การอบรมพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาก่อนแต่งตั้งให้มีหรือเลื่อนเป็นวิทยฐานะชำนาญการพิเศษ รุ่นที่ 1 ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุพรรณบุรี เขต 2 สำเร็จเสร็จสิ้นไปแล้วเมื่อวานนี้ ส่วนวันนี้เป็นวันสุดท้ายของบรรดาผู้ขอยื่นวิทยฐานะเชี่ยวชาญ
ทั้งนี้ผู้ขอรับการประเมินสองวิทยฐานะนั้น จะต้องผ่านการประเมินจากกรรมการ 3 ท่าน โดยพิจารณาจาก 3 ด้านคือ
1) ด้านวินัย คุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณวิชาชีพ = 100 คะแนน
2) ด้านคุณภาพการปฏิบัติงาน = 100 คะแนน
3) ด้านผลงานที่เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ =100 คะแนน
ซึ่งในด้านที่ 3 นี้ จะแบ่งย่อยการประเมินออกเป็น 2 ส่วนด้วยกันคือ การรายงานผลงานที่เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ หากเป็นวิทยฐานะชำนาญการพิเศษ กำหนดไว้อยู่ระหว่าง 5-10 หน้า (ควรเขียนให้ได้ 10 หน้า ไม่ต้องใส่ภาพประกอบ ใช้ตัวอักษรขนาด 16 พอยต์ แบบราชการ) ส่วนวิทยฐานะเชี่ยวชาญ ต้องนำเสนอ 20-50 หน้า (ควรเขียนอยู่ระหว่าง 40-50 หน้า หรือเฉียด ๆ 50 หน้า จะดี) ส่วนนี้มีคะแนน 100 คะแนน อีกส่วนย่อยหนึ่ง คือ ผลงานทางวิชาการ คะแนนเต็ม 100 คะแนนเช่นกัน จากนั้นจึงนำทั้งสองส่วนมาหารเฉลี่ยเป็นคะแนนรวมของข้อ 2 นี้
และในวันสุดท้ายของการอบรมพัฒนานี่เอง ที่วิทยากรท่านได้มาให้ความรู้ความเข้าใจในการเตรียมตัวเข้ารับการประเมิน โดยได้ช่วยชี้แนะแนวทาง (Trip ในการจัดทำเอกสารเพื่อเตรียมประเมิน) ในการจัดทำผลงานทางวิชาการ ซึ่งถือเป็นการนำประสบการณ์ของท่านวิทยากรเองนำมาถ่ายทอดเสนอแนะให้แก่พวกเรา ซึ่งท่านนั้นได้ผ่านการจัดทำผลงานมาแล้ว และมีโอกาสได้ตรวจผลงานของผู้อื่นมามาก จึงทำให้มีเกร็ดน้อยในการเสนอแนะแก่พวกเรา
ในด้านที่ 3 ที่มีการประเมินแบ่งเป็นสองส่วน เราควรให้ความสำคัญกับการเสนอรายงานผลงานที่เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ ให้มาก ๆ เพื่อจะได้เป็นคะแนนในการช่วยดึงค่าเฉลี่ยคะแนนเมื่อนำไปคิดรวมกับคะแนนที่ได้จากผลงานทางวิชาการ
สำหรับผลงานทางวิชาการ เขายังจัดแบ่งสัดส่วนคะแนนออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกคือ คุณภาพผลงานทางวิชาการ (50 คะแนน) พิจารณา 4 ด้าน ได้แก่ ความสมบูรณ์ของเนื้อหาสาระ (20 คะแนน) ความถูกต้องตามหลักวิชาการ (15 คะแนน) ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ (10 คะแนน) การพิมพ์และการจัดทำรูปเล่ม (5 คะแนน)
ส่วนที่สอง คือ ประโยชน์ของผลงานทางวิชาการ (50 คะแนน) จะดู 3 ด้าน นั่นคือ ประโยชน์ต่อความก้าวหน้าทางวิชาการ/วิชาชีพ (15 คะแนน) ประโยชน์ต่อผู้เรียน ครู โรงเรียน ชุมชน (25 คะแนน) และการเผยแพร่ในวงวิชาการ ซึ่งอาจเป็นในที่ประชุมวิชาการ ในวารสารของทางสมาคมวิชาการต่าง ๆ หรือจะเผยแพร่ทางเว็บไซต์ ก็ได้ทางใดทางหนึ่งหรือหลายทางก็ตาม (ส่วนนี้มีคะแนน 10
คะแนน)
หากดูสัดส่วนของคะแนนแล้ว เราจะเห็นว่าการพิมพ์และการจัดทำรูปเล่มนั้นมีคะแนนน้อยที่สุดในส่วนนี้ แต่กลับมีส่วนสำคัญอย่างมากที่จะช่วยให้การพิจารณาในส่วนอื่นเป็นไปด้วยความราบรื่น ลองคิดดูว่าหากกรรมการท่านต้องอ่านผลงานที่พิมพ์ตก ๆ หล่น ๆ จัดหน้าจัดรูปแบบการพิมพ์ที่ไม่ค่อยจะคงเส้นคงวา หรืออะไรก็ตามที่ส่อให้เห็นว่าเจ้าของผลงานไม่ใส่ใจต่อความประณีตเหล่านี้ ถึงผลงานจะดีเพียงไรก็คงทำให้กรรมการผู้ตรวจหงุดหงิดอยู่ไม่น้อย ดังนั้น ตามหลักจิตวิทยาแล้ว น่าจะเป็นการเสี่ยงต่อการลดทอนคะแนนของผลงานอยู่ได้บ้างเหมือนกัน
ในทางตรงกันข้ามหากผลงานของเราพอจะไปวัดไปวาอยู่ได้บ้าง (อย่าให้ถึงขนาดขี้เหร่ซะก็แล้วกัน ถ้าถึงขนาดนั้นอะไรก็คงช่วยไม่ได้) รูปแบบการพิมพ์ที่ดูเนี๊ยบ ไม่มีคำผิด สมบูรณ์ไม่ตกหล่น ก็ช่วยสร้างความรู้สึกดี ๆ ให้กับผู้ตรวจผลงานได้เหมือนกันนะคะ
ลองนึกถึงเวลาที่เราไปนั่งรับประทานอาหารในร้านที่บรรยากาศแย่ ๆ ดูสิคะ ถึงอาหารจะปรุงได้อร่อยลิ้น ก็คงไม่รื่นรมย์เหมือนกับการนั่งรับประทานอาหารที่มีรสชาติกลาง ๆ ในบรรยากาศที่เยี่ยมยอดได้หรอกนะคะ
คิดถึงประเด็นนี้แล้วอดนึกโยงไปหาลูกศิษย์เราไม่ได้ ท่านลองนึกดูนะคะว่าระหว่างลูกศิษย์ที่เรียนเก่ง มีความรู้ความสามารถที่เรียกได้ว่า หากจับมายืนเรียง ลูกศิษย์คนนี้ก็จะอยู่เป็นคนแรกเลยทีเดียว แต่ปรากฏว่า คนเก่งของคุณครูคนนี้พูดจาไม่ค่อยไพเราะ มารยาทก็ไม่ค่อยจะดี ผิดกับอีกคนหนึ่งที่มีผลการเรียนอยู่ระดับกลาง ๆ ไม่โดดเด่น แต่เป็นคนที่มีมารยาทสุภาพเรียบร้อย รู้จักกาลเทศะ พูดจาไพเราะสุภาพ ทั้งสองคนนี่...ท่านว่าถ้าพวกเขาเรียนจบไป ใครน่าจะมีเปอร์เซ็นต์ที่ดี..ที่นายจ้างจะรับเข้าทำงาน
ดิฉันว่าน่าจะมีนายจ้างหลายคน พิจารณาลูกศิษย์คนหลังของเรานะคะ ซึ่งถ้าคุณครูสามารถปลูกฝังกล่อมเกลาให้ลูกศิษย์แต่ละคนของเรามีส่วนดี ๆ ที่เป็นคุณสมบัติของลูกศิษย์ตัวอย่างสองคนที่ดิฉันหยิบยก ก็คงจะยอดเยี่ยมสมบูรณ์ น่าชื่นใจอยู่ไม่น้อย เปรียบได้เช่นเดียวกับการตั้งอกตั้งใจจัดทำผลงานทางวิชาการให้สมบูรณ์ในทุกภาค...คนส่งผลงานสบายใจ...คนตรวจผลงานก็สบายใจด้วย เพราะตัวผลงานไม่สร้างปัญหาให้กับใคร...
สวัสดีครับ
ผมเองเป็นคนดูใจแข็ง แต่ประเมินลุกน้องเมื่อไหร่ให้คะแนนสูงมาก ไม่เคยมีใครที่ผมประเมินให้ต่ำกว่าดี บางทียังมานั่งนึกว่า ทำผิดหรือเปล่า... ให้โอกาสมากเกินไปหรือไม่
....
คิดถึงประเด็นนี้แล้วอดนึกโยงไปหาลูกศิษย์เราไม่ได้ ท่านลองนึกดูนะคะว่าระหว่างลูกศิษย์ที่เรียนเก่ง มีความรู้ความสามารถที่เรียกได้ว่า หากจับมายืนเรียง ลูกศิษย์คนนี้ก็จะอยู่เป็นคนแรกเลยทีเดียว แต่ปรากฏว่า คนเก่งของคุณครูคนนี้พูดจาไม่ค่อยไพเราะ มารยาทก็ไม่ค่อยจะดี ผิดกับอีกคนหนึ่งที่มีผลการเรียนอยู่ระดับกลาง ๆ ไม่โดดเด่น แต่เป็นคนที่มีมารยาทสุภาพเรียบร้อย รู้จักกาลเทศะ พูดจาไพเราะสุภาพ ทั้งสองคนนี่...ท่านว่าถ้าพวกเขาเรียนจบไป ใครน่าจะมีเปอร์เซ็นต์ที่ดี..ที่นายจ้างจะรับเข้าทำงาน
....
ผมเชื่อในทำนองเดียวกันนี้ คือ นายจ้างจะเลือกคนที่สองเข้าทำงาน
...
เก่ง ดี มีความสุข
...
ขอให้มีพลังในการใช้ชีวิตและทำงานสืบต่อไปนะครับ
สวัสดีครับ
มาทักทายครับ
และร่วมเป็นกลังใจ
ทั้งเป็นผู้ประเมิน และผู้รับการประเมิน
แบบกัลยาณมิตรครับ
สวัสดีค่ะ
ศน.กุ้งคะ การประเมินก็มีแนวทาง มีเกณฑ์ที่ชัดเจน
ดิฉันคิดว่า ถ้าทุกคนมุ่งทำผลงานให้ได้ตามเกณฑ์ที่กำหนด โดยไม่คอยห่วงว่า เราจะเจอกรรมการใจดีไหมนะ กรรมการจะใจร้ายกับเราไหมนะ โหดไหมนะ ทำให้เต็มที่ สุด ๆ ไปเลย คงช่วยให้ผลที่เกิดกับผู้เรียน คุณภาพการศึกษารุดหน้าไปไกลนะคะ
ขอชื่นชมในความมุ่งมั่น ช่วยเหลือเพื่อนร่วมวงวิชาชีพของท่านค่ะ