ระดับจิตร่วม Stage of Consciousness
ระดับจิตร่วม (stage of consciousness)
มีวิธีการจัดระดับจิตร่วมอยู่หลายวิธี และมีการเปรียบเทียบ รวมทั้งจัดเป็น shade สีต่างๆได้ดังรูป การจัดไม่ว่าจะวิธีใดก็ตาม ไม่มีถูกผิด หรือดีกว่า เลวกว่า ขึ้นอยู่กับการนำเอาไปใช้ และจนถึงที่สุด แม้แต่การจัด shade สีก็เป็นเรื่องของสัญญลักษณ์
(รายละเอียดของสีต่างๆ หาได้จาก What is Altitude? ครับ)
กว่าจะปรับ stage ได้ ก็จะมีการขึ้นๆลงๆของ state of consciousness อยู่ตามบารมีสั่งสมของแต่ละคน จิตร่วมที่เราพบเห็นอยู่ มองได้ชัดๆ ก็เช่น วัฒนธรรม ประเพณี ของประเทศต่างๆ เผ่าต่างๆ นั่นเป็นระบบนิเวศน์ใหญ่ หรือ คุณค่าของบางหมู่บ้าน บางอำเภอ บางจังหวัด บางสโมสร เมื่อมี stage ของ consciousness แล้ว จะกลายเป็นสิ่ง หรือ สภาวะที่จับต้องได้ รู้สึกได้ โดยทั่วไป ไม่เหมือน state ทีอาจจะเป็นอะไรที่ subtle
ดังที่กล่าวมาแล้ว state of consciousness จะเป็นพลังสภาวะ ที่เสมือนก้อนเมฆ ที่บางครั้งสวยงาม แต่ก็อนิจฺจํ ไม่คงทนถาวร ส่วน stage นั้น ถึงแม้จะอย่ภายใต้ impermanence law เช่นกัน แต่ก็จะคงสภาพอยู่ได้นาน หล่อเลี้ยงชีวิต พลังชีวิต ในร่วมของ stage นั้นๆ
พี่วิธานได้ยกเรื่อง shade สีของจิตวิวัฒน์ข้างต้นมาวิจารณ์ไว้อย่างน่าฟัง และใคร่ครวญ ดูเหมือน stage เป็นอะไรที่เป็นไปตามครรลอง อาจจะเป็นเรื่องของ "เวลา" เช่น ชั่วอายุ (ของใคร) เท่านั้น ที่จะได้มีโอกาสสัมผัสถึง บางทีเรา (ปัจเจกบุคคล) อาจจะไม่ต้องกังวลมากนักว่าจะถึงหรือไม่ถึง (เพราะยังไงๆมันก็จะไปถึง) รึเปล่า? ก็เป็นคำถามที่ล่องลอย วนเวียนอยู่กลางอากาศ
สิ่งหนึ่งที่อาจจะเป็นเรื่องของการเบี่ยงเบนสมาธิ สติ จากสิ่งที่เราพยายามจะ achieve (ในนามของลูกหลานเรา หรือ generaions ต่อไป) ก็คงจะเป็นเรื่องของการห่วงหา ติดพัน กับวัตถุ สิ่งของ ภาษา ชื่อ อะไรต่างๆที่สำคัญน้อยแต่เราไปให้สำคัญมาก
อาจารย์น้องยกเรื่องในพุทธประวัติ ตอนที่พระพุทธเจ้ากำลังจะเสด็จปรินิพพาน พระอานนท์ที่ทราบเรื่อง ก็รู้สึกรันทดมาก ไปร้องห่ม ร้องไห้ อยู่ในป่า พระสมณโคดมสดับรู้ก็ตรัสถามพระอานนท์ว่าร้องไห้ทำไม สิ่งที่สำคัญนั้นไม่ได้เป็นชีวิตของพระองค์ แต่เป็นพระธรรมต่างหาก ที่จะเป็นจิตวิญญาณสืบทอดต่อไปของพระพุทธศาสนา การติดตัวบุคคลนั้นเป็นบ่วงที่ไม่สมควร เหมือนหมู่บ้านพลัม ก็ไม่ต้องพึ่งพาท่านติช นัท ฮาน ก็ต้องอยู่ได้ ธำรงพระพุทธศาสนาต่อไป วัชรยานก็ต้องไม่พึ่งแต่องค์ทะไลลามะอยู่องค์เดียว
อาจารย์ณัฐฬสได้ให้ข้อคิดใคร่ครวญหลายประเด็น พูดถึงความต่างที่รุ่มรวย ไม่ใช่ความแตกต่างที่แตกแยก แบ่งเผ่า ตัดสินคุณค่า แต่เป็นความต่างที่มีบั้นปลายสู่ stage เดียวกัน เหมือนกับการแบ่ง column ใน chart สีต่างๆข้างบน มีวิธีแบ่งได้หลายวิธี และแต่ละ column ก็อาจจะมีวิธีดำเนินไปตามครรลองของตนเอง ที่สุด shade สีที่พัฒนาก็จะเป็น shade สีเดียวกัน เรียกชื่อคนละอย่างเท่านั้นเอง
ตราบใดที่ยังมีการมอง "ความต่าง" ชนิดเป็น hostile หรือเป็นอริ เนื่องจากความกลัวว่าถ้าของคนอื่นถูกต้อง และแตกต่าง ของๆเราก็จะผิด หรือไม่ดีไป อ.ณัฐฬสใช้คำ "สมรสทางสังคม" เกิดขึ้น เพื่อการ integrate การบูรณาการ การยินยอมรับอย่างปราศจากเงื่อนไข และข้อสำคัญก็คือ ปราศจากความกลัว คือมีความปลอดภัยของแต่ละปัจเจก แต่ละชุมชน ในขณะที่กำลังเกิดวิวัฒน์ของสภาวะจิตตามความเชื่อ ศรัทธา ศาสนา หรือจิตวิญญาณของตนเอง ว่าจะไม่มีสภาวะคุกคามจาก "ภายนอก" หรือ The Un-Believers
การสมรสของคู่นั้น เป็นสัญญลักษณ์การประกาศต่อสาธารณะอย่างหนึ่งของ "เรา" ว่าจะอยู่ร่วมกัน เป็นคู่ เพื่อซึ่งกันและกัน เพื่อครอบครัวของทั้งสองฝ่าย และเพื่อสังคมที่อยู่อาศัย ในการอยู่ "ร่วมกัน" หมายถึงการยอมรับซึ่งความต่าง ความพยายามที่จะอดกลั้น เคารพ และทุ่มเทเพื่ออยู่รอด อยู่ร่วม และอยู่อย่างมีความหมาย คนเรานั้น "ต่างกันแน่นอน" อยู่แล้ว ตั้งแต่ "ฐานกาย" ทาง biology แต่เลือกมาอยู่ "ร่วม" กันนั้น เป็นการตัดสินใจที่สำคัญ
ความสำคัญทำนองเดียวกันของสมรสของคู่ กับสมรสทางสังคมของคนในชุมชน ไม่ต่างกันในแง่ของความมีนัยสำคัญเลย ถ้าชุมชนไม่สามารถยอมรับความต่างของปัจเจกในชุมชน และไม่สามารถทำให้อยู่ร่วม และ work ได้ สังคมนั้นๆก็จะทรุดโทรม และล่มสลายไปในที่สุด เป็นวิถีแห่ง self organization อย่างหนึ่ง คือ self destruction นั่นเอง
ผมพิจารณาถึงเรื่อง การสร้างเสริมสุขภาพ (Health Promotion) อันเป็นภาระกิจสำคัญ ที่องค์กรอนามัยโลก (WHO) เร่งรณรงค์อยู่ในปัจจุบัน
The process that enables people to increase control over and to improve their own health according to the context
บางทีการจะสร้างสังคมจิตวิวัฒน์ อาจจะไม่ต่างจากการสร้างเสริมสุขภาพเลยก็เป็นได้ เมือคำนึงถึง empowerment เป็นอะไรที่สำคัญที่สุดในการไปสู่ความสำเร็จที่ว่านี้ ยุทธศาสตร์ของ Health Promotion ที่ WHO ได้วางแนวทางไว้ มีสามหมวด สามวิถี คือ
- Enabling
- Mediating
- Advocating
หรือ การทำให้กิจกรรม หรือกระบวนการสร้างเสริมสุขภาพนั้น "ทำได้ ทำได้ง่าย ควรทำ ต้องทำ และน่าทำ นั่นเอง สำหรับ state of consciousness ที่ปัจเจกบุคคลในชุมชนจะพัฒนานั้น เป็นเรื่องของการพัฒนาตนเองโดยแท้ ที่ต้องการ empowerment และเมื่อมองในระดับชุมชน ชุมชนนั้นๆก็ต้องการ empowerment ที่จะสร้างเสริมและพัฒนาจิตของชุมชนด้วย จึงจะเกิดการเคลื่อนไหวพัฒนาของ stage หรือ ระดับจิตร่วม ได้
ที่น่าสนใจอีกประเด็นหนึ่งก็คือ ถ้าหากงานนี้หมายถึงการวิวัฒน์ของวัฒนธรรม เราพอจะมีอะไรจากประวัติศาสตร์ของมนุษย์ ว่าด้วยเรื่องของการพัฒนาของวัฒนธรรม หรือ อารยธรรม ในอดีต อย่างไร? |
โยดาได้ให้ข้อคิดดังต่อไปนี้
- จิตร่วมเก่า องค์ความรู้จาก expert จากศาสดา จากผู้เชี่ยวชาญ จากหนังสือ ตำรา หลักสูตร
- จิตร่วมใหม่ องค์ความรู้จากทุกคน
- จิตร่วมเก่า ปิติเพราะอามิส
- จิตร่วมใหม่ ปิติทั้งๆไม่มีอามิส
- จิตร่วมเก่า สือสารทางโฆษณา และอามิส
- จิตร่วมใหม่ สื่อสารทางการสนทนา website blog การแลกเปลี่ยนเรียนรู้
จิตร่วม ต้องเกิดหลายๆระดับ ไม่ใช่แค่ระดับใดระดับหนึ่ง มีครั้งหนึ่งที่พระพุทธองค์ทรงตรัสถามอัครสาวกว่า "อันว่ากัลยาณมิตรนั้น สำคัญสักเท่าไรต่อพรหมจรรย์?" คำตอบมีว่า "สักกึ่งหนึ่ง พระพุทธเจ้าข้า"
พระพุทธองค์จึงทรงมีพระพุทธโอวาทว่า
"ดูกร อันว่ากัลยาณมิตรนั้น เป็นทุกสิ่งทุกอย่าง แห่งพรหมจรรย์นั้นแล้ว"
ดังนั้น แม้เราจะพัฒนา state of consciousness ไปเท่าไร บางทีการคิดถึงคนอื่น การมีกัลยาณมิตร กำลังจะกลายเป็นสิ่งสำคัญยวดยิ่งที่จะนำไปสู่อีกระดับจิตร่วมก็เป็นได้
คุณครูณาเสนอว่า ถ้าเป็นเช่นนั้น เราน่าจะร่วมมือกันทำให้เกิด critical mass ของการเปลี่ยนแปลง
ซึ่งก็คือ การมี สังฆา หรือ กัลยาณมิตร นั่นเอง แต่โบราณจวบปัจจุบัน มนุษย์มีวัฒนธรรม สังคม ก็ด้วยการสนทนา ปากต่อปาก คำพูดต่อด้วยคำพูด ด้วยการสนทนา ด้วยการทำให้เกิดความคิด ความรู้สึกร่วม กระจายไปอย่างรวดเร็ว เป็นอนุกรมเรขาคณิต
ข้อสำคัญก็คือ ความรู้ใหม่นั้น ไม่ได้ถูก "คิดค้น" แต่เป็น "ถูกค้นพบ" ต่างหาก การที่บุคคลล้มหายตายจากไป หรือว่าไม่ได้ถ่ายทอด ไม่ได้แปลว่า มหาสมุทรแห่งความรู้จะเหือดแห้งหรือระเหยหายไป แต่ความรู้ต่างๆเหล่านี้ เพียงรอให้อีกคนหนึ่งมาค้นพบอยู่เท่านั้น