จินตนาการสำคัญกว่าความรู้ จริงหรือ ?

อัลเบิร์ต ไอนสไตน์ กล่าวว่า “จิตนาการสำคัญกว่าความรู้” เพราะเขาได้จินตนาการถึงศักยภาพของอะตอมเล็กๆ แต่แฝงไว้ด้วยอานุภาพของพลังอันมหาศาล ซึ่งมนุษย์ได้ประจักษ์ในเวลาต่อมา
บิล เกตต์ และพอล อัลเลน จินตนาการว่าไมโครคอมพิวเตอร์สักวันหนึ่งจะเป็นเครื่องใช้สามัญประจำสำนักงาน ประจำบ้าน เขาจึงก่อตั้งบริษัทผลิตระบบปฏิบัติการ จนติดอันดับบุคคลซึ่งร่ำรวยที่สุดในโลกต่อเนื่องนับสิบปี
 
ดังจะเห็นว่าทั้งจินตนาการและความรู้ต่างสำคัญและขาดกันไม่ได้ มีจินตนาการแต่ขาดฐานความรู้ คือความฟุ้งฝันสติแตก มีความรู้แต่ขาดจินตนาการคือ ความรู้ที่ไร้เสน่ห์ดึงดูด ไม่เกิดการขยายต่อยอด ขาดมูลค่าและคุณค่า
 
จินตนาการและความรู้ คือ “หยิน”  และ “หยาง” ของความอยู่รอดทั้งในระดับองค์กร ปัจเจกบุคคล ครอบครัว และของระบบที่เติบโตขึ้น จินตนาการจะช่วยสร้างภาพในใจว่าต้องการความรู้ใดมาประกอบ มาปรุงแต่ง มาวิเคราะห์ มาประยุกต์ใช้ได้อย่างไร จะแสวงหาความรู้ที่ขาดหายไปได้อย่างไร จากใคร และจะนำมาจัดวางตรงไหนอย่างลงตัว
 
การแปลงภาพความคิดในใจ หรือจินตนาการอกมาให้ผู้เกี่ยวข้องรับรู้และจินตนาการต่อ เป็นขั้นตอนแรกสุดของการแสวงหาแนวร่วมหรือวิสัยทัศน์ร่วม (Shared Mental Model) เพื่อเป็นพลังในการขับเคลื่อนไปสู่จุดมุ่งหมายร่วมกัน ฉะนั้นต้องมีการแปลงภาพจินตนาการหรือภาพในใจออกมา จากนามธรรมให้เป็นรูปธรรมให้ได้ บ่อยครั้งทั้งๆ ที่รู้ แต่เผยจินตนาการออกมาไม่ได้หรือเผยออกมาไม่เป็น
 
กระบวนการที่จะทำให้เผยภาพในใจให้ออกมานั้น อาทิเช่น 1)จัดกระบวนการเล่าเรื่อง 2)เกิดการซาบซึ้งหรือปิติสุขร่วม 3) ประมวลและรวบรวมเนื้อหา 4) จินตนาการและค้นหาวิธีการที่จะสื่อออกไปได้อย่างไร 5) แต่ละขั้นตอนสามารถหาคนที่มีจริตที่จะสามารถทำงานร่วมกันได้เพื่อให้การเผยภาพในใจของเราให้ออกมา
 
สิ่งที่สำคัญคือ ไม่เร่งรัด ไม่รีบร้อน ตัดสินใจช้าลงสักนิด มองให้รอบด้านมากขึ้นอีกสักหน่อย พบกันบ่อยๆ ฟังคนอื่นและคิดตาม คิดต่อ ยามใดที่ต้องการพลังใจก็หมั่นเติมด้วยวิธีการที่ใช่ในแบบฉบับของตนเอง เท่านี้ก็จะก่อเกิดขุมทรัพย์อันมหาศาลที่มีอยู่แล้วในแต่ละคน ในมุมของตน...