เรื่อเล่าช่างทอผ้า

วันนี้เปิดกรุผ้าไหมเก่าที่สะสมไว้ออกมาถ่ายรูป ผ้าส่วนหนึ่งอยู่ในหีบแต่หลายผืนก็อยู่ในตู้ ในหีบนั้นนาน ๆ จะเปิดสักครั้งเพราะมีข้าวของทับหีบอยู่มาก

แต่ที่เปิดบ่อยนั้นคือผ้าไหมในส่วนที่อยู่ในตู้ เพราะจะมีคนเข้ามาเล้าข้าวเพื่อมาดูไหมอยู่เรื่อย ๆ หากมาเจอน้องและไม่พบตัวผมก็ไม่ค่อยมีใครได้ชม เพราะน้องที่ดูแลเล้าข้าวกลัวว่าผ้าจะขาดจึงไม่ค่อยเปิดตู้ให้ชม

แต่หากมาตอนนี้ที่ผมอยู่เล้าข้าวก็มักได้ชมทุกคนไปเพราะผมอยากอวดความงามของผ้าเก่าเหล่านั้นนั้นเอง แต่ช่วงหลังไม่ค่อยได้เปิดบ่อยนักเนื่องจากติกภาระกิจ

วันนี้จึงมาเปิดตู้เพื่อถ่ายรูปก็พบกับสิ่งที่ตกใจเพราะผ้าเก่าที่อยู่ในตู้นั้นสีซีดไปมากและด่างไม่เท่ากันทั้งผืน  สาเหตุเนื่องมาจากอาจจะถูกแสงไฟทำให้ด้านหน้าสีจะซีด นอกจากนั้นก็พบแมลงตัวเล็กๆ อยู่มากที่กัดผ้าเก่าเป็นรูเล็ก ๆ

ผมรีบรื้อผ้าออกมาทำความสะอาดและจัดการห่อผ้าด้วยกระดาษขาวก่อนที่ลายผ้าจะหายหมดก่อนและคงเปลี่ยนที่เก็บผ้าจากตู้เป็นหีบแทนเพราะไม่ต้องเสี่ยงกับแสงไฟ

ผ้าไหมโบราณผืนนี้(อายุมากกว่า100ปี)มีเสน่ห์มาก ตรงมีการต่อหัวต่อตีน  ในส่วนต่อหัวเมื่อบางส่วนของหัวขาดแม่หญิงอีสานยังเอาหัวผืนอื่นๆมาต่อเพิ่มอีก เป็นการประหยัดมากและใช้ข้าวของจนคุ้มจริง ๆ

หากมองไปที่ตัวผืนผ้าและเห็นสีไม่เท่ากัน เนื่องจากส่วนที่ออกไปทางเหลืองๆนั้นโดนแสงไฟมาก จึงสีจืดลง ดังนั้นหากจะโชว์ผ้าควรจัดไว้ในสีไม่โดนแสงและไม่เปิดไฟส่องผ้าโดยตรง

ลายนี้เป็นลายนาคน้อยขั้นกับดอกจิกหรือลายหมากจับแล้วแต่ท้องถิ่นจะเรียก เป็นหมี่ขั้นมีเป็นเอกลักษณ์ของคนไทลาวซึ่งปัจจุบันผ้าสิ่นขั้นกลายเป็นสัญลักษณ์ของความโบราณเพราะแม่หญิงอีสานหันไปใส่หมี่ลวดกันหมด ปล่อยให้คนแก่เท่านั้นที่สวมใส่  ความจริงหมี่ขั้นใส่ได้ตั้งแต่สามสำน้อยไปจนถึงแก่ ไม่เลือกอายุ