ประสบการณ์ของผมเห็นว่า การสร้างความรู้เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง(วิจัยและพัฒนา)ในทางสังคมมีข้อจำกัดค่อนข้างมาก ไม่เหมือนกับงานวิจัยและพัฒนาที่เกี่ยวข้องกับวัตถุ(ซึ่งมีปัญหาคนละแบบ)
งานด้านสังคมเกี่ยวข้องกับคน เพื่อจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงก็มีความยากตรงที่ผู้คนที่เกี่ยวข้องด้วยต้องเข้ามาร่วมเรียนรู้ซึ่งเป็นกระบวนการปรับเปลี่ยนฐานคิดและกระบวนทัศน์แบบองค์รวม ในขณะที่งานด้านกายภาพอาจจะเพียงแค่รับรู้ เข้าใจ ใช้เป็น ซึ่งเป็นเรื่องทางเทคนิคเป็นส่วนใหญ่ (แน่ละทั้ง2เรื่องย่อมมีความเกี่ยวพันกันอย่างแน่นอน)
งานวิจัยและพัฒนาองค์กรการเงินและระบบสวัสดิการชุมชนมีความคาดหวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคม จึงออกแบบให้ภาคีที่เกี่ยวข้องเข้ามาทำงานร่วมกัน โดยมีภาคีวิชาการเป็นทีมสนับสนุนฐานความรู้ และสถานะการณ์ความรู้ในภาพรวม ซึ่งในยุคปัจจุบันมีการปรับเปลี่ยนอย่างซับซ้อนและรวดเร็ว (หากภาคีวิชาการตามไม่ทันก็จบกัน)
ความรู้ที่เรามีอยู่ในเรื่อง(พลวัต)แนวคิดด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคมวัฒนธรรม และกลไกการทำงานของสังคม(รัฐ เอกชน ชุมชน)ภายใต้ภูมินิเวศน์ใดๆในประเด็นที่กล่าวถึงข้างต้นคืออะไร?
ความรู้ก่อนปี2540?
ความรู้ช่วงปี2540-ปัจจุบัน?
และสถานะการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน?
คือส่วนที่คาดหวังว่าทีมวิชาการจะเข้ามาเป็นกองหนุนเพื่อทำเรื่องนี้ให้กระจ่างมากขึ้นเรื่อยๆ
ในขณะที่อีกภาคส่วนสำคัญคือภาคีนโยบายและปฏิบัติการซึ่งเป็นนักพัฒนาก็มีประสบการณ์ในทางปฏิบัติในฐานะคนหน้างานที่ค่อนข้างจะรู้ดีในเรื่องที่ตนเองเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย
ชุดประสานงานวิจัยและพัฒนาองค์กรการเงินและระบบสวัสดิการชุมชนทำหน้าที่สนับสนุนและเชื่อมโยงการทำงานของภาคีวิชาการกับภาคีพัฒนาเพื่อสร้างความกระจ่าง(ความรู้)และนำสู่การพัฒนาเพื่อเป็นประโยชน์ต่อสังคม(ปฏิบัติเห็นผล) ซึ่งทำได้ไม่ง่ายนักในกรอบความเชื่อว่าในแต่ละภาคีมีการทำงานอย่างจริงจังและด้วยเหตุด้วยผล
และเกือบจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย หากแต่ละภาคีทำงานไม่จริงจังและไม่ใช้ความเป็นเหตุเป็นผลในการทำงาน (อาจจะเป็นความเป็นเหตุเป็นผลอีกแบบหนึ่งที่ผมไม่คุ้นเคยก็ได้) ซึ่งเป็นสิ่งที่สังคมเรา(ใคร?)คาดหวัง(สังคมฐานความรู้)
เขียนถึงตรงนี้น่าจะวิวาทะเรื่อง
ความรู้และประชาธิปไตยกันบ้างในคราวต่อไป
อ.ภีม ครับ
พรุ่งนี้ที่ 19 มิ.ย.ผมต่อสายนัดหมายคุณชาญวิทย์ จากเกษตรจังหวัด น้องวิเชียร น้องบ่าว ทีมเมืองไทยแข็งแรง ร.พ.มหาราชนครศรีฯ น้องพัชนี พอช. และทีม ครู กศน.สี่ห้าคนคุยเกี่ยวกับกิจกรรมการเรียนรู้โรงเรียนคุณอำนวยเมืองคอน เวลาเที่ยงที่วัดสระเรียง มีข้าวกินแล้วด้วยครับ ตรงเวลานะครับ เราจะได้คุยกันช่วงพักเที่ยงแบบกินไปคุยไปหนึ่งชั่วโมง คุยเสร็จแล้วก็อาจจะช่วยอาจารย์เป็นทีมคุณอำนวยให้ พมจ.ด้วยก็ไม่แน่ถ้าจะใช้งานเลย
นักวิชาการมีเกณฑ์คล้ายๆไม้บรรทัด หรือพิมพ์เขียวอยู่ในใจว่า "สิ่งที่ควรจะเป็น" เป็นอย่างไร แล้วเอาไม้บรรทัด หรือ พิมพ์เขียวนี้ ไปเทียบดูกับ "สิ่งที่เป็นจริง" แล้วบอกว่า "มันออกนอกลู่นอกแบบ" ไปแค่ไหน และควรปรับแก้อย่างไร
ปัญหาอยู่ที่ (1) ความเข้าท่าของไม้บรรทัด หรือ พิมพ์เขียว "สิ่งที่ควรเป็น" กับ (2) ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ "สิ่งที่เป็นจริง" (3) จริยธรรมที่จะยึดกับหลักการคือ พิมพ์เขียวของตัวเอง ไม่บิดไปตาม "ผู้ให้ทุน" แบบไร้เหตุผล
นักปฏิบัติ มีหลักเกณฑ์ในการปฏิบัติอย่างไร ? อ.ภีม พูดถึง ประสบการณ์ ความจริงจัง เหตุผล (ตามภาระหน้าที่) คิดว่า ที่ อ.ภีมพูดถึงเป็นปัจจัยภายใน
ตัวเองคิดว่ายังมี ปัจจัยภายนอกที่เป็นกรอบการปฏิบัติ คือ (1) "กฎระเบียบ" ที่นักปฏิบัติ (โดยเฉพาะข้าราชการ) ใช้อ้างอิงอยู่ในการทำงาน และ (2) "โครงสร้างอำนาจ" ที่เป็นผู้ให้คุณให้โทษแก่ผู้ปฏิบัติ
ปัจจัยภายนอกที่เป็นกรอบการปฏิบัติทั้งสองประการนั้น มีผลต่อ ความจริงจัง และ การใช้เหตุผลของผู้ปฎิบัติอย่างมาก
ประชาธิปไตยที่แท้จริงคงมีผลต่อการปรับโครงสร้างอำนาจ
แต่นักวิชาการและนักปฏิบัติ ต้องเชื่อมกัน
นักวิชาการต้องเรียนรู้จากนักปฏิบัติเพื่อให้รู้ถึง "สิ่งที่เป็นจริง" และนำความรู้จากข้อปฏิบัติจริงนั้น มาปรับ "สิ่งที่ควรเป็น" ให้เหมาะสมกับบริบท
นักปฏิบัติต้องเรียนรู้จากนักวิชาการในเรื่อง "สิ่งที่ควรเป็น" บ้าง เพื่อให้มีหลักคิดในการทำงาน เพื่อพัฒนางานและเพื่อไม่ให้หลักคิดในการทำงานถูกบิดเบือนไปง่ายๆโดยการสั่งการตาม "โครงสร้างอำนาจ"
นักวิชาการทำงานง่ายกว่านักปฏิบัติมาก เหตุผลหนึ่งเพราะอิทธิพลของ "ปัจจัยภายนอก" มีไม่มากนัก
การทำงานลักษณะนี้จึงต้องการทีมงานที่มีความรู้และประสบการณ์ที่ "หลากหลาย" และ "บูรณาการ" เนื่องจากต้องการ "องค์ความรู้" เพื่อไป "พัฒนา" คือสร้างให้เกิด "การเปลี่ยนแปลง" เพื่อบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ให้ได้จริง
ไม่ว่าจะเป็นการทำงานในสาขาใด ล้วนแล้วแต่ต้องอยู่กับปัจจัยและตัวแปรที่มีการเปลี่ยนแปลงตามสภาพของธรรมชาติอยู่ตลอดเวลา ความเป็น "Science" หรือ "ศาสตร์" หรือ "วิชา" หรือ "วิทยาการ" (ที่มักเข้าใจและแปลกันว่า "วิทยาศาสตร์") จึงเป็นสิ่งที่เราแสวงหาและเพิ่มพูนอย่างต่อเนื่องตราบเท่าที่มนุษย์ยังคงมี "โจทย์" และ "คำถาม" ต่อสิ่งต่าง ๆ รอบตัวและต่อการดำรงอยู่ของชีวิต
ศาสตร์บางศาสตร์ เช่น คณิตศาตร์ ดาราศาสตร์ ฟิสิคส์ เคมี มักเป็นศาสตร์ที่แน่นอน มีการเปลี่ยนแปลงน้อยมาก (สิบกว่าปีที่แล้ว ในการประชุมที่ปารีสของนักคณิตศาสตร์และวิศวกรจากทั่วโลก ศาสตราจารย์ท่านหนึ่งได้นำเสนอข้อค้นพบว่า มีความผิดพลาดในสูตรทางคณิตศาสตร์ที่ได้ใช้กันมานานนับร้อยปี หลังจากการอภิปราย ที่ประชุมจึงได้ปรับเปลี่ยนสูตรการคำนวณทางคณิตศาสตร์ตามที่ศาสตราจารย์ท่านนี้นำเสนอ) ส่วนวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ (Natural Science) เช่น ชีววิทยา ธรณีวิทยา พฤกษศาสตร์ มักเป็นศาสตร์ที่เราเรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัว เรียนรู้วิวัฒนาการของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในขณะที่มนุษย์ศาสตร์ (Human Science) เรียนรู้เรื่องของ จิตวิทยา สังคมศาสตร์ ชาติพันธ์วิทยา ภาษาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ เป็นต้น (ซึ่งเรื่องความรู้ในศาสตร์ต่าง ๆ นี้คงไม่ขยายความเพิ่มนะคะ เพราะคงเป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปแล้ว เพียงแต่เวลาที่ได้ยินใครพูดว่า เรื่องนี้ไม่เป็นวิทยาศาสตร์เลย ก็มักจะตั้งคำถามเสมอว่า คำว่า วิทยาศาสตร์ หมายถึงอะไรแน่ ซึ่งโดยความหมายที่เป็น original นั้น คำว่า "วิทยาศาตร์" เป็น "ชื่อรวม" ของ วิชา หรือ วิทยา ในสาขาต่าง ๆ ทั้งหมด เป็นความรู้ที่ค้นพบจากทฤษฎี และวิธีการหรือวิธีวิทยาที่กำหนดไว้อย่างเป็นระบบของศาสตร์นั้น ๆ แต่พอมาเมืองไทย คำว่า Science นี้กลับมีความหมายเฉพาะศาสตร์ที่เป็นความรู้ของบางศาสตร์เท่านั้น เป็นเพราะความไม่เข้าใจถึง "รากศัพท์" และ "ความหมาย" ที่แท้จริง จึงทำให้เกิด "การตีความ" ที่คลาดเคลื่อน และเป็นที่มาของ "วาทกรรม" ที่เกี่ยวข้องกับความสำคัญของการเรียนศาสตร์ต่าง ๆ ซึ่งความรู้และความเข้าใจที่ "ไม่แจ่มแจ้ง" นี้ยังคงมีอยู่ใน "กระบวนทัศน์" ของผู้คนในวงการศึกษาอีกจำนวนมาก )
ไม่ว่าจะเป็นวิทยาศาสตร์กายภาพ วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ หรือวิทยาศาสตร์สังคม ล้วนแล้วแต่ตกอยู่ภายใต้กฏของ "อนิจจัง" ทั้งสิ้น เพียงแต่ปัจจัยและตัวแปรของแต่ละศาสตร์นั้นมีความเปลี่ยนแปลงมากหรือน้อยต่างกันเพียงใด
การทำงานพัฒนาคือ การทำงานเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงท่ามกลางสิ่งต่าง ๆ ที่กำลังเปลี่ยนแปลง จึงเป็นงานที่สนุกและท้าทาย ต้องการการทำงานในลักษณะที่เป็น "Dynamic Approach" มีมิติทั้ง Holistic Historic และ Systemic
นักวิจัยเพื่อการพัฒนาที่มีฐานความรู้และประสบการณ์จากการทำงานในศาสตร์แต่ละศาสตร์ นอกจากจะต้อง "เข้าใจ" ในศาสตร์ของตัวเองอย่างลึกซึ้งแล้ว ยังต้องพร้อมที่จะ "เรียนรู้" เพื่อที่จะเข้าใจในความหมายและเงื่อนไขของ "ศาสตร์อื่น"
ที่สำคัญคือต้องมี "ใจ" ให้กันและกัน โดยคำนึงถึงเป้าหมายร่วมคือ "ประโยช์ตน-ประโยชน์ท่าน-ประโยช์ร่วม"
เขียนมาเสียยาวเพียงเพื่อให้ "กำลังใจ" ผู้ประสานงานที่ต้องขับเคลื่อนงานหนักหากแต่เป็นงานที่มีคุณูปการต่อผู้คนมากมายในสังคมไทยค่ะ
อาจารย์จำนงครับ ผมเพิ่งคุยกับพัช อาจารย์เลิศชายและแกนนำชุมชนเรื่องพรบ.สภาองค์กรชุมชนจบ ตกลงตามที่อ.นัดหมายครับ หัวข้อพูดคุยพรุ่งนี้ของผมคือ "กระบวนการเรียนรู้และการมีส่วนร่วมในการจัดทำแผนชุมชน"ครับ ถ้าทีมงานจะร่วมแจมด้วยก็ยินดีมากครับ
ขอบคุณอ.ปัทมาวดีและอ.ทิพวัลย์มากที่เข้ามาให้ความคิดและให้กำลังใจครับ