โลกของปัญญา (World of Intelligence)

โลกของปัญญาจะมีขอบเขตนับตั้งแต่ การรู้สึกสัมผัส, การรับรู้, การจำ, การคิด, การตัดสินใจ, การหยั่งเห็น, รวมทั้งกิจกรรมอื่นๆทั้งหมดของสมองที่เกี่ยวกับการคิด  เหตุการณ์เหล่านี้จะโยงใยกันและกันเป็นเครือข่ายที่ซับซ้อนอย่างยิ่ง  เครือข่ายนี้นับเป็นระบบ"หนึ่ง"ระบบ  เรียกว่า "หนึ่งหน่วยระบบของปัญญา"  และหนึ่งหน่วยระบบของปัญญานี้คือ "โลกของปัญญา"  โลกของปัญญานี้จะทำหน้าที่ "รับรู้" ข้อมูลข่าวสารที่เข้าไปใหม่ทางระบบประสาทรับเข้าต่างๆ  เช่น  รับเข้าทางประสาทตา  รับเข้าทางประสาทหู เป็นต้น เข้าไปถึงแดนรู้สึกสัมผัสต่างๆในสมอง ณ แดนนั้นๆ  เช่นถ้าเข้าทางประสาทตาก็จะไปรู้สึกสัมผัสที่แดนการเห็น  ถ้าเข้าทางประสาทหูก็จะไปรู้สึกสัมผัสที่แดนการได้ยิน เป็นต้น จากนั้นเครือข่ายของระบบปัญญาก็จะแสดงกิจกรรมโยงสัมพันธ์กัน และเกิดการรับรู้ข้อมูลที่เข้าไปนั้น  การรับรู้นี้จะมีทิศทางเป็นไปตามโลกทางปัญญาของแต่ละคน  คนหนึ่งก็รับรู้ไปอย่างหนึ่ง  อีกคนหนึ่งก็อาจจะรับรู้ไปอีกอย่างหนึ่งก็ได้  ไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน  โลกทางปัญญาของใครก็เป็นของคนนั้น  โลกของปัญญาจึง "เป็นกรอบ" ของการรับรู้ข่าวสารดังกล่าว  ทิศทางของการรับรู้นี้จะเรียกว่า "โลกทัศน์" ก็ได้  โลกของปัญญานี้เปลี่ยนแปลงและพัฒนาได้ตลอดชีวิต

นักเรียนที่เรียนวิชาคณิตศาสตร์  ก็จะเพิ่มพูนความรู้ทางคณิตศาสตร์ เครือข่ายก็จะมีเนื้อหาและทักษะทางคณิตศาสตร์  ถ้าเขาใช้เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตศึกษาหนักทางคณิตศาสตร์  โลกทางปัญญาของเขาก็จะหันเหไปทางคณิตศาสตร์  รับรู้อะไรก็จะเป็นไปในทางคณิตศาสตร์  ทำให้โลกทัศน์ของเขาเป็นโลกของคณิตศาสตร์  มองอะไรก็แปลความตีความเป็นทางคณิตศาสตร์  ในทำนองเดียวกัน  ถ้าอีกคนหนึ่งศึกษาหนักทางศาสนา  เครือข่ายความรู้ของเขาก็จะเอนเอียงไปทางศาสนา  โลกทางปัญญาของเขาก็จะเป็นอย่างนักการศาสนา  โลกทัศน์ของเขาก็จะเป็นอย่างนักการศาสนา  ใครหมกม่นอยู่กับศาสตร์สาขาใด  โลกทางปัญญาของเขาก็จะเอนเอียงไปทางนั้น  การรับรู้โลก  หรือการมองโลก  หรือโลกทัศน์ของเขาก็จะเป็นทิศทางนั้น

โลกทางปัญญามีอำนาจมาก   โดยเฉพาะอำนาจที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง  โลกของปัญญาของคนหนึ่งอาจทำให้โลกทางปัญญาของอีกคนหนึ่ง  หรือคนเป็นจำนวนมากเกิดการเปลี่ยนแปลงได้  หรืออาจทำให้สังคมเปลี่ยนแปลง  หรือโลกก็เปลี่ยนแปลงได้  เรื่องเหล่านี้ได้มีตัวอย่างให้เห็นมาแล้วมากมาย  จะยกตัวอย่างให้ประจักษ์บางตัวอย่างดังนี้

ในสมัยอดีตนับพันปีมาแล้ว  คนบนโลกนี้เกือบทั้งโลก็ว่าได้ "คิด" และ "เชื่อ" ว่า  โลกเรานี้มีลักษณะแบน  นั่นก็คือ "โลกของปัญญา" ของคนสมัยนั้นคิดว่าโลกแบน  ความเชื่อนี้ก็เป็น "กรอบ" ของความคิด  กำหนดทิศทางของความคิดของพวกเขา  เช่น  ทำให้เขากลัวการผจญภัยเพราะกลัวจะตกขอบโลก  นิทานปรำปราก็เล่าขานกันด้วยโลกทัศน์เช่นนั้น  นิยายทั้งหลายก็สร้างขึ้น "ภายใต้กรอบ"ของโลกทางปัญญานี้   ครั้นต่อมา  ได้มีคนคนแรกได้คิดต่างออกไป  คือคิดว่าโลกกลม "โลกทางปัญญา"ของเขาจึงไม่เหมือนใคร  และเขาเชื่อมั่น  และยืนกรานอย่างไม่ยอมเปลี่ยนแปลงว่า "โลกต้องกลม"  ครั้นต่อมา ๆ โลกทางปัญญาของเขา "ได้มีอิทธิพล" ทำให้ "โลกทางปัญญา"ของคนบางคนหรือบางกลุ่ม "เกิดการเปลี่ยนแปลง"  คือคล้อยตามโลกทางปัญญาของเขา  การเปลี่ยนแปลงนี้ค่อยๆกว้างขวางขึ้นๆ เรื่อยๆ จนในที่สุด เขาได้รับการสนับสนุนให้พิสูจน์ความกลมของโลก  และสุดท้าย ก็เป็นจริง  ยังผลให้ "โลกทางปัญญาที่ว่าโลกแบน" นั้น ค่อยหายไปๆ "โลกทางปัญญา" ที่เปลี่ยนแปลงไปนี้ ได้ "ผลักดัน" ให้เกิดความก้าวหน้าของปัญญาท่เกี่ยวกับโลกของเรามากมายอย่างหาที่เปรียบมิได้ โลกทางปัญญาจึงมีบทบาท"ผลักดัน" ให้ชีวิตมนุษย์  เผ่าพันธุ์มนุษย์ ความเป็นอยู่ ของมนุษย์ ให้เจริญก้าวหน้าอย่างไม่มีอะไรมามีอำนาจเทียบเทียมได้ โดยที่ในสัตว์อื่นๆนอกจากมนุษย์แล้ว - แม้ว่าจะมีซีรีบรัลคอร์เท็กซ์ - อยู่บ้าง ก็ไม่อาจจะมีโลกทางปัญญาอย่างเช่นมนุษย์ได้เลย

(ยังมีต่อนะครับ)