เอาไว้เป็นความรู้เพิ่มเติม ชาติที่ 3
ชาติที่ ๓ สุวรรณสาม
    เมื่อครั้งอดีตกาลนานมาแล้วยังมีหมู่บ้านพรานแห่งหนึ่งตั้งอยู่บนสองฝั่งแม่น้ำทางใต้ของเมืองพาราณสี
หมู่บ้านพรานทั้งสองฝั่งแม่น้ำนั้นต่างก็มีความสนิทสนมกลมเกลียวกันเสมอมาด้วยเพราะนายบ้านของสองหมู่บ้านนั้นต่างก็เป็นสหายสนิทที่เคยสัญญากันว่าหากมีลูกสาวลูกชายก็จะให้ลูกทั้งสองฝ่ายได้แต่งงานกันในวันข้างหน้า
ครั้นต่อมาภรรยาของนายบ้านทั้งสองฝั่งต่างก็คลอดลูกออกมาพร้อมๆกัน บ้านหนึ่งนั้นคลอดลูกเป็นชายชื่อว่า ทุรกะอีกบ้านหนึ่งนั้นคลอดลูกเป็นหญิงให้ชื่อว่า ปาริกา
    
เด็กชายและเด็กหญิงของทั้งสองด้านนั้นมีความผิดแปลกแตกต่างไปจากผู้เป็นบิดามารดาของตนเป็นอันมากเพราะครอบครัวของทั้งสองด้านและทั้งหมู่บ้านนั้นล้วนแต่ทำมาหากินเลี้ยงชีพด้วยการเป็นพรานออกเข้าป่าล่าสัตว์ต่างๆเพื่อนำมาประทังชีวิตในขณะที่เด็กชายและเด็กหญิงทั้งสองกลับมิปรารถนาในการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตด้วยเพราะมีจิตใจเมตตาอารีเป็นพิเศษมักจะคอยช่วยกันห้ามปรามผู้ที่จะเอาชีวิตสัตว์ทั้งหลายอยู่เสมอ
    
ครั้นเมื่อเจริญวัยขึ้นถึงวัยอันสมควรแก่การมีเหย้ามีเรือนได้แล้วหนุ่มสาวทั้งสองก็ต้องแต่งงานกันตามที่พ่อแม่แต่ละฝ่ายสัญญาไว้
    
แต่ทว่าทั้งสองนั้นแม้อยู่ร่วมบ้านเดียวกันแต่ก็มิได้ประพฤติเยี่ยงสามีภรรยาทั่วไปด้วยเพราะทั้งคู่ตกลงเข้าใจกันว่าเมื่อต่างมิได้มีจิตเสน่หาต่อกันเยี่ยงชายหญิงก็ขอให้อยู่ร่วมบ้านกันอย่างมิตรแต่เพียงเท่านั้นเถิด
    
ข้างฝ่ายชายนั้นแม้บิดาจะให้ร่ำเรียนวิชาธนูเพื่อเตรียมเป็นนายพรานต่อไปเขาก็มิยินดีในการร่ำเรียนวิชาธนูนั้นจนกระทั่งผู้เป็นบิดาโกรธที่ลูกชายยืนยันมิอยากจะเป็นนายพรานฆ่าสัตว์ตัดชีวิตจึงได้
    
กล่าวเป็นเชิงขับไล่ให้เขาออกไปจากหมู่บ้านนี้เลย
    
ผู้เป็นลูกชายจึงกล่าวคำขออนุญาตบิดามารดาว่าตนจะขอออกบวชซื่งฝ่ายหญิงนั้นก็มีจิตใจมุ่งมั่นที่จะออกบวชด้วยเช่นกันทั้งสองจึงได้ล่ำลาบิดามารดาของตนแล้วออกเดินทางเข้าป่าเพื่อหาที่สงบบำเพ็ญพรตเป็นนักบวชต่อไป
    
ในวันหนึ่งพระอินทร์ได้บังเกิดร้อนอาสน์จึงได้เล็งทิพยเนตรอันวิเศษตรวจตราดูก็ได้รู้เห็นว่ามีหนุ่มสาวคู่หนึ่งตกระกำลำบากอยู่ในป่าด้วยจิตใจที่มีศรัทธามุ่งมั่นอยากจะเป็นนักบวช
    
พระอินทร์จึงมีรับสั่งให้พระวิษณุกรรมลงไปช่วยซึ่งพระวิษณุกรรมก็ได้นิรมิตศาลาใหม่แห่งหนึ่งตั้งไว้กลางป่า ณบริเวณที่ร่มรื่นและเงียบสงบและได้เขียนหนังสือทิ้งไว้ที่หน้าศาลาว่าหากผู้ใดมีจิตมุ่งมั่นที่จะบำเพ็ญพรตจำศีลภาวนาก็ขอให้ใช้ประโยชน์ณ ศาลานี้ต่อไปเถิด
    
หนุ่มสาวทั้งสองปีติยินดีนักที่พบศาลาอยู่กลางป่าจึงได้เข้าไปอาศัยอยู่ในศาลานั้นและตั้งมั่นบาเพ็ญพรตถือศีลภาวนาอย่างสงบสืบต่อไป

วันเวลาผ่านได้ไม่ช้าไม่นานนัก พระอินทร์ก็ทรงทราบด้วยญาณวิเศษว่าต่อไปนักบวชชายหญิงทั้งสองจะต้องเสียตาด้วยเพราะกรรมเก่าตามมาทันหากเป็นเช่นนั้นนักบวชชายหญิงทั้งสองจะต้องได้รับความลำบากยากเข็ญเป็นยิ่งนักเพราะเมื่อไร้ตาแล้วจะหาอาหารและดำรงชีวิตอยู่อย่างไม่สะดวกสบายเป็นแน่
    
พระอินทร์จึงเสด็จลงไปในป่า แล้วบอกเล่าชะตากรรมของทั้งสองให้นักบวชได้รู้ทุรกะดาบส และปาริกาดาบสินี ต่างก็ยืนยันว่า ท่านอย่าห่วงเลย      เมื่อเรามุ่งมั่นสละชีวิตเพื่อบำเพ็ญพรตอยู่ในป่านี้แล้วก็มิเป็นห่วงกังวลหรอกว่าจะต้องเสียนัยน์ตาไปเรายังสามารถอยู่ในป่านี้ใด้
    
เมื่อเห็นว่าทั้งคู่มิมีความทุกข์ร้อนในชะตากรรมของตนเช่นนั้นพระอินทร์จึงทรงแนะนำว่า
     “
เอาอย่างนี้เถิดทุรกะดาบสหากเมื่อถึงเวลาที่ภรรยาของท่านจะมีระดูในเดือนหน้านี้ขอให้ท่านจงเอามือลูบท้องภรรยาของท่านสามครั้งจากนั้นปาริกาดาบสินีก็จะตั้งครรภ์ เพื่อที่จะได้มีลูกเอาไว้รับใช้ สืบต่อไป
    
ครั้นในเดือนต่อมาเมื่อนางปาริกามีระดูทุรกะดาบสก็เอามือลูบท้องนางปาริกาสามครั้ง จากนั้นนางปาริกาก็ตั้งครรภ์อย่างอัศจรรย์ตามคำของพระอินทร์ทุกประการ
    
ครั้นเมื่อครบกำหนดในปลายปีนั้นนางปาริกาดาบสินีก็คลอดกุมารน้อยออกมาเป็นเด็กหน้าตาน่ารักและมีผิวพรรณสุกปลั่งดั่งทองคำ ทุรกะดาบสจึงตั้งชื่อกุมารน้อยว่าสุวรรณสาม
    
ในวันหนึ่งเป็นวันที่กรรมเก่าตามมาถึงดั่งที่พระอินทร์ทรงเคยเตือนไว้ ทุรกะดาบสและนางปาริกาดาบสินีได้เข้าไปหลบฝนในพุ่มไม้แห่งหนึ่งขณะที่ออกไปหาอาหารมาให้ลูกน้อยกินตามปกติ
    
ในพุ่มไม้นั้น งูเห่าซ่อนอยู่ตัวหนึ่งงูเห่าตัวนั้นได้พ่นพิษออกใส่ตาของคนทั้งสองจนกระทั่งนัยน์ตาของทุรกะและนางปาริกามืดบอดลงไปในทันใด
    
เด็กน้อยสุวรรณสามผู้ชาญฉลาดนั้นรอคอยบิดามารดาจนเย็นย่ำก็นึกสังหรณ์ใจจึงออกจากอาศรมเข้าไปตามหาบิดามารดาในป่า
    
ครั้นเมื่อเห็นบิดาและมารดาถูกพิษงูจนตาบอดเช่นนั้นก็กล่าวว่าอย่ากังวลเลยพ่อจ๋าแม่จ๋าต่อไปนี้ฉันจะได้เลี้ยงดูพ่อแม่สักที
    
หลังจากนั้นสุวรรณสามก็ปรนนิบัติรับใช้บิดามารดาอย่างดียิ่งทุกเช้าหลังจากตักน้ำไว้ให้พ่อแม่ได้ล้างหน้าแล้วก็จะเข้าป่าไปหาผักผลหมากรากไม้มาไว้ที่อาศรมจากนั้นก็เข้าป่าไปหาฟืนและกลับมาคอยเฝ้าปรนนิบัติภักดีบิดามารดาอย่างมิขาดตกบกพร่อง
    
ในเวลานั้นทางเมืองพาราณสีอยู่ในความปกครองของกษัตริย์พระนามว่าพระเจ้ากบิลยักษ์
    
พระราชาแห่งพาราณสีนี้ทรงโปรดปรานการเข้าป่าล่าสัตว์อยู่เป็นนิจ
    
ในวันหนึ่งพระเจ้ากบิลยักษ์ได้เสด็จประพาสป่าพร้อมด้วยกระบวนข้าราชบริพารคนสนิทและได้เสด็จมาถึงบริเวณลำธารน้อยแห่งหนึ่งกลางป่า
    
พระราชาทรงทอดพระเนตรเห็นรอยเท้าสัตว์ต่างๆในป่าอยู่ที่ริมลำธารเต็มไปหมดจึงรู้ได้ว่าบริเวณริมลำธารคงจะเป็นแหล่งที่มีสัตว์น้อยใหญ่ชุกชุมเป็นแน่จึงได้ชวนข้าราชบริพารไปดักซุ่มอยู่หลังพุ่มไม้ใหญ่
    
ลำธารนั้นเป็นลำธารที่สุวรรณสามมาตักน้ำเป็นประจำและในวันนั้นสุวรรณสามก็มาถึงยังลำธารพร้อมสัตว์ต่างๆ มากมายมีเนื้อและกวางเป็นอาทิ
    
บรรดาสัตว์ต่างๆมีความคุ้นเคยดีกับสุวรรณสามจึงได้พากันมาแวดล้อมมากมายราวกับเป็นมิตรสนิทกัน
    
ขณะที่สุวรรณสามตักน้ำอยู่ในลำธารนั่นเองพระราชาได้ทอดพระเนตรเห็นท่ามกลางความตกตะลึงในวินาทีนั้นเด็กหนุ่มผู้นั้นไฉนจึงมีรูปร่างสง่างามราวกับเทวดาเห็นทีจะไม่ใช่มนุษย์เป็นแน่แท้ ที่มาอย่างไรดีจึงจะได้เข้าไปชมดูใกล้ๆให้รู้ว่าเป็นมนุษย์หรือเทพเป็นแน่
    
เมื่อดาริดังนั้นพระเจ้ากบิลยักษ์ก็โก่งคันศรขึ้นมุ่งหมายจะยิงเข้าใส่สุวรรณสามด้วยเพราะเกรงว่าถ้าพระองค์ได้ปรากฏตัวออกไปก็จะทำให้สุวรรณสามตกใจหนีไปเลยจึงได้คิดจะยิงเพียงให้ล้มลงเพื่อพระองค์จะได้เข้าไปชมดูใกล้ๆ ได้สะดวกแล้วในบัดนั้นเองลูกศรก็แล่นละลิ่วออกจากคันศรพุ่งเข้าปักใส่อกของสุวรรณสามทันที
สุวรรณสามสะท้านไปทั้งร่างค่อยๆลดหม้อน้ำลงจากบ่าทรุดลงนั่งพลางร้องถามออกไปว่า
    “
ผู้ใดเป็นคนยิงเราได้โปรดออกมาเถิดเราอยากจะทราบว่าท่านยิงเราด้วยต้องการอันใด หากยิงช้างก็คงต้องการงาหากล่าเสือก็ต้องการหนัง เมื่อยิงเราเช่นนี้มิทราบว่าต้องการอันใดหรือ
    
พระราชาแห่งพาราณสีอัศจรรย์ใจยิ่งนักเมื่อเห็นเด็กหนุ่มผู้งามสง่าเรียกหาอย่างสุภาพอ่อนโยนเช่นนั้น ทั้งๆที่ถูกยิงเข้าใส่กลับไม่มีทีท่าโกรธแค้นแต่อย่างใด
    
พระราชาจึงเสด็จออกจากพุ่มไม้ที่ซ่อนอยู่พร้อมกับข้าราชบริพารเข้าไปหาสุวรรณสามพลางว่า
     “
เราเป็นคนยิงเจ้าเองพ่อหนุ่มเอ๋ย แต่แรกเรามิได้ตั้งใจหรอก เรามุ่งหมายจะยิงเนื้อเมื่อเจ้าผ่านมาจึงทำให้เนื้อตกใจหนีไป เราจึงยิงพลาดมาถูกเจ้า
    
เมื่อพระราชาตรัสโป้ปดเช่นนั้น สุวรรณสามก็เอ่ยว่า
     “
ท่านอย่าโป้ปดเราเลยเนื้อนั้นจะแตกตื่นได้อย่างไร ก็ทั้งเนื้อและกวางในป่านี้มิเคยกลัวเรามีแต่คุ้นเคยและเป็นเพื่อนกับเรามาตั้งแต่เรายังเล็กยังน้อยเมื่อเราไปตักน้ำกวางและเนื้อต่างๆ ก็จะมาเล่นด้วยแล้วก็เดินกลับไปยังอาศรมพร้อมกับเราเสมอท่านยิงเราวันนี้เห็นทีเป็นการตั้งใจโดยแท้ท่านประสงค์สิ่งใดขอให้บอกเราให้ได้รู้ด้วยเถิด
    
เมื่อฟังเช่นนั้นพระราชาทรงละอายยิ่งนัก และก็ตรัสถามออกไปว่า
     “
พ่อหนุ่มเอ๋ยไฉนเจ้าจึงอยู่ในป่าลึกเช่นนี้เจ้าเป็นรุกขเทพเทวดาเจ้าป่าเจ้าเขาหรือเป็นมนุษย์เดินดินธรรมดาอันตัวเรานี้เป็นพระราชาแห่งกรุงพาราณสีที่เข้าป่ามาในครั้งนี้เพื่อจะล่าสัตว์อันเป็นความโปรดปรานของเรา
    
สุวรรณสามจึงกราบทูลว่า
     “
ขอเดชะข้าแต่พระราชาผู้เป็นใหญ่ในพาราณสีหม่อมฉันนั้นเป็นบุตรของฤๅษีจำศีลบำเพ็ญพรตอยู่ในป่าแห่งนี้มาเป็นเวลา๑๐กว่าปีแล้ว หม่อมฉันมาตักน้ำที่ลำธารนี้ทุกวันเพื่อจะเอาไปให้บิดามารดาได้อาบและได้กินเมื่อได้มาพบพระราชาในที่นี้นับว่าเป็นบุญนักหม่อนฉันขอให้พระองค์ทรงมีพระอายุยิ่งยืนยาวเถิด
    
พระราชาทั้งสลดหดหู่พระทัย และทั้งละอายพระทัยยิ่งนักทรงตรัสต่อไปว่า
     “
การที่เรายิงถูกเจ้าเช่นนี้ เจ้ามิโกรธเคืองเราสักนิดเลยหรือ
    
สุวรรณสามแม้จะเจ็บปวดพิษบาดแผลจากลูกศรที่ปักตรึงอยู่กลางอกแต่ก็พยายามกราบทูลอย่างนอบน้อมว่า
     “
หม่อมฉันไม่โกรธเคืองพระองค์หรอกพระเจ้าข้าการที่หม่อมฉันถูกยิงเช่นนี้ก็นับว่าป็นกรรมของหม่อมฉันโดยแท้หม่อมฉันไม่เคยเป็นห่วงในชีวิตของตนเอง จะเป็นห่วงก็แต่บิดามารดาเท่านั้นว่าท่านจะดำรงชีวิตสืบต่อไปได้อย่างไรด้วยเพราะท่านทั้งสองนั้นตาบอดคงมิสามารถจะหาเลี้ยงชีพตามลำพังได้เป็นแน่พระเจ้ากบิลยักษ์ได้ฟังเช่นนั้นก็ถึงกับนิ่งอึ้งไปด้วยทั้งตกพระทัยและเสียพระทัยอย่างลึกซึ้ง ทรงได้แต่รำพึงอยู่ในพระทัยว่า
     “
เพราะความวู่วามเห็นแก่ได้ของเราแท้ๆ ที่ทำลายชีวิตคนผู้หนึ่งเช่นนี้และยังกระทบกระเทือนไปถึงชีวิตคนอีกสองคนซึ่งจะพลอยได้รับความเดือดเนื้อร้อนใจไปตลอดชีวิตอีกด้วย
    “
พ่อหนุ่มเอ๋ยเจ้ามีชื่อเรียงเสียงใด
     “
หม่อมฉันชื่อ สุวรรณสามพระเจ้าข้า
     “
สุวรรณสามเราทำผิดที่ยิงเจ้าผู้ซึ่งเป็นลูกกตัญญูมีหน้าที่เลี้ยงดูบิดามารดาผู้มีนัยน์ตาเสียเช่นนั้นขอให้เจ้าช่วยบอกทางแก่เราด้วยเถิดเราจะไปยังอาศรมของบิดามารดาพื่อที่จะรับหน้าที่ชุบเลี้ยงบิดามารดาแทนเจ้าสืบต่อไป
    
สุวรรณสามได้ฟังเช่นนั้นก็พลอยยิ้มออกมาได้จึงได้บอกทางไปยังอาศรมของบิดามารดาให้แก่พระราชาได้ทรงทราบหลังจากนั้นสุวรรณสามก็สิ้นลมหายใจไปในที่สุด
    
ครั้นเมื่อพระเจ้ากบิลยักษ์เสด็จไปถึงยังอาศรมก็เข้าไปแจ้งแก่ทุรกะดาบสและนางปาริกาดาบสินีว่า พระองค์นั้นเป็นผู้ใด
    
บิดามารดาของสุวรรณสามแม้จะตามืดบอดมองไม่เห็นแต่ครั้นเมื่อรู้ว่ากษัตริย์เสด็จมาถึงอาศรมก็พากันก้มลงกราบถวายบังคมด้วยความเคารพและปลื้มปีติยินดีเป็นล้นพ้น
     “
ขอเดชะ พระราชาผู้เป็นสมมติเทพไฉนพระองค์จึงเสด็จลงมากลางป่าเช่นนี้เราทั้งสองไม่มีสิ่งใดจะต้อนรับขอให้พระองค์เสวยผลไม้ในตะกร้านี้ด้วยเถิดส่วนน้ำนั้นเจ้าสุวรรณสามลูกของหม่อมฉันกำลังไปตักมาจากลำธารอีกไม่ช้าใกล้จะกลับมาถึงแล้วพระเจ้าข้า
    
เมื่อได้ฟังเช่นนั้นพระราชาถึงกับสลดหดหู่และสะเทือนพระทัยเป็นยิ่งนักจึงได้บอกเล่าแก่ทุรกะและนางปาริกาว่า พระองค์ได้ยิงสุวรรณสามตายเสียแล้ว
    
ทุรกะดาบส และนางปาริกาดาบสินีได้ยินดังนั้นก็ตกใจเป็นยิ่งนักได้แต่ร่ำไห้ประหนึ่งว่าจิตแตกสลาย สุวรรณสามลูกของแม่เอ๋ยไฉนลูกจึงอายุสั้นเช่นนี้ แม่อยากจะกอดลูกเป็นยิ่งนัก
    
ด้วยความเวทนาพระราชาจึงได้พาบิดาและมารดาของสุวรรณสามไปยังลำธารที่สุวรรณสามสิ้นชีวิตอยู่ณ แห่งนั้น
    
ทุรกะดาบส และนางปาริกาดาบสินีได้รีบเข้าไปกอดศพของสุวรรณสามลูกชายด้วยความรักใคร่ และอาลัยอาวรณ์ทั้งสองนั้นต่างก็รู้ดีกว่าเนื้อตัวของสุวรรณสามยังมีความอุ่นอยู่จึงชวนกันตั้งสัตย์อธิฐานบนบานขอพรต่อเทพยดาอารักษ์บนบานต่อเจ้าป่าเจ้าเขาทั้งปวงว่า
หากแม้นเทพยดาและเทพธิดาองค์ใดเคยได้เป็นบิดามารดาของสุวรรณสามลูกของเราในชาติปางก่อนหากสิงสถิตอยู่ณ บริเวณป่าเขาเห่งนี้ ขอให้ช่วยดลบันดาลชุบชีวิตสุวรรณสามให้กลับคืนมามี
    
ชีวิตดังเดิมอีกครั้งด้วยเถิด อย่าเพิ่งให้สิ้นชีพจากไปในตอนนี้เลย
    
เมื่อสิ้นคำอธิษฐานแล้วก็มีลมแรงพัดกรูเกรียวทั่วทั้งป่านั้นบรรดาเทพธิดาและเทพยดาแห่งป่าเขาได้ดลบันดาลให้คำอธิฐานนั้นสัมฤทธิ์ผลในที่สุด
    
สุวรรณสามจึงฟื้นขึ้นมามีชีวิตได้อีกครั้งหนึ่งท่ามกลางความปีติยินดีของบิดามารดาและพระเจ้ากบิลยักษ์
    
หลังจากสุวรรณสามได้พาบิดามารดากลับไปยังอาศรมแล้วพระเจ้ากบิลยักษ์ก็เสด็จกลับสู่พระนครพร้อมกับตั้งมั่นในพระทัยว่าพระองค์จะหมั่นบำเพ็ญแต่บุญกุศลและเลิกฆ่าสัตว์ตัดชีวิตนับแต่นี้
เป็นต้นไป