คุณหญิงทิพาวดีเชื่อว่า ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้เป็นการแก้ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมที่รวดเร็ว อีกทั้งให้อธิบดีและปลัดกระทรวงสามารถบริหารงานตามความรับผิดชอบที่ได้รับการสนับสนุน จึงมั่นใจว่าอธิบดีและปลัดกระทรวงส่วนใหญ่จะพอใจ และจะทำให้การบริหารงานในกระทรวงและกรมเร็ว กระชับขึ้น โดยส่วนรวมร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ดีจะก่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลในภาครัฐมากขึ้น อีกทั้งยังมีบทบัญญัติเกี่ยวกับจรรยาบรรณด้วย จึงคิดว่าเป็นร่าง พ.ร.บ.ที่ดีฉบับหนึ่งนายปรีชา วัชราภัย เลขาธิการ ก.พ. กล่าวว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้ใช้เวลา 3-4 ปี ในการร่าง ตั้งแต่ คุณหญิงทิพาวดีดำรงตำแหน่งเลขาฯ ก.พ. ซึ่งขั้นตอนต่อไปจะเสนอไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ให้พิจารณา โดยคาดว่าจะสามารถผ่านการเห็นชอบก่อนสิ้นอายุของ สนช. ในช่วงสิ้นปีนี้ ซึ่งจะมีเวลาในการปรับเปลี่ยนเข้าสู่ระบบใหม่ภายในเวลา 1 ปี ตามที่บทเฉพาะกาลระบุ จึงคาดว่าจะสามารถใช้ระบบใหม่ทั้งหมดได้ก่อนสิ้นปี 2551 "การปรับระบบนี้ จะไม่ทำให้ทุกคนเสียสิทธิ์หรือได้สิทธิ์ แต่จะเป็นการเปลี่ยนถ่ายทั้งระบบ ให้ตรงกับความเป็นจริงและทันสมัย" นายปรีชากล่าวอีกว่า กฎหมายฉบับนี้กำหนดให้ข้าราชการอายุ 60 ปี สามารถต่ออายุต่ออายุราชการไปได้ถึงอายุ 65 ปี ในตำแหน่งประเภททั่วไป ผู้เชี่ยวชาญ หรือผู้ที่มีทักษะพิเศษ ที่ไม่ใช่ผู้บังคับบัญชา สามารถขยายอายุราชการได้ ซึ่งจะมีรายละเอียดเรื่องนี้ออกมาอีกครั้งด้านนายณัฐฐวัฒน์ สุทธิโยธิน ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ มีสาระสำคัญคือ ให้มีข้าราชการพลเรือน 3 ประเภท คือ 1.ข้าราชการพลเรือนสามัญ 2.ข้าราชการประจำต่างประเทศพิเศษ และ 3.ข้าราชการพลเรือนในพระองค์ โดยกำหนดตำแหน่งและระดับของข้าราชการพลเรือนเป็น 4 ระดับ นอกจากนี้ ยังมีการกำหนดหลักเกณฑ์การสรรหา การบรรจุ การแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการพลเรือนสามัญ และกำหนดหลักเกณฑ์เพิ่มพูนประสิทธิภาพ เสริมสร้างแรงจูงใจในการปฏิบัติราชการ กำหนดจรรยาของข้าราชการพลเรือนสามัญ หากผู้ใดไม่ปฏิบัติตาม ให้ผู้บังคับบัญชาตักเตือนและนำไปประกอบการพิจารณาแต่งตั้ง เลื่อนเงินเดือน หรือสั่งให้ข้าราชการผู้นั้นได้รับการพัฒนาผู้สื่อข่าวรายงานว่า สาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวยังน่าสนใจตรงข้อ 1.12 กำหนดให้ตำแหน่งข้าราชการพลเรือนสามัญจะมีในส่วนราชการใดจำนวนเท่าใด และเป็นตำแหน่งประเภทใด สายงานใด ระดับใด ให้เป็นไปตามที่ปลัดกระทรวงหรืออธิบดีกำหนด ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่ ก.พ.กำหนด และต้องเป็นไปตามมาตรฐานกำหนดตำแหน่งซึ่ง ก.พ.เป็นผู้จัดทำ โดยจำแนกตำแหน่งเป็นประเภทและสายงานตามลักษณะงาน และจัดตำแหน่งในประเภทเดียวกันและสายงานเดียวกันที่คุณภาพของงานเท่ากันโดยประมาณเป็นระดับเดียวกัน และในมาตรฐานกำหนดตำแหน่งให้ระบุชื่อตำแหน่งในสายงาน หน้าที่ความรับผิดชอบหลัก และคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งไว้ด้วย (ร่างมาตรา 46 และมาตรา 47).ไทยโพสต์ คม ชัด ลึก โพสต์ทูเดย์ ผู้จัดการออนไลน์ กรุงเทพธุรกิจ แนวหน้า มติชน ข่าวสด ผู้จัดการรายวัน 27 มิ.ย. 50
ครม.เห็นชอบร่าง กม.เลิกระบบซี ยกเครื่องระบบข้าราชการพลเรือนครั้งใหญ่ ใช้รูปแบบใหม่แบ่ง 4 ประเภท ทั่วไป, วิชาการ, อำนวยการ และบริหาร พร้อมทั้งประเคนอำนาจให้ "ปลัดกระทรวง-อธิบดี" ชี้ขาด "ประเภท-ระดับ" ตำแหน่งของ ขรก.ได้ เผยต่ออายุประเภทผู้เชี่ยวชาญออกไปเป็น 65 ปี ผุดคณะกรรมการพิทักษ์คุณธรรม "ทิพาวดี" ยอมรับไม่ปลอดการวิ่งเต้น คาด สนช. เข็นเป็นกฎหมายก่อนหมดอายุ
ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2550 เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการ พลเรือน พ.ศ.... ซึ่งนำไปสู่การยกเลิกระดับตำแหน่ง (ซี) คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงข่าวว่า ถือเป็นการปฏิรูประบบราชการพลเรือนครั้งใหญ่ นำไปสู่การยกเลิกระดับตำแหน่ง ที่เรียกว่า ซี โดยจะมีการแบ่งลักษณะของตำแหน่งเพื่อสร้างความเป็นวิชาชีพให้ข้าราชการที่เมื่อมีความชำนาญสายอาชีพได้สร้างความเป็นวิชาชีพและมีประสบการณ์มากขึ้น ไม่ใช่วิ่งตามซีเหมือนในอดีต
รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า การแบ่งรูปแบบใหม่จะมี 4 ประเภท ประกอบด้วย 1.ทั่วไป 2.วิชาการ 3.อำนวยการ และ 4.บริหาร ทั้งนี้ ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวจะกำหนดลักษณะเงินเดือนขั้นต่ำ-ขั้นสูง เพื่อความคล่องตัวในการกำหนดอัตราเงินเดือนของตำแหน่งต่าง ๆ ตามประเภท และความยากง่ายของตำแหน่ง และมีบทบัญญัติว่า ในการปรับปรุงอัตราเงินเดือนที่ไม่เกินร้อยละ 10 สามารถออกเป็นพระราชกฤษฎีกา เพื่อทำให้การปรับเงินเดือนสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของค่าครองชีพ โดยไม่ยุ่งยาก มีการมอบอำนาจกระจายอำนาจในการบริหาร งานบุคคลลงไปในกระทรวง 2 ระดับ คือ ปลัดกระทรวงและอธิบดี โดยสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) จะวางหลักเกณฑ์เป็นมาตรฐานให้อธิบดีและปลัดกระทรวงสามารถกำหนดระดับตำแหน่งและสายงานของตำแหน่ง โดยวิธีนี้จะสามารถแก้ปัญหาระดับตำแหน่งและความยากง่ายของงานรวดเร็วขึ้น และเป็นความรับผิดชอบของส่วนราชการ
คุณหญิงทิพาวดีกล่าวว่า ต่อไป ก.พ. จะได้ไม่ถูกต่อว่าที่ไม่สนับสนุนการปรับตำแหน่งหรือไม่ให้อัตรากำลัง เพราะ ก.พ. จะกำหนดกรอบไว้ และให้ส่วนราชการกำหนดการใช้อัตรากำลัง โดยมีคณะอนุกรรมการข้าราชการพลเรือนกรมและกระทรวงเกลี่ย และดูความเป็นธรรมภายใน
รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า จะมีการตั้งคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม โดยให้เลขาธิการ ก.พ. เป็นเลขานุการ โดยมีคณะกรรมการ 7 คน ที่มีคุณวุฒิดูแลรับเรื่องร้องทุกข์ การอุทธรณ์เรื่องวินัย และความไม่เป็นธรรมต่าง ๆ ซึ่งจะทำให้กระบวนการบริหารงานบุคคลถูกถ่วงดุลด้วยคณะกรรมการนี้ ทั้งนี้เพื่อไม่ให้เกิดความยุ่งยาก ในกระบวนเปลี่ยนแปลงระบบ ได้กำหนดบทเฉพาะกาล กำหนดระยะเวลา 1 ปี ที่จะให้ ก.พ. ทยอยปรับเรื่องตำแหน่ง และจะเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยเร็ว "ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ อาจไม่สามารถแก้ปัญหาการวิ่งเต้นทั้งหมดไปได้ แต่กลับจะสามารถหาตัวผู้กระทำผิดได้ง่ายขึ้น หากอธิบดีบริหารงานบุคคลโดยไม่เป็นธรรม เล่นพรรคเล่นพวก ก็สามารถฟ้องร้องได้ และ ก.พ. ก็จะมีระบบในการตรวจสอบหลังมอบอำนาจไปแล้ว ซึ่งหากอธิบดีทำผิดจะถูกลงโทษทางวินัย"
ข้าราชการระดับอธิบดีและปลัดกระทรวงเห็นชอบด้วยแน่ๆ เพราะอัตราเงินเดือนใหม่ของฝ่ายบริหารตั้งเอาไว้สูงมากทีเดียว มากกว่า 2 เท่าของระบบเดิม แต่ในอีกสามฝ่ายที่เหลือ อัตราเงินเดือนใหม่สูงกว่าเดิมนิดเดียวเอง แค่หนึ่งเท่ากว่าๆ เห็นได้ชัดว่าอย่างไรเสียพวกซีสูงๆก็ได้เปรียบอยู่ดีนั่นแหละ ไม่ว่าอยู่ระบบไหนก็ไม่ได้ดีไปกว่านี้ ควรจะพัฒนาคุณภาพและจิตสำนึกของข้าราชการทุกคนดีกว่า
เห็นด้วยจ้า