การป้องกันการเกิดมะเร็งเต้านม
มะเร็งเต้านมมีมากขึ้นเรื่อยๆ
คนไทยเป็นมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้น ตอนนี้พบมากเป็นอันดับ 2 รองจากมะเร็งปากมดลูก
ในกรุงเทพฯ พบคนเป็นมะเร็งเต้านมมากขึ้นถึง 40 คนต่อประชากรแสนคน
ส่วนที่ขอนแก่น สงขลาและเชียงใหม่ พบ15-16 คนต่อประชากรแสนคน
สาเหตุ
สาเหตุที่คนไทยเป็นมะเร็งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อาจเป็นเพราะ กินอาหารไขมันสูง ไม่กินผัก ผลไม้ กินแต่อาหารเนื้อสัตว์มากไป มันฝรั่งทอด ไม่ออกกำลังกายและ มลภาวะต่างๆมากขึ้น
ปัจจัยเสี่ยง
เพศ ผู้หญิงมีโอกาสเป็นมากกว่าผู้ชาย 100-200เท่า แต่ผู้ชายก็เป็นได้เช่นกัน
อายุ เกิดในคนอายุมากกว่า 25 ปี และ 80% พบในคนที่อายุมากกว่า 50
คนที่มีญาติสายตรงที่เป็นมะเร็งเต้านม หรือรังไข่
เคยเป็นมะเร็งเต้านมในข้างหนึ่ง อีกข้างก็จะมีโอกาสเป็นสูงเช่นกัน
การได้รับรังสีตั้งแต่เด็ก
อ้วน
การได้รับฮอร์โมนเอสโตรเจนเป็นเวลานาน ๆ
มีเมนส์ ตอนอายุน้อยกว่า 12
หมดประจำเดือนช้ากว่าปกติ
คนผิวขาวมีโอกาสเกิดมากกว่า
สตรีวัยหมดประจำเดือน กินฮอร์โมน
การรักษาด้วยยาคุมกำเนิดเป็นเวลานาน
สูบบุหรี่ หรือได้รับควันจากผู้อื่น ก็ยังเสี่ยงด้วย
การดื่มสุรามากเกิน มีความเสี่ยงกว่าปกติ 20%
การได้รับสารก่อมะเร็ง เช่น เนื้อย่างที่ไหม้
กินอาหารไขมันสูง กินเนื้อสัตว์มาก เช่นเนื้อสเต็ก แฮมเบอร์เกอร์ เบคอน จะเสี่ยงเพิ่มขึ้น 5 เท่า
การป้องกัน
ลดอาหารที่มีไขมันสูง ไข่ เนื้อติดมัน นมที่มีไขมันสูง เนย ครีม มาการีน และน้ำมันพืช
กินอาหารที่ป้องกันมะเร็ง เช่น กระเทียม กะหล่ำปลี ชะอม ถั่วเหลือง ขิง ผักจำพวกหัวผักกาด เซเลอรี่ และ แครอท ฯลฯ
กินอาหารพวกถั่ว เช่น ถั่วเหลือง เพราะมีสารที่ป้องกันมะเร็งเต้านมได้
กินผัก ผลไม้
ออกกำลังกายลดความอ้วน การออกกำลังกายเป็นประจำ จะทำให้จำนวนครั้งของประจำเดือนที่มีไข่ตกน้อยลงไป ทำให้ฮอร์โมนส์เพศหญิงอยู่ในร่างกายลดลงไปด้วย นอกจากนี้ยังทำให้ไขมันในร่างกายลดลง เพิ่มภูมิต้านทานในร่างกายได้ด้วย
การตรวจเต้านมด้วยตนเองอย่างถูกวิธี เดือนละ 1 ครั้ง หลังจากประจำเดือนหมดไปแล้วประมาณ 3 วัน
ถ้าตรวจพบก้อนตั้งแต่เริ่มแรก และรักษาอย่างถูกวิธีสามารถรักษาให้หายได้ร้อยละ 90
อายุ 40 ปี ขึ้นไป ควรทำแมมโมแกรมทุกปี จะช่วยให้พบมะเร็งระยะแรกได้
ไม่ควรแต่งงานและมีบุตรอายุมาก ถ้ามีบุตรควรให้กินนมแม่
ไม่ควรดื่มเหล้า เบียร์ ถ้าดื่มเบียร์วันละขวด เหล้าวันละ 2-3 แก้วทุกวัน จะเสี่ยงมากขึ้น
สรุป
ปรับวิถีการดำเนินชีวิตประจำวัน ให้กินอยู่อย่างพอเพียง
ตรวจเต้านมด้วยตนเองเดือนละ 1 ครั้ง
ให้หมอตรวจปีละ 1 ครั้ง
ทำแมมโมแกรม/อัลตราซาวด์ ปีละ ครั้ง เริ่มอายุ 40-50 ปี
เอกสารอ้างอิง
ขอบคุรสำหรับความรู้ดีๆ ในบันทึกนี้ค่ะ
เมื่อวานนี้เขียนบันทึก มุมมองจากผู้หญิงต่อการปฏิบัติตัวเพื่อรับการตรวจวินิจฉัยมะเร็งเต้านมด้วยแมมโมแกรม (Mammogram) ไว้ด้วยค่ะ เผื่อจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่จะไปทำแมมโมแกรมและผู้ให้บริการได้บ้าง....คิดว่าคุณอุบลคงเสริมให้ความรู้ในมุมมองผู้ให้บริการได้ด้วยค่ะ....ขอบคุณค่ะ
สวัสดีค่ะคุณจันทรัตน์
ขอบคุณที่เข้ามาเยี่ยมเยือน
ดิฉันทำงานที่ตึกมะเร็งที่ให้ยาเคมีบำบัดมานานกว่า10 ปี
เห็นว่ามีผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่มารับยาเคมีบำบัดเป็นอันดับ 1 ทุกเดือน จึงคิดว่าทำอย่างไรผู้ป่วยมะเร็งเต้านมจะลดลงได้ เลยเขียนเรื่องนี้
จึงคิดว่าน่าจะจุดประกายให้คนเห็นความสำคัญในการดูแลตนเองเพื่อป้องกันการเกิดโรคนี้ได้
แมมโมแกรม ก็เป็นการตรวจที่ดี เพื่อจะได้รู้ว่าเรามีปัญหาที่เต้านมไหม
แต่ผู้หญิงส่วนใหญ่ถ้าไม่เริ่มมีอาการผิดปกติของเต้านม จะไม่ไปตรวจ เพราะอายและเจ็บตอนตรวจ
สวัสดีค่ะ เพื่อนเป็นมะเร็งเต้านมไม่ทราบว่าอยู่ในระยะที่เท่าไหร่แต่ตอนนี้มีน้ำเหลืองไหลออกมาต้องล้างแผลที่โรงพยาบาลทุก 2 วัน มีกลิ่นเหม็นด้วย ไม่ทราบว่าเป็นระยะที่เท่าไหร่แล้ว และถ้าจะผ่าตัด เข้ารับการรักษาเคมีบำบัด ไม่ทราบว่าจะทันไหม จะมีชีวิตอยู่ได้อีกนานเท่าไหร่ เพราะผู้ป่วยทานยาพวกวิตามินอาหารเสริมจากนายแพทย์ที่รักษามะเร็งด้วยวิธีธรรมชาติมานาน 2 ปีแล้ว อาการไม่ดีขึ้นเลย ซ้ำดูแย่ลง น้ำหนักลดลงมาก น้ำเหลืองไหลตลอด (นายแพทย์อารีย์ค่ะ) เลยตัดสินใจว่าจะต้องเข้าโรงพยาบาลเสียที ขอบคุณค่ะ
สวัสดีค่ะคุณสมใจ
การจัดระยะของโรคมะเร็งเต้านม
ใช้ขนาดของก้อนมะเร็ง
การกระจายไปต่อมน้ำเหลือง
และการกระจายไปยังอวัยวะอื่นๆ ประกอบกันแล้ว
แบ่งได้เป็น 5 เกรด คือ
เกรด 0 - 4 ตามลำดับ
ตั้งแต่ อาการน้อย ไปจนถึง อาการมาก ในขั้นลุกลามแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นๆแล้ว
การรักษามีหลายวิธีขึ้นอยู่กับระยะของโรค
ลองไปปรึกษาแพทย์ดูนะคะ
อัตรารอดชีวิตขึ้นอยู่กัยระยะของโรค
เราจะดูอัตราอยู่รอด 5 ปีค่ะ
ผลของการรักษาผู้ป่วยมะเร็งเต้านม มีอัตราอยู่รอด 5 ปี ดังนี้
ระยะที่ 0 มีอัตราการอยู่รอด 5 ปี ประมาณ 95 %
ระยะที่ 1 มีอัตราการอยู่รอด 5 ปี ประมาณ 70 - 80 %
ระยะที่ 3 มีอัตราการอยู่รอด 5 ปี ประมาณ 40 -50 %
ระยะที่ 4 มีอัตราการอยู่รอด 5ปี ประมาณ 10 - 15 %
สำหรับคนที่เป็นมะเร็ง เป็นโรคที่รักษาไม่หาย
แต่หากทดลองทาน ออกซิเจนที่ขื่อว่า เอโดซี่
อาจพบความสำเร็จในการรักษาก็ได้คะ
สวัสดีค่ะคุณพรรณี
ขอบคุณที่เข้ามาแนะนำ
เอโดซี่ คืออะไร
ช่วยอธิบายรายละเอียดให้ด้วยนะคะ