ครูเดี้ยงคลังหมดเงินจ่าย
คลังหมดท่าขอแปะเงินประจำตำแหน่ง ค่าวิทยฐานะครู 4.1 พันล้านบาท อ้างงบปี’50 ตั้งไว้ไม่พอ
นายมนัส แจ่มเวหา รองอธิบดี กรมบัญชีกลาง และโฆษกกรมบัญชีกลาง กล่าวว่า ในปีงบประมาณ 2550 นี้ งบประมาณในการจ่ายค่าประจำตำแหน่ง ค่าวิทยฐานะของครูที่จัดไว้ไม่เพียงพอในการจ่ายอยู่ประมาณ 4.1 พันล้านบาท โดยงบดังกล่าวจะต้องรอการจัดสรรในงบประมาณปี 2551
นายมนัส กล่าวว่า ตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ 2550 กรมบัญชีกลางได้อนุมัติให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เบิกจ่ายเงินเดือนและค่าจ้างประจำครูไว้เดือนละ 1.06 หมื่นล้านบาท และกันเงินประจำตำแหน่ง เงินค่าตอบแทน และเงินวิทยฐานะไว้เดือนละ 1.55 พันล้านบาท รวมเป็นเงินที่เบิกจ่ายทั้งสิ้นเดือนละ 1.21 หมื่นล้านบาท อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบของกรมบัญชีกลางพบว่า เงินงบประมาณในส่วนของงบบุคลากรของ สพฐ. เมื่อวันที่ 20 มิ.ย.นั้น มีเงินคงเหลือประมาณ 3.19 หมื่นล้านบาทเท่านั้น ซึ่งวงเงินดังกล่าว จะไม่พอจ่ายเงินเดือน ให้ครูได้ทั้งหมด เพราะหาก สพฐ.ขอเบิกเงินตามวงเงินเดิมจะตกเดือนละ 1.21 หมื่นล้านบาท ทำให้ตั้งแต่เดือน ก.ค.-ก.ย.จะต้องใช้งบประมาณทั้งสิ้น 3.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งเกินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2550 หรือขาดเงินไป 4.1 พันล้านบาท ดังนั้น กรมบัญชีกลางจึงขอแก้ไขเพื่อไม่ให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาได้รับความเดือดร้อนจากกรณีงบประมาณไม่เพียงพอ จึงจะเบิกจ่ายไปจ่ายเป็นเงินเดือนและค่าจ้างประจำก่อน สำหรับเงินประจำตำแหน่งข้าราชการ เงินค่าตอบแทน และเงินวิทยฐานะที่ค้างจ่าย ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2550 สำนักงบประมาณแจ้งให้ สพฐ.เสนอขอตั้งงบประมาณเพิ่มเติมจากเงินงบประมาณประจำปี 2551
ทั้งนี้ เงินค่าตอบแทนและค่าวิทยาฐานะของครู มีการค้างจ่ายมาตั้งแต่รัฐบาลที่ผ่านมา โดย ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การคลัง ได้เสนอให้ตั้งงบประมาณปี 2550 จ่ายให้ครูเพื่อบรรเทา ความ เดือดร้อน นอกจากนี้ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ได้มอบนโยบายให้ธนาคารออมสินหาทางปรับโครงสร้างหนี้นอกระบบของครูที่เสียอัตราดอกเบี้ยแพง มากู้ธนาคารออมสิน โดยนำเงินที่ได้เพิ่มจากค่าประจำตำแหน่งและวิทยฐานะมาจ่ายชำระหนี้ ให้กับธนาคาร
นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.อุตสาหกรรม กล่าวถึงกรณีจัดสรรเงินช่วยเหลือวิทยฐานะของครูว่า ในที่ประชุม ครม.วันนี้ทางกระทรวงศึกษาธิการไม่ได้มีการหยิบยกเรื่องดังกล่าวขึ้นหารือ ในที่ประชุม ซึ่งเรื่องนี้จะต้องดูแผนของกระทรวงศึกษาธิการในอีก 3 เดือนข้างหน้า ว่ามีงบประมาณในส่วนใด ที่ยังใช้ไม่ครบ หรือไม่สามารถเปิดประมูลมีพันธะได้ทัน ซึ่งก็คงจะต้องเกลี่ยในการปรับแผนของกระทรวงศึกษาธิการด้วย เมื่อถามว่าในเบื้องต้นอาจให้กระทรวงศึกษาธิการดำเนินการก่อน แต่เป็นไปได้หรือไม่ที่กระทรวงการคลังจะไปกู้แทน
นายโฆสิต กล่าวว่า ขณะนี้เรามีมติไปแล้วว่า คงต้องให้หน่วยงานที่มีงบประมาณเยอะ ๆ ซึ่งรวมถึงกระทรวงศึกษาธิการพิจารณาปรับแผนของแต่ละกระทรวง ซึ่งก็ยังพอมีเวลาถึงสิ้นเดือนนี้ ถ้ามีการดูแล้วเห็นว่า ยังดำเนินการไม่ได้ ก็โยกมาใช้เรื่องพวกนี้ได้
โพสต์ทูเดย์ 27 มิ.ย. 50