประเด็นนี้รบมันด้วยได้
ไหมครับ