กิจกรรมเชิงรูปแบบและระบบยังต้องพัฒนาต่อ แต่ความเชื่อมั่น "ผูกเสี่ยวผูกเกลอ" กันทางจิตใจนั้น ได้ผ่านการพิสูจน์มาด้วยกาลเวลา แม้โครงการจบ แต่ความร่วมมือระหว่างชาวบ้านจึงยังดำเนินต่อไป

เครือข่ายเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อน-เสี่ยว-เกลอเป็นเครือข่ายชาวบ้านที่พยายามจัดการแลกเปลี่ยนระหว่างชุมชนในพื้นที่ต่างๆ 13 จังหวัดทั่วประเทศ   คนเข้ามามีส่วนร่วมเกือบทั้งหมดคือคนเล็กคนน้อย หลายพื้นที่เริ่มจากฐานกลุ่มที่แทบจะเป็นศูนย์

<p>เครือข่ายได้รับการสนับสนุนจากโครงการวิจัยของ สกว.มา 4 ปีครึ่ง  กิจกรรมเชิงรูปแบบและระบบยังต้องพัฒนาต่อ แต่ความเชื่อมั่น "ผูกเสี่ยวผูกเกลอ" กันทางจิตใจนั้น ได้ผ่านการพิสูจน์มาด้วยกาลเวลา  แม้โครงการจบ แต่ความร่วมมือระหว่างชาวบ้านจึงยังดำเนินต่อไป</p>

  <p>การประชุมแบบไร้งบประมาณสนับสนุน ได้จัดขึ้นเป็นครั้งแรกที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่วัดป่ายาง เมื่อวันที่ 16-17 มิถุนายน ที่ผ่านมา  ชาวบ้านหางบฯสนับสนุนตัวเอง เดินทางมาไกลจากมุกดาหาร  ชัยภูมิ ขอนแก่น โคราช  กระบี่  และกลุ่มเจ้าภาพจากนครศรีธรรมราช  รวมสมาชิกร่วมประชุม 20 คน</p>

 

วันที่ 16  เราได้ปรึกษากันหลายประเด็นหลายเรื่อง

  <p>เรื่องแรก  การแลกเปลี่ยนสินค้าและแลกเปลี่ยนความรู้เรื่องการผลิตระหว่างกลุ่มต่างๆในเครือข่ายภาคอีสาน   งานนี้ดูท่าจะไม่พลาดความมุ่งหวัง   เพราะมีการจับคู่แลกเปลี่ยนของสี่จังหวัดแบบ ทวิภาคี   ตกลงรายการแลกเปลี่ยนทั้งความรู้และสินค้ารวมทั้งหมดประมาณ 20 รายการ  บางพื้นที่กำหนดวันนัดพบแลกเปลี่ยนแล้ว</p>

พัฒนาการที่เราสังเกตเห็นคือ  พื้นที่ต่างๆ เริ่มมีความชำนาญเฉพาะด้าน และรับปากจะเป็นครูให้กลุ่มอื่นแลกกับสินค้าที่ตนต้องการ   เช่น  กลุ่มบ้านวังตอตั้ง จังหวัดชัยภูมิจะไปสอนทำบ้านดินให้ขอนแก่นแลกกับข้าวสารและความรู้เรื่องการทำสบู่  เพราะพื้นที่ยังมีข้าวไม่พอกิน   กลุ่มที่มุกดาหารเป็นครูสอนทำอาหารแปรรูปหลายชนิด  กลุ่มโคราชสอนทำน้ำปลา  ส่วนทางภาคใต้ที่จะไปแจมก็มีอาหารทะเลแปรรูปและผลไม้ 

ดังนั้น เมื่อขนสินค้าไปแลกเปลี่ยนแล้วก็แลกเปลี่ยนทางวิชาการ (เพื่อชีวิต)แถมไปด้วย   พวกเราพบว่า วิถีการแลกเปลี่ยนชาวบ้านจะเป็นทางเลือกแข่งกับระบบตลาดตามปกติได้ ก็ต่อเมื่อการแลกเปลี่ยนสินค้านั้นพ่วงด้วยการแลกเปลี่ยนความรู้และแลกเปลี่ยนน้ำใจ    ตรงนี้จะต่างจาก barter trade ที่ภาครัฐ หรือ ธุรกิจทำอยู่  โดยเฉพาะความรู้ที่แลกเปลี่ยนกันนั้น  มีผลประโยชน์ระยะยาวแน่เพราะเป็นความรู้สำหรับผลิตเพื่อกินเพื่ออยู่ เพื่อลดรายจ่าย  มาตรฐานพอกินพออยู่ เชิงรูปแบบไม่สูงส่งนัก  แต่เชิงคุณภาพน่าจะรับได้เพราะไว้กินใช้เองจึงต้องปลอดภัยในระดับหนึ่ง

  <p>เรื่องที่สอง   เครือข่ายภาคใต้เตรียมการแลกเปลี่ยนในพื้นที่เพราะคาดการณ์ว่า ปีนี้ผลไม้ของกลุ่มคีรีวงราคาตกต่ำแน่    ปีที่แล้วจัดมาครั้งหนึ่ง ประสบความสำเร็จด้วยดี  กลุ่มประมงจากบ้านในถุ้งเอาปลาไปแลกผลไม้มาได้เต็มคันรถ</p>

  <p>เรื่องที่สาม  ภาคใต้จะแลกผลไม้กับข้าวสารจากภาคอีสาน   ทราบว่า ทางท่านผู้ว่าฯวิชม  แนะนำให้ลองเขียนโครงการเพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณฯ   เราแนะนำพี่เรืองให้ช่วยกันกับพี่วิรัติเขียนโครงการโดยใช้ประโยชน์ของเครือข่ายนครฯเป็นตัวตั้ง  ส่วนข้อมูลเครือข่ายในภาคอีสานเราจะช่วยดูแลให้</p>

  <p>เรื่องที่สี่  การจัดหาข้าวสาร  ซึ่งเป็นที่ต้องการของพื้นที่ภาคใต้   หนทางหนึ่งที่พระอาจารย์สุวรรณเคยอธิบายให้ฟัง ก็คือ การทำนาในพื้นที่เอง  ซึ่งแนวทางนี้ พี่เรืองก็ทำอยู่ในกลุ่มวัดเทวดาราม โดยใช้ระบบทำนารวม  แต่การคุยในครั้งนี้ เป็นการคุยเรื่องการแลกเปลี่ยนข้าวจากเครือข่ายภาคอีสาน   พวกเราตกลงจะทำสองระบบ คือ ผ่านโรงสีสหกรณ์ซึ่งกลุ่มโคราชเป็นสมาชิกอยู่  อีกระบบหนึ่งคือ  ผ่านการแลกเปลี่ยนโดยตรงระหว่างกลุ่มเพื่อน (บุรีรัมย์  ยโสธร มุกดาหาร) ซึ่งจะเป็นการนำข้าวสมาชิกไปสีในโรงสีขนาดเล็กไว้แลกผลไม้จากภาคใต้ ที่จริง แนวทางทั้งสองไม่ใช่เรื่องใหม่  แต่ครั้งนี้ ต้องทำให้มีประสิทธิภาพดีกว่าเดิม</p>

  <p>เราติดใจในกรณีการซื้อข้าวผ่านโรงสีสหกรณ์ว่า  ผู้บริโภคภาคใต้อาจได้ประโยชน์ถ้าแลกข้าวได้ในราคาถูกลง  หรือ ได้ช่องทางระบายผลไม้ของตัวเอง  แต่ชาวนาในกลุ่มเครือข่ายจากภาคอีสานจะได้ประโยชน์ (เช่น ขายข้าวได้ราคาดีขึ้น) หรือไม่   เราคิดว่าคงไม่ เพราะข้าวที่เข้าไปสู่โรงสี โรงสีซื้อด้วยราคาที่โรงสีมีอำนาจต่อรองเหนือกว่า</p>

  <p>เรายังไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้ในที่ประชุม เพราะยังอยากดูก่อนว่า กิจกรรมที่ชาวบ้านวางแผนกันจะเกิดขึ้นได้หรือไม่   ส่วนเรื่องประโยชน์ค่อยๆดูค่อยๆปรับกันไป</p>  เรื่องที่ห้า  เราคุยกันเรื่องการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการ  ซึ่งตกลงกันว่า  เราจะเพิ่มค่าธรรมเนียมการยืมเงินกองทุนกลาง จากร้อยละ 1 ต่อปี เป็นร้อยละ 1.5  เงินค่าธรรมเนียมนี้จะไปสมทบในกองทุนสวัสดิการ   แต่โจทย์สำคัญกว่า คือ ทำอย่างไรจึงจะใช้ประโยชน์จากเงินกองทุนกลางให้มีประสิทธิภาพกว่านี้   <p> </p>

น่าเสียดายที่พระอาจารย์สุวรรณติดภารกิจด่วนไปจังหวัดพัทลุง แต่มีพระครูผู้ช่วยมาร่วมแลกเปลี่ยนให้ความเห็นดีๆ  ท่านสุวรรณกลับมาตอนค่ำก็อยู่พูดคุยกับพวกเราจนดึก และเช้าวันรุ่งขึ้นคุยกันต่ออีกสองชั่วโมง  ก่อนที่พวกเราจะเคลื่อนขบวนไปขนอม  และทยอยกันขึ้นรถทัวร์กลับพื้นที่ตอนบ่ายสี่โมงเย็น ..ด้วยความประทับใจ..

  <p>การประชุมครั้งนี้   ต้องขอขอบคุณหัวเรือใหญ่ คือ พี่เรือง และเครือข่ายจากจังหวัดนครศรีธรรมราชทุกกลุ่ม  ทั้งกลุ่มวัดป่ายาง อ.เมือง ที่เอื้อเฟื้อที่กินที่นอน  กลุ่มประมงบ้านในถุ้ง อ. ท่าศาลา ที่เอื้อเฟื้อปลาสดๆ เป็นอาหารให้พวกเราสามมื้อ  กลุ่มประมงบ้านแขวงเภา อ.ขนอม ที่เอื้อเฟื้ออาหารทะเลรสเด็ดมื้อเที่ยง (บ่าย)  น้ำใจที่ซื้อไม่ได้ด้วยเงินเช่นนี้ เป็นหัวใจของโครงการระบบแลกเปลี่ยนชุมชน และเป็นคุณค่าที่ได้มาจากการทำงานร่วมกันมาหลายปี</p>

 

ขอบคุณมากอีกคน คือ อ.ภีม ที่สรุปการพูดคุยของพวกเราได้อย่างเป็นระบบ แถมช่วยจัดระบบความคิดให้ด้วย ทำให้การพูดคุยครั้งนี้ดูมีน้ำหนักได้เรื่องได้ราว  เป็นที่ประทับใจของสมาชิกอย่างมาก    อาจารย์ใหญ่ (ผู้ประสานงานเครือข่ายเพื่อนเสี่ยวเกลอ) ให้เกรด เอบวก ด้วยความชื่นชม

หลังจากนี้  ก็คงจะเป็นการทำกิจกรรมร่วมกันตามที่ตกลงกันในที่ประชุม

ครั้งต่อไปอีกสามเดือน (กันยายน)  พวกเราวางแผนจะไปประชุมและสานต่อความเป็นเพื่อนเสี่ยวเกลอกันอีกครั้งที่กลุ่มบ้านเขาน้อย อำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก  

</span>