เข้าไปฝังตัวอยู่ประมาณ ๒๔ ชั่วโมงที่บ้านครูบาสุทธินันท์ ก็ได้ความคิดดีๆ เกิดขึ้นมามากมาย คงไม่สามารถเล่าได้หมด ขอเล่าแต่เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ที่ได้เห็นเพียงส่วนน้อยนิดมาเล่าสู่กันฟังก็แล้วกัน
ที่บ้านครูบาเป็นสวนป่าประมาณ ๘๐๐ ไร่ สมัยก่อนเมื่อ ๕๐ ปีที่แล้ว เป็นพื้นที่ว่างเปล่า ไม่สามารถหาน้ำได้ ต้องไปหาน้ำไกลตั้ง ๕ กิโลเมตร พื้นที่ไม่สามารถปลูกอะไรขึ้น จึงได้ปลูกยูคาลิปตัสเพื่อให้เป็นต้นไม้คลุมดินเอาไว้
มีการลองคิดคำนวณเนื้อไม้ยูคาลิปตัสต้นหนึ่ง ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางราวๆ หนึ่งฟุต ถ้าเอามาทำไม้กระดานจะขายได้ประมาณ ๑๔,๐๐๐ บาท แต่ถ้าเอามาทำเก้าอี้ฮ่องเต้จะได้ ๖ ตัว ขายได้เงินประมาณ ๑๘,๐๐๐ บาท แล้วยังเหลือเนื้อไม้ได้เป็นค่าแรงของคนทำเก้าอี้
หากขายไม้ยูคาสัก ๑ แปลง ๑๐๐ ต้น ก็จะได้เงิน ๑ ล้านกว่าบาท เอาฝากธนาคารไว้ใช้สักปีหนึ่ง เงินหมดก็หาเงินใหม่
นำภาพ พิซซ่าหน้าเจมาฝาก เจเจ พาไปชิมครับ
แวะมาส่งอาจารย์บีแมนทาง blog นะคะ ป่านนี้คงเดินทางออกจากป่าแล้ว อิอิ
ยินดีค่ะอาจารย์ / ขอบพระคุณค่ะที่กล้านั่งรถไปกับหนิง 555
ดีใจอีกที่ทราบว่าอาจารย์นำรังผึ้งไปชุบชีวิตด้วย ดีใจจังเลยที่ผึ้งสตึกได้ไปเที่ยวพิษณุโลกเนอะ
กราบสวัสดีครับท่านอาจารย์บีแมน
ขอบพระคุณมากเลยครับสำหรับบทความ และได้ตามอ่านบทความของท่านครู น่าสนใจและนับถือในความใจเย็นในการอยู่กับผึ้งนะครับ
ไม่ทราบว่าเวลาจับผึ้ง นี้เกี่ยวกันไหมครับ ว่าต้องจับข้างขึ้นข้างแรม
หรือการต้มน้ำไว้รอ ก่อนไปจำผึ้งเกี่ยวกันไหมครับ
แบบว่าชาวบ้านเองเค้าถือกันเรื่องพวกนี้ เลยไม่แน่ใจว่าผึ้งเลี้ยงมันจะต่างจากผึ้งป่าไหมครับ
สำหรับต้นยูคา ตอนนี้ ไม่ทราบว่าทางอีสานได้มีโครงการปลูกแล้วทั้งหมดประมาณได้ไหมครับ ว่ากี่ไร่ ชาวบ้านมีการเรียนรู้ในการปลูกอย่างไรบ้างครับ
แบบว่าเห็นรายได้แล้ว คนใต้คงบอกว่า น่าเพลินจัง รายได้ดี เดี๋ยวแห่ปลูกกันทั่วประเทศครับ อิๆๆๆ แต่ก็ดีหากศึกษาและเข้าใจก่อนปลูก ผมดีใจครับ ที่เมืองบุรีรัมย์ ไม่ต้องตำน้ำกิน แล้วครับ เพราะนึกภาพออกในการไปหาน้ำไกลๆ หลายๆ กิโลเมตร กว่าจะมาถึงบ้าน น้ำที่ได้มาก็เป็นน้ำขุ่นๆ เคยเจอแบบเหตุการณ์หน้าแล้งแบบนี้ทางใต้เหมือนกันครับ จนกว่าจะได้ขุดสระจนอยู่ได้ตลอดปี ปัญหาเลยหายหมดครับ
ขอบพระคุณมากครับ
เรียนอ.ลูกหว้า
เรียนคุณเม้งครับ