การตามหาจิตวิญญาณ ของ กวินอิสรี
ก็ไม่เคยคิดว่าคนที่ไม่เอาดีทางด้าน ศาสนา ใดศาสนาหนึ่งอย่างเราจะมีโอกาสได้ออกบวช สัมผัสกับความวิเวก แล้วโชคดีก็มักจะเป็นของผู้ค้นหาอย่างเรา ด้วยเวลาที่มีจำกัด แต่นั้นก็ไม่ใช่ปัญหาของการเรียนรู้ หนึ่งสัปดาห์ ของการทำอารมณ์ เก็บอารมณ์ งดบริโภคอาหารเมื้อเย็น อดทนกับการเปลี่ยนแปลง ฉันเมื้อเดียว ที่กุฎิแม่ช๊ สกาวรัตน์ ที่วัดชนะสงคราม กรุงเทพ เรียกว่าภาคทฤษฎี และต่อด้วย ภาคปฎิบัติ อีก หนึ่งสัปดาห์ คือการฝึกจิตให้เป็นสมาธิ ที่วัด โคกบัวราย อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ โดยหลวงตา นนท์ เจ้าอาวาท ท่านเป็นพระวิปัสสนากรรมฐานสายหลวงปู่มั่น ที่เป็นอริยสงฆ์ของภาคอีสาน นี้แหละคือความโชดดี ทฤษฏีที่ว่า: มักจะมีการค้นพบอะไรใหม่ๆ ที่มากับการเปลี่ยนแปลงเสมอ: ถือว่าจริงที่เดียว บนวิถี ปฎิบัติ ที่ยุ่งอยาก สับซ้อนนั้น กลับมีความจริงที่น่า อัศจรรย์ ใจ ซ่อนอยู่ ใครเคยรู้บ้างละว่า สมาธิ ที่ใครนั่งๆๆๆๆ และ ให้เรานั่งๆๆ นั้น มันคืออะไร เพื่ออะไร แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าใช่ นั้นมันคือสมาธิ ใช่แล้ว วันนี้เราจะมีเรื่องราวรายระเอียดเกี่ยวกับสมาธิมาฝาก เรามารู้จักกันก่อนว่า ในขณะที่เราอยู่ในวิปัสนากรรมฐาน นั้น ได้พุดเรื่องอุปมาอุปมัย ที่จะสามารถ เข้าใจได้ง่ายๆว่า อะไรคือจิต อะไรคือสมาธิ และเพื่ออะไร ขึ้นมา คนขับ รถยนต์ องค์ประกอบของรถนั้นประกอบไปด้วย ล้อ ตัวถัง พวงมาลัย เครื่องยนต์ นั้นก็ไม่สามารถทำให้ รถขับเคลื่อนไปได้ ยังคงต้องอาศัย ระบบ ขบวนการทำงาน ที่เรียกว่า พลังงานการขับเคลื่อน นั้นก็คือ นำมันเชื้อเพลิง ถึงกระนั้นก็เถอะ ก็ยังไม่สามารถที่จะทำให้ รถยนต์ ขับเคลื่อนไปได้เอง ต้องอาศัย คนขับ ขึ้นมานั่งบังขับ รถยนต์ให้ขับเคลื่อนไป ไปในทิศทางทิศทางใดเล่า ก็ทิศทางตามแต่ใจคนขับ จะควบคุมไปนะสิ ดังนั้นรถยนต์จึงเป็นเพียง ยานพาหนะที่จะพาเราไปในทุกที่ทีใจเราปราถนา เรา คนขับ กว่าที่เราจะได้เข้าไปนั่งบังขับ ควบคุมให้รถยนต์วิ่งตามใจเราได้นั้น เราต้องมาเรียนรู้ตั้งแต้ การเปิดประตู การใช้กุญแจ การสตารท์ให้เครื่องยนต์ติด การ ใช้ ความเร็ว ความเร่ง การหยุดรถ การดับเครื่อง หรือแม้แต่การเปิดประตูออกจากตัวรถ เมือใดก็ตามที่ รถยนต์ ประสบปัญหา เล็กๆน้อยๆ ยังสามารถวิ่งไปได้ เราก็ลงมาจากรถ และซ่อมแซม มันซะเท่าที่เราทำได้ ถ้าหากเกินกว่าที่เราจะซ่อมได้ เราก็ต้องขับพามันไปเข้าอู่ซ่อม แต่ถ้าไม่สามารถวิ่งได้ เราก็ต้องหารถบังคับที่ใหญ่กว่ามาลากจูงไป เราแค่ยืนมอง รถยนต์ถูกลากจูกไปจนสุสายตา เพื่อทำการซ่อมแซม และเฝ้ารอว่าเมื่อไหร่จะเสร็จสมบูรณ์ ออกมารับใช้ให้เราบังคับขับขี่ อีกต่อไป และหากต้องด้วยอุบัติเหตุรุนแรง รถยนต์พังยับเยินไม่สามารถบังคับ ให้ขับเคลื่อนไปได้อีก เราคนขับ ก็ต้องหาวิธีเปิดประตูออกจากตังถังรถให้จงได้ ด้วยร่างกายที่สมบูรณ์ ก่อนที่ชีวิตเราจะแตกสลายไปกับซากรถยนต์นั้นฉันใด ชีวิตของคนเราหนึ่งชีวิตนั้นประกอบไปด้วย รูป ที่สามารถ จับต้องที่รู้เห็นสัมผัสได้ ได้ ประกอบไปด้วย เนื้อนังมัง สา เกษา ตับไต ใส้พุง ม้าม กระดุก เล่านี้ที่เรียกว่า ดิน ที่สามารถ จับต้องที่รู้เห็นสัมผัสได้ ได้ ประกอบไปด้วย น้ำเลือด น้ำหนอง เล่านี้เรียกว่า น้ำ ที่สามารถ จับต้องที่รู้เห็นสัมผัสได้ ได้ ประกอบไปด้วย ลมหายใจเข้าออก เล่านี้เรียกว่า ลม ที่สามารถ จับต้องที่รู้เห็นสัมผัสได้ ได้ ประกอบไปด้วย ไฟเผ่าผลาน ไฟอุ่นกาย เล่านี้เรียกว่า ไฟ รวมเป็นร่างกายที่เราเห็น หากแต่ยังไม่สามรถขับเคลื่อนไปไหนมาไหนเองได้ เวทนา ความรู้สึกสุข ทุกข์ และไม่สุกไม่ทุกข์ หากแต่ยังไม่สามรถขับเคลื่อนไปไหนมาไหนเองได้ สัญญา ความทรงจำ หากแต่ยังไม่สามรถขับเคลื่อนไปไหนมาไหนเองได้ สังขาร ความปรุงแต่งของจิต หากแต่ยังไม่สามรถขับเคลื่อนไปไหนมาไหนเองได้ วิณญาญ ความว่างเปล่า หากแต่ยังไม่สามรถขับเคลื่อนไปไหนมาไหนเองได้ จึงต้อง จิต, ที่ค่อบขับเคลื่อน กาย ของเรานั้นเอง ให้ไปในทิศทางทิศทางใดเล่า ก็ทิศทางตามแต่ จิต จะควบคุม พาไปนะสิ ดังนั้น ตัวเราเป็นเพียงวิญญาณ ที่อาศัยอยู่ในรูป(ร่าง)ที่เรามองเห็น คอยบังขับ ร่างกายให้ไปในทิศทางที่ จิต เราเป็นผู้กำหนด ดังนั้นกายเราจึงเป็นเพียงยานพาหนะ ที่จะทำพาเราไปในทุกหนทุกแห่ง เรา ที่แท้จริงแล้วก็คือวิญญาณที่ทำหน้าที่ทีค่อยดูแลให้กายนี่อยู่รับใช้เรา อยู่กับเรา ได้นานๆ แต่ถ้าหากวันไดที่ยานพาหนะ ที่เจ็บป่วยลงบ้าง เรา วิญญาณที่เป็นเพียงความว่างเปล่าไม่มีความเจ็บปวดแต่อย่างได เราก็แค่ซ้อมแซ่มได้เองบ้าง พาไปให้ช่าง(หมอ)อื่นซ่อมแซมบ้าง หรือ ถ้าหากถึงขั้น หนักหนา จำเป็นต้องลากจูงไปเข้าอู่(โรงพยาบาล)บ้าง เราก็ทำได้แค่ยืนมอง และเฝ้ารอว่า เมื่อไหร่มันจะซ่อมเสร็จและออกมารับใช้เราอีกต่อไป และหาก ต้องด้วยอุบัติเหตุรุนแรงกายพังยับเยินไม่สามารถบังขับ ขับเคลื่อนไปได้อีก เราคนขับ ต้องหาวิธีออกจากกายให้จงได้ ด้วยร่างกายที่สมบูรณ์ ก่อนที่ เรา วิญญาณ จะแตกสลายไปกับซากร่างกาย ฉันนั้น บังคับขับขี่รถยนต์ เรียนรู้วิธี เปิดเข้า เปิดออก เรียนรู้วิธีใช้ วิธีที่จะขับขี่เพื่อความปลอดภัย และเหตุใด เราจึงไม่เรียนรู้วิธีที่จะ ใช้จิตบังคับควบคุม วิญญาณ เพื่อขับเคลื่อนกายเราบ้างเล่า มาถึงตรงนี้พอจะบอกได้หรือยังละว่าสมาธิ ที่ใครๆเขาพยายามนั่งๆๆ และ ให้เรานั่งๆๆ นั้น มันคืออะไร เพื่ออะไร แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าใช่ นั้นมันคือสมาธิ วิญญาณ, ความว่างเปล่า คือ ตัวตนที่แท้จริงของเรา เมื่อไหร่ก็ตามที่จิตเราเป็นสมาธิ เราจะรุ้แจ้งเห็นจริง เราจะเป็นผู้รู้ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน หรือเป็น พุทธะ นั้นเอง และเมื่อจิตเรา เป็นสมาธิ เราอยู่กับวิญญาณ อยู่กับเรา เมื่อไหร่ก็ตาม ในยามที่กายเราเจ็บป่วย วิญญาณเราไม่เจ็บปวด เมื่อไหร่ที่เราเห็นว่าความตายเป็นเพียง กาย สังขาร กำลังจะแตกสลาย วิญญาณต่างหากที่จะอยู่นิรันดร์ แม้ความตายก็หาเราไม่พบ เราจักนำพาวิญญาณ ที่ปราศจาก ห่วงทั้งหลาย แม้แต่กายที่กำลังจะแตกสลาย ไม่หวัง เวียนวาย ตายเกิด วิญญาณที่สมบูรณ์ นั้นเรียกได้ว่า วิญญาณที่กำลังจักไปนิพาน ช่วงแรกๆ แม่ชีให้นั่งในโบตถ์ ฝึกสมาธิทั่วๆไปคือ ขาขวาทับขาซ้าย มือขวา ทับมือซ้าย หลังตรง หลับตา เพ่งลมหายใจเข้า พุทธ หายใจออกโท สลับกับการ เดินจงกรม สองวันผ่าน หลวงตาเข้ามาสอบถาม พบเพียง ความเมื่อยล้า ง่วงนอน ยังหาคำว่าสมาธิไม่เจอะ หลวงตาเลยให้วิธีใหม่ในทางลัดมา สำหรับคนที่มีเวลาน้อย วิธีที่หลวงตาสอนนั้นคือ การสอนลัด แต่กลับได้ผล คือหลวงตา ให้นั่งเพ่งที่องค์พระพุทธรูป เพ่ง เพ่ง เพ่ง แล้วค่อยๆหลับตาลง ให้ภาพ นั้น ยังอยู่ ถ้าภาพ นั้นเลือยหายไป ให้ลืมตาขึ้นมาเพ่งใหม่ ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเห็นชัดๆ ท่านเรียกว่า พุทธนิมิต ถือว่าได้ผลอย่างมาก มีสมาธิมากขึ้น เพราะถ้าเราไปคิดเรื่องอื่นๆ ภาพนั้นจะเลือนหายไป มือใหม่ๆอย่างเราๆ อย่าว่าแต่คิดเรื่องอื่นเลยแค่รู้สึกว่ากระพริบตา ภาพก็เลือนหายไปแล้ว วันแรก องค์พระพุทธรูป ที่ได้ จะยังคงดำมีด เหมือนเป็นเงาเศียร เท่านั้นเอง ภาพที่ได้จะกระทอนกระแทน ขาดๆ หายๆ ต้องลืมตามาเพ่งมองบ่อยๆ วันที่สอง เริ่ม ได้ทั้งองค์ กระพริบตา ดูกี่ครั้งๆ ก็ไม่เลือนหายไปง่ายนัก ลืมตามาดู หรือ เพ่งใหม่น้อยครั้งลงกว่าเดิม วันที่สาม สี่ ไม่ต้องเพ่งมองพระพุทธรูปแล้ว แค่หลับตาลง ไม่ว่าอยู่ท่าไหนๆ นั่ง ยืน นอน ก็จะสามรถเห็นองค์ แต่ยังคงมืดอยู่ แต่ที่สำคัญไม่รู้สึกเมื่อย ไม่งวง ไม่วอกแวก พบคำว่าสมาธิ วันที่เหลือท้ายๆบอกได้เลยว่าจิตเข้าสู่ธารแห่งสมาธิ รอเพียงการมั่นฝึกฝน อดทนปฎิบัติ ซึ่งต้องใช้วันเวลาที่ยาวนาน เพื่อความชำนาญ และแตกฉาน หลวงตาบอกว่าถ้าเราเป็นสมาธิแล้ว จิตเราจะใสเหมือนแก้ว องค์พระพุทธรูปหน้าตักกว้างเท่าไหร่ๆก็มองเห็นเท่านั้น หลวงตายังบอกอีกว่าฝึกสมาธินะที่ใหนก็ได้ แต่เราต้องรู้พื้นฐาน และวิธีที่ถูกต้อง ฝึกไปเรื่อยๆค่อยเป็นค่อยไป เดี่ยวก็เข้าถึง ที่ท่านเรียกว่า ฌาน นั้นเอง งั้นเราก็รู้วิธีการฝึกสมาธิ เท่าๆกันแล้ว เรามาฝึกสมาธิ เพื่อให้จิตเป็นสมาธิกันเถอะ ก่อนที่เราจะปล่อยให้ วิญญาณของเราแตกสลายไปกับเรือนร่างสังขาร และกาลเวลา