บทที่ 1
บทนำ
1.1 ความสำคัญและความเป็นมาราชวงศ์อับบาสียะฮฺ
อาณาจักรอิสลามมีประวัติความเป็นมาอันยาวนานเริ่มตั้งแต่นบีมุฮัมหมัด[1](r)[2]สถาปนาเป็นรัฐอิสลามแห่งแรก ณ นครมะดีนะฮฺ และได้มีการสืบทอดการปกครองจากท่านมาเรื่อยๆ โดยบรรดาคูลาฟาอฺอัรรอชีดูน[3] ราชวงศ์อุมัยยะฮฺ ราชวงศ์อับบาสียะฮฺ และราชวงศ์อื่นๆ สุดท้ายราชวงศ์อุษมานียะฮฺตามลำดับ
ราชวงศ์อับบาสียะฮฺเป็นยุคที่มีความสำคัญยุคหนึ่งในประวัติศาสตร์อิสลาม และเป็นยุคที่มีความเจริญรุ่งเรืองในด้านศาสนา วัฒนธรรม การศึกษา การเมือง การปกครอง สังคมและเศรษฐกิจ ซึ่งใช้ระยะเวลาในการปกครองยาวนานถึง 524 ปี และระหว่างปี ฮิจเราะฮฺศักราช[4]132-247 เป็นช่วงแรกแห่งการเรืองอำนาจมากที่สุดของการปกครอง ซึ่งการปกครองราชวงศ์นี้โดยเคาะลีฟะฮฺ 10 ท่านแรก[5] และมีเคาะลีฟะฮฺท่านหนึ่งที่มีความสำคัญมากที่สุดคือ เคาะลีฟะฮฺ ฮารูน อัรรอชีดเคาะลีฟะฮฺ ฮารูน อัรรอชีด เป็นเคาะลีฟะฮฺคนที่ 5 ในราชอาณาจักรอับบาสียะฮฺ ท่านได้ขึ้นครองราชย์เมื่ออายุย่างเข้า 22 ปี ( al-Tabari , 1987: 617 , Ibn Kathir, 1997: 585 ) ปราศจากการขัดขวางจากผู้อื่น และยังสามารถปกครองราชอาณาจักรอิสลามอันกว้างใหญ่ไพศาลได้นานถึง 23 ปี เนื่องจากท่านเป็นผู้ที่มีบุคลิกลักษณะความเป็นผู้นำสูง และมีความสามารถในการบริหารแผ่นดินที่ดีเลิศ ในสมัยการปกครองของท่านเป็นสมัยที่วิทยาการอิสลามมีความเจริญรุ่งเรืองที่สุดทั้งวิชาการศาสนา การเมืองการปกครอง การประกอบอาชีพ และอื่นๆ ความเจริญดังกล่าวจึงทำให้มีผู้แสวงหาความรู้จากตะวันตกมากมายได้เดินทางเข้าในกรุงแบกแดดซึ่งเป็นเมืองที่ได้รับการยกย่องว่ามีความวิจิตรงดงามมีความเจริญก้าวหน้าและมีอารยธรรมมากที่สุดของโลก โดยมีเคาะลีฟะฮฺ ฮารูน อัรรอชีด เป็นผู้ให้การอุปถัมภ์ ทรงมีกระแสรับสั่งให้มีการแปลงานศิลปะ วิทยาการต่างๆ จากกรีก อินเดียและประเทศอื่นๆ เป็นภาษาอาหรับ จึงมีนักวิชาการ พ่อค้า และนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกพากันหลั่งไหลเข้ามาเพื่อศึกษาค้นคว้าหาความรู้ ค้าขาย ท่องเที่ยว และนำสิ่งที่ได้รับแผ่ขยายสู่ประเทศยุโรปทำให้เคาะลีฟะฮฺ ฮารูน อัรรอชีด ได้รับการยอมรับจากประชาชาติมุสลิมและประชาชาติทั่วโลกจนถึงปัจจุบัน
เคาะลีฟะฮฺ ฮารูน อัรรอชีดมักจะเดินทางไปทั่วราชอาณาจักร เพื่อดูสภาพความเป็นอยู่ของประชาชนและช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความทุกข์ยากลำบาก ทรงแจกจ่ายเงินเป็นจำนวนมากให้แก่คนยากจนและคนขัดสนเป็นเนืองนิจ ทำให้ราชอาณาจักรของท่านเกิดความสงบสุข ปลอดภัย ชื่อเสียงของท่านจึงขจรขจายไปทั่วภาคพื้นตะวันออกและแผ่ขยายไปจนถึงภาคพื้นตะวันตก ดังจะเห็นได้จากหนังสือกวีนิพนธ์ลิลิตนิทราชาคริตของรัชกาลที่ 5 ที่ได้ยกย่องเคาะลีฟะฮฺ ฮารูน อัรรอชีด ว่าเป็นผู้นำที่เปี่ยมไปด้วยความรู้ ความสามารถ และมีคุณธรรมในการปกครอง และพัฒนาบ้านเมืองให้มีความเจริญรุ่งเรืองและสงบสุข ( พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว , 2530 : 134 - 135)
- 1.2
- การถือกำเนิดของราชวงศ์อับบาสียะฮฺ</span></strong>
- 1) ยุคการก่อตัว</span></strong>ราชวงศ์อับบาสียะฮฺ
- ผู้ที่สืบเชื้อสายมาจากอับบาส อิบนฺ
- อับดุลมุฏฎอลิบ ซึ่งเป็นอาของนบี</span>มุฮัมหมัด(e)โดยมีอะลี
- อิบนฺ อับดุลลอฮฺ อิบนฺ อัลอับบาส อิบนฺ อับดุลมุฏฎอลิบ
- เป็นผู้นำและผู้ริเริ่ม
- ซึ่งในเวลานั้นพวกเขาอาศัยอยู่ในแคว้นอัลหุมัยมะฮฺ
- ซึ่งเป็นหมู่บ้านเล็กๆตั้งอยู่บริเวณทะเลตาย</span>(Dead Sea )
- ในประเทศจอร์แดนปัจจุบัน ใกล้กับเมืองอัลอะกอบะฮฺ
- ในสมัยการปกครองของอัลวะลิด อิบนฺ อับดุลมาลิก ในปี
- ฮ</span>.ศ. 98 เคาะลีฟะฮฺ สุไลมาน อัลอะมะวียฺ
- ได้เชิญอะบูฮาชิม อิบนฺ มุฮัมหมัด อิบนฺ
- อัลฮะนะฟียะฮฺ ซึ่งเป็นผู้นำชีอะฮฺ
- กีซานียะฮฺให้มาพบกับท่าน
- หลังจากที่ได้พบและทำความรู้จักกับอะบูฮาชิมเป็นเวลาอันสมควรแล้วทำให้ท่านได้รู้จักบุคลิกและสติปัญญาของอะบูฮาชิมจึงเกิดความรู้สึกเป็นกังวลและไม่สบายใจต่อตำแหน่งการเป็นเคาะลีฟะฮฺของตัวเอง
- ดังนั้นเคาะลีฟะฮฺสุไลมานจึงได้วางแผนเพื่อที่จะฆ่าอะบูฮาซิมโดยการใส่สารพิษลงในนมที่ได้เตรียมไว้
- ซึ่งแผนการดังกล่าวได้เป็นไปตามที่วางไว้คือ อะบูฮาชิม
- ได้กินอาหารที่มีพิษเข้าไปทำให้เขาเกิดความรู้สึกว่าตัวเองกำลังใกล้จะตาย
- และในขณะที่กำลังเดินทางกลับไปยังที่อาศัยนั้น
- เขาได้หยุดพักการเดินทางทีเมืองอัลหุมัยมะฮฺ
- และได้มอบตำแหน่งอิมามให้กับมุฮัมหมัด อิบนฺ อะลี อัลอับบาส
- พร้อมกับแนะนำให้เขารู้จักบรรดานักดาอีย์</span>[6]ที่มาจากเมืองกูฟะฮฺและฝากจดหมายให้บรรดานักดาอีย์เหล่านั้นไว้ด้วย
- จากนั้นตำแหน่งอิมามจึงเปลี่ยนจากสายตระกูลอะลี อิบนฺ
- อะบีฎอลีบไปยังสายตระกูลบะนีอับบาซ ซึ่งมีผู้นำ คือมุฮัมหมัด อิบนฺ
- อะลี อิบนฺ อับดุลลอฮฺ อิบนฺ อับบาส อิบนฺ</span></span>อับดุลมุฏฎอลิบ
- (HasanIbrahim
- Hasan</span>,1983 :10 –13)
- ในปี ฮ.ศ.100 มุฮัมหมัด อิบนฺอะลี
- ได้ก่อตั้งขบวนการเผยแผ่แนวคิดการปกครองของตระกูลอัลอับบาส
- เพื่อให้ได้รับความสำเร็จในการแผ่ขยายอิสลามจึงได้วางระบบแบบแผนดังนี้</span></span>
- 1.1)
- จัดตั้งศูนย์กลางการเผยแผ่แนวคิด</span>[7]</span></strong>
- 1.
- เมืองกูฟะฮฺ[8]
- ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางประชาสัมพันธ์ในการเผยแผ่แนวคิดนี้
- และได้แต่งตั้ง</span></span>มัยสาเราะฮฺ
- เป็นเมาลา[9]อะลี อิบนฺ
- อับดุลลอฮฺ เป็นผู้นำการเผยแผ่ ณ เมืองกูฟะฮฺ (</span>Muhammad al-khudri
- Bek</span>, 2001 : 16
- )</span> 2.แคว้นคูรอซานเป็นแคว้นที่กว้างใหญ่ในทวีปเอเชียซึ่งทิศเหนือและทิศตะวันออกติดกับแม่น้ำโอซุส
- (
- Oxus River
- )</span>และทิศใต้
- ติดกับภูเขาฮินดูกูซ ส่วนชายแดนติดกับเปอร์เชีย
- เป็นที่อยู่อาศัยของพวกที่สนับสนุนชีอะฮฺและได้แต่งตั้งมุฮัมหมัด
- อิบนฺ กูไนซี</span> หัยยาน
- อัล-อัฏฏอร</span> และ อะบูอิกริมะฮฺ
- ซัยยาด อิบนฺ ดัรฮัม อัซซีราจ (อะบู มุฮัมหมัด อัล-ศอดิก)
- เป็นผู้นำเพื่อความสำเร็จในการเผยแผ่ในแคว้นนี้
- ต่อมาอะบูอิกริมะฮฺได้คัดเลือกและแต่งตั้งหัวหน้านักเผยแพร่ 12 คน
- เป็นผู้สนับสนุนช่วยในการดำเนินงานผู้นำทั้ง</span>
- 2
- คนนั้นด้วย
- คือ</span>
- 1. สุไลมาน อิบนฺ กะษีร อัลคอซาอียฺ</span>
- 2. มาลิก อิบนฺ อัลไฮษัม
- อัลคอซาอียฺ</span>
- 3. ฏอลฮะฮฺ อิบนฺ ซะริค อัลคอซาอียฺ</span>
- 4. อัมรู อะอฺยูน อิบนฺ อัลคอซาอียฺ</span>
- 5. อีชา อิบนฺ อะอฺยูน อัลคอวาอียฺ</span>
- 6. กูหฺตูบะฮฺ อิบนฺชาบีบ อัลฎออียฺ</span>
- 7. ลาฮีส อิบนฺ กูรอซ์ อัลตะมีมียฺ</span>
- 8. มูชา อิบนฺ กาอฺบ์ อัลตะมีมียฺ</span>
- 9. อะบู ดาวูด คอลีด อิบนฺ อิบรอฮีม อัลไชบานียฺ</span>
- 10. อะบู อะลี อัลฮัรวียฺ ชาบ์ลู อิบนฺฎอห์มาน
- อัลฮะนะฟียฺ</span>
- 11. อัลกอฺชีม อิบนฺ อิสมาแอล อัลมุตีอียฺ</span>
- 12. อิมรอน อิบนฺ อิสมาแอล อัล-มุอีฏี</span> หลังจากนั้นได้คัดเลือกบุคคลเป็นสมาชิกแนวหน้าเพื่อดำเนินงานจำนวน
- 70 คน
- พวกเขาได้ดำเนินงานอย่างต่อเนื่องจนถึงการสถาปนาในปี ฮ.ศ.132
- และได้แต่งตั้งอะบูญะอฺฟัร อัลมันศูรเป็น</span></span>เคาะลีฟะฮฺ
- ท่านแรกของราชวงศ์นี้(</span> Muhammad
- al- Khudri bek</span>,
- 2001 : 16 )</span> 1.2)
- ขั้นตอนการเผยแผ่ของราชวงศ์อับบาสียะฮฺ </span></strong>
- 2.1ขั้นตอนแรกของการเผยแผ่อย่างลับๆ
- โดยปราศจากอาวุธใด ๆ
- บรรดานักเผยแผ่ในขั้นนี้ได้ปลอมตัวเป็นพ่อค้าและเป็นผู้แสวงหาบุญในช่วงเวลาทำพิธีฮัจย์
- พวกเขาได้ใช้เวลาในการแผ่ขยายแนวคิดด้วยความอดทนถึง</span>
- 27
- ปี จนถึงปี เริ่มตั้งแต่ปี ฮ.ศ.
- 100 จนถึงปี ฮ.ศ.
- 127</span></span> กลุ่มอับบาสียะฮฺเริ่มมีการเคลื่อนไหวและขยายบทบาทของตัวเองให้มากขึ้นในสมัยของ
- อุมัร</span> อับดุลอะซิซ[10]ผู้เป็นเคาะลีฟะฮฺของราชอาณาจักรอุมัยยะฮฺ
- ซึ่งเป็นช่วงเวลาหรือโอกาสดีของราชวงศ์</span>อับบาสียะฮฺที่จะกำเนิดเกิดขึ้นมา
- นับได้ว่าในยุคนี้เป็นโอกาสของราชวงศ์อับบาสิยะฮฺอย่างมาก
- ที่ได้จัดขบวนการเคลื่อนไหวพร้อมกับจัดกิจกรรมต่างๆ อย่างลับๆ
- โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะสถาปนาอาณาจักรอิสลามเป็นของตนเอง</span>การปกครองในยุคของเคาะลีฟะฮฺ
- อุมัร อับดุลอะซิซ ประชาชาติมีอิสระในการดำเนิชีวิตประจำวันอย่างมาก
- และท่านยังได้สร้างความยุติธรรม ความยำเกรงต่อเอกองค์อัลลอฮฺ
- ให้เกิดขึ้นต่อประชาชาติทั้งมวล
- ในขณะเดียวกันเคาะลีฟะฮฺ อุมัร อับดุลอะซิซ
- พยายามต่อต้านความอธรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นในราชอาณาจักร
- ท่านได้ใช้หลักการ และกฎหมายอิสลามอย่างจริงจัง
- พร้อมกับสร้างความยุติธรรมเท่าเทียมกัน
- ประชาชนมีสิทธิที่จะดำเนินกิจกรรมต่างๆ
- และยังมีจุดยืนเป็นของตัวเองได้แต่ห้ามรวบรวมผู้คนซ่องสุมกำลังทหารต่อสู้กับรัฐบาลด้วยเหตุนี้กลุ่มอับบาสียะฮฺจึงฉวยโอกาสที่เอื้ออำนวยนี้มาวางแผนอย่างลับๆ
- ไม่ได้เปิดเผยอย่างชัดเจนให้เป็นที่รู้จักต่อสังคม
- แต่กลุ่มของอับบาสียะฮฺใช้ชื่อของฮาชิมเพื่อไม่ให้เกิดความแตกแยกระหว่างซีอะฮฺที่สนับสนุนอาลีกับชีอะฮฺที่สนับสนุนอับบาส
- ซึ่งทั้งสองฝ่ายนั้นเป็นสายตระกูลของฮาชิม</span>[11]ด้วยกันทั้งสองฝ่าย
- จากนั้นการเคลื่อนไหวของกลุ่มอับบาสียะฮฺก็ดำเนินการเผยแผ่แนวคิดต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง</span>
- (Hasan
- Ibrahim Hasan</span>,1983 : 12
- –13 ) </span> 2.2
- ขั้นตอนการประกาศตัวอย่างชัดเจน
- ขั้นตอนนี้เริ่มขึ้นในปี
- ฮ</span>.ศ.128
- หลังจากอะบูมุสลิม</span></span> อัลคูรอซานียฺ
- มีอำนาจในคูรอซาน จนสามารถก่อตั้งอาณาจักรอับบาสียะฮฺในปี
- ฮ</span>.ศ. 132
- </span>(Ibn
- Kathir</span>,1997 : 223 )
- ในปี
- ฮ</span>.ศ. 105
- บุไกร์ อิบนฺ มาฮาน
- ซึ่งเป็นผู้หนึ่งที่มีฐานะร่ำรวยและมีเกียรติ
- มีอิทธิพลอย่างมากในการช่วยเหลือในด้านการเงินและอื่นๆของตระกูลนี้
- เขาได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้นำที่เมืองกูฟะฮฺแทน</span></span>มัยสาเราะฮฺที่เสียชีวิตไป
- ต่อมาบูไกร์ อิบนฺ มาฮาน
- ได้ดำเนินการแผ่ขยายอิสลามด้วยความเข้มแข็งและมีความสามารถมาก
- และเมื่อท่านเสียชีวิต ลูกเขยของท่าน คือ ฮัฟเซน อิบนฺ
- สุไลมาน เจ้าของฉายา</span> อะบูซะละมะฮฺ
- อัลคอลลาล ขึ้นเป็นผู้นำแทน</span> ในช่วงการแพร่ขยายแนวคิดที่คูรอซานบรรดานักเผยแผ่ของราชวงศ์อับบาสียะฮฺหลายคนถูกจับ
- และ ถูกทรมาน
- บางคนก็ถูกฆ่าหรือไม่ก็ถูกเนรเทศออกนอกประเทศ
- </span>
- ต่อมาในปีฮ</span>.ศ 125
- มุฮัมหมัด อิบนฺ อะลีอัลอับบาส เสียชีวิต
- ลูกชายชื่ออิบรอฮีมซึ่งมีฉายา</span></span>“อัลอิมาม”ก็ได้รับการดำรงตำแหน่งเป็นอิมามต่ไป อิบรอฮีม
- พยายามสร้างความสัมพันธ์และชักชวนโน้มน้าวกับกลุ่มเยาวชนที่กล้าหาญทั้งหลาย
- ความพยายามดังกล่าวทำให้อาบูมุสลิม อัลคูรอซาน</span>[12]
- ได้เข้าร่วมกับกลุ่มนักเผยแผ่เหล่านี้ด้วย</span>
- ในปี
- ฮ</span>.ศ.127หลังจากได้เห็นถึงความสำคัญอันแข็งกล้าและความใฝ่ฝันอันสูงส่งของ
- อะบูมุสลิม อัลคูรอซานียฺ แล้วทำให้ อิบรอฮีม อัลอิมาม แต่งตั้ง
- อะบูมุสลิม
- เป็นผู้นำในการเผยแผ่แนวคิดที่เมือง</span></span>คูรอซาน
- จากนั้นอะบูมุสลิม อัลคูรอซานียฺ
- ถูกส่งไปยังคูรอซานพร้อมกับจดหมายฝากให้ชาวคูรอซานซึ่งข้อความในจดหมายนั้นมีความว่า</span>
- ”
- ชาวคูรอซานทุกคนต้องภักดีและปฏิบัติตามคำสั่งของอะบูมุสลิม
- (Ibn
- Kathir</span>, 1997
- 223 )</span>
บุคคลสำคัญในการเคลื่อนไหวระดับแนวหน้าของอับบาสียะฮฺก็ได้ปรากฏตัวขึ้นนับตั้งแต่อะบูมุสลิมอัลคูรอซานียฺได้เริ่มเผยแผ่แนวคิดก่อตั้งอาณาจักรอับบาสียะฮฺที่แคว้นคูรอซาน
ในปี ฮ.ศ.
129ก่อนที่ราชวงศ์อุมัยยะฮฺจะสลายลงเพียง 3 ปี
แต่ก่อนที่ราชวงศ์อุมัยยะฮฺจะล่มสลายไป
บุคคลในตระกูลฮาชิมซึ่งประกอบด้วยกลุ่มลูกหลานของท่านอะลี
อิบนฺ อะบีฏอลิบ ซึ่งเรียกกันว่า
“อัลอะละวียีน”
และลูกหลานของอับบาส ซึ่งเรียก
“อัลอับบาสิยีน”
ได้ประชุมกันขึ้นที่แคว้นฮิญาซ[13]พวกเขาได้ปรึกษาหารือกันถึงวิธีการที่จะกำจัดราชวงศ์อุมัยยะฮฺและคัดเลือกตัวบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งเคาะลีฟะฮฺแทน
ในกรณีที่การปฏิวัติเป็นผลสำเร็จ
ในที่สุดผู้ที่เข้าร่วมประชุมก็ได้คัดเลือกตัวบุคคลผู้หนึ่งซึ่งร่วมประชุมอยู่ด้วย
ชื่อ มุฮัมหมัด อิบนฺ
อับดุลลอฮฺ อิบนฺ อัลหะซัน
ซึ่งเป็นบุตรของอัลหะซัน อิบนฺ อะลี อิบนฺ
อะบีฏอลิบให้เป็นผู้ดำรงตำแหน่งเคาะลีฟะฮฺ
แต่เมื่อการปฏิวัติประสบผลสำเร็จในภาย หลัง บุคคลผู้นี้กลับไม่ได้รับตำแหน่งเคาะลีฟะฮฺตำแหน่งดังกล่าวกลับไปตกอยู่ที่บุคคลผู้หนึ่งในตระกูลอัลอับบาสียะฮ์ซึ่งมีชื่อเรียกกันว่า
“ อะบูอับบาส”
เมื่อเหตุการณ์ได้กลับกลายมาเป็นเช่นนี้
พวกอะละวียีนจึงได้ลุกขึ้นทำการเรียกร้องและต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งตำแหน่งดังกล่าวนั้น
คนแล้วคนเล่าที่พวกเขาได้ลุกขึ้นเรียกร้อง
แต่ก็ไม่ได้รับความสำเร็จตรงกันข้ามกลับได้รับการกดขี่ข่มเหงและถูกทำร้ายทารุณตลอดมาดังเช่นที่พวกเขาได้เคยประสบมาแล้วจากอุมัยยะฮฺ
ในขณะเดียวกันพวกเขาก็ขัดขวางความพยายามของพวกอะละวียีนที่ขอตำแหน่งให้แก่กลุ่มตระกูลของตน
เหตุการณ์ทั้งหมดขึ้นอยู่กับ อะบูมุสลิม
อัลคูรอซานียฺ
ซึ่งฉวยโอกาสที่เอื้ออำนวยไปปรากฏตัวที่แคว้นคูรอซาน
ในขณะที่สถานการณ์ทั่วไปเลวลง
เขาได้จุดชนวนความปั่นป่วนขึ้น
และปรากฏตัวเป็นปฏิปักษ์ต่อราชวงศ์อุมัยยะห์อย่างเปิดเผย
ความพยายามของเขาได้รับความสำเร็จ
โดยได้รับความร่วมมือจากพวกอัลมะวาลีย์[14]
ซึ่งได้พากันหลั่งไหลเข้ามายังแคว้นคูรอซานทั่วทุกทิศและได้มารวมตัวกันอยู่ที่บ้านอะบูมุสลิมที่แคว้นคูรอซาน
เป็นจำนวนถึงหนึ่งแสนคน เพื่อร่วมแผ่ขยายแนวคิดนี้
พวกเขาสามารถยุแหย่บุคคลในตระกูลอุมัยยะฮฺที่อาศัยอยู่ในแคว้นคูรอซานให้จงเกลียดจงชังราชวงศ์อุมัยยะฮฺด้วย
นอกจากนั้นยังสามารถเกลี้ยกล่อมชาวเยเมนที่อยู่ในแคว้นนั้น
ซึ่งเป็นศัตรูต่อราชวงศ์อุมัยยะฮฺอยู่แล้วให้เข้าสมัครพรรคพวกได้
ต่อมาพวกเขาไปรวมตัวกันอยู่ที่ชานเมืองเมิร์ฟ
ซึ่งเป็นเมืองหลวงของแคว้นคูรอซาน ในขณะเดียวกัน
นัศรฺ อิบนฺ สิยาร
ข้าหลวงของอาณาจักรอุมัยยะฮฺที่ประจำอยู่ที่แคว้นคูรอซานได้ส่งสารไปขอความช่วยเหลือจากท่านเคาะลีฟะฮฺมัรวาน
อิบนฺ มุฮัมหมัด
หลายครั้งแต่ไม่ได้รับความช่วยเหลือแต่อย่างใด
ต่อมากองกำลังของทั้งสองฝ่ายได้เข้าทำการต่อสู้กันอย่างดุเดือด
ในที่สุดฝ่ายของนัศรฺ อิบนฺ สิยาร ก็แตกพ่ายกระเจิงไป
และตัวเขาเองได้สิ้นชีวิตลงที่เมืองเมิร์ฟ(Marv)นั่นเอง
ฝ่ายของอะบูมุสลิมจึงเข้ายึดเมืองเมิร์ฟ(Marv)ได้สำเร็จ
เขาได้กำจัดหัวหน้าเผ่าต่างๆ ที่พยายามจะชิงกันเป็นใหญ่ลงจนหมดสิ้น
ชื่อเสียงของอะบูมุสลิมได้โด่งดังขึ้นและเป็นที่ร่ำลือกันทั่วไป
หลักจากนั้นไม่นานบุคคลระดับแนวหน้าของฝ่ายอับบาสิยะฮฺได้เดินทางมายังเมืองกูฟะฮฺ
โดยมีผู้เข้าร่วมเดินทางหลายคน เช่น อะบูอับบาสอัสสะฟาฮฺ,
อะบูญะอฺฟัร อัลมันศูร , อับดุลลอฮฺ อิบนฺ
อะลีอัลอับบาสียฺผู้เป็นน้าของอะบูอับบาส และอะบูญะอฺฟัรและอีซา อิบนฺ
มูชา อิบนฺ อะลี อิบนฺ อับดุลลอฮฺ อิบนฺ อับบาส
บุคคลดังกล่าวนั้นเป็นบุคคลสำคัญของตระกูลอับบาสิยะฮฺทั้งสิ้น
หลังจากนั้นสองปีต่อมาตระกูลอับบาสิยะฮฺสามารถกำชัยชนะและมีอิทธิพลในเมืองกูฟะฮฺไว้ทั้งหมดอิบนฺหุบัยเราะฮฺข้าหลวงราชวงศ์อุมัยยะฮฺประจำเมืองกูฟะฮฺถูกพวกอับบาสิยะฮฺตีแตกไปอย่างยับเยินจนต้องถอยทัพไปอยู่ที่เมืองวาสิฏ
ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างเมืองกูฟะฮฺกับเมืองบัสเราะฮฺในภาคใต้ของอิรัก
( Abd Allah Ibn ‘Ali
al-Musnid,1993 : 65 - 66
)
ในต้นปี ฮ.ศ. 132 อะบูสะลามะฮฺ
อัลค๊อลลาล ได้เข้ายึดเมืองกูฟะฮฺไว้อย่างเด็ดขาด
แต่ยังไม่ได้ดำเนินการให้สัตยาบันต่อผู้นำของอับบาส
จึงทำให้เกิดการสงสัยกันขึ้นว่า อะบูสะลามะฮฺ
อาจมีแนวความคิดที่จะเปลี่ยนการให้สัตยาบันในการเป็นเคาะลีฟะฮฺไปยังพวกอาลาวิยีน
ในที่สุดพรรคพวกของตระกูลอับบาสียะฮฺจึงให้ทั้งสองคน คือ
อะบูอับบาส และอะบูญะอฺฟัร
อัลมันศูร ปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าประชาชน
และได้มีการให้สัตยาบันกันเป็นทางการ 2)
ยุคการก่อตั้ง 2.1)
ยุคของอะบูอับบาส อัสสะฟาฮฺในปี
ฮ.ศ. 132
(ค.ศ. 750) อะบู
อับบาส อัสสะฟาฮฺ ขึ้นครองราชย์
เป็นเคาะลีฟะฮฺท่านแรกของอาณาจักรอับบาสียะฮฺ ท่านเป็นลูกของมุฮัมหมัด
อิบนฺ อะลี อิบนฺ อับดุลลอฮฺ อิบนฺ อัลอับบาส อิบนฺ
อับดุลมุฏฏอลิบ
ท่านได้รับการแต่งตั้งจากพี่ชายของท่าน คือ อิบรอฮีม อัลอิมาม
ให้เป็นเคาะลีฟะฮฺ อะบูอับบาส
เป็นผู้ทำงานอย่างจริงจังและมีระเบียบวินัยตั้งแต่เริ่มรับหน้าที่
ท่านถูกตั้งฉายาว่า “
อัสสะฟาฮฺ ” มีความหมายว่า
“การนองเลือด”
ท่านเป็นผู้ออกคำสั่งให้ฆ่าและสังหารบุคคลสำคัญๆ
และผู้อาวุโสในราชวงศ์อุมัยยะฮฺอย่างเหี้ยมโหดที่สุด
ถึงแม้ว่าต้องขุดหลุมฝังศพคนที่ตายแล้วก็ตาม
แต่ถึงอย่างไรความเหี้ยมโหดที่อะบู อัลอับบาส อัสสะฟาฮฺ ได้กระทำไว้
ก็ยังมีบุคคลผู้หนึ่ง คือ อับดุลเราะมาน
เจ้าชายที่เฉลียวฉลาดแห่งวงศ์ตระกูลอุมัยยะฮฺ
สามารถหลบหนีออกจากเมืองไปได้
และได้จัดตั้งขบวนการเพื่อวางแผนในการก่อตั้งอาณาจักรอิสลามในประเทศสเปน
ถึงแม้สถานการณ์ภายในจะไม่สงบเรียบร้อยอันเนืองมาจากกระแสการต่อต้านอะบูอับบาส
เพราะความโหดเหี้ยมของเขาก็ตาม
แต่การปฏิรูปและการพิชิตดินแดนของท่านก็ยังคงดำเนินต่อไป
ท่านได้ก่อตั้งเมืองใหม่ที่มีชื่อว่าฮัชมียะฮฺ
ขึ้นมาอีกเมืองหนึ่งในอิรักและให้เมืองนี้เป็นเมืองหลวงของราชวงศ์อับบาสียะฮฺ
ตำแหน่งเสนาบดีหรือรัฐมนตรีได้ถูกแต่งตั้งขึ้นเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์อิสลามและมีการปฏิรูปการบริหารงานหลายอย่าง
การกบฏของพวกฮินดูในแคว้นซินด์ได้ถูกปราบและพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายจากการต่อสู้ได้ถูกฟื้นฟูบูรณะให้คนเข้ามาอยู่อีกครั้งหนึ่ง
ถึงแม้จะเป็นคนที่ชอบใช้ความรุนแรงและโหดเหี้ยม แต่อะบู อับบาส
อัสสะฟาฮฺก็ยังเป็นผู้ปกครองที่ฉลาด
ใจกว้างและยังมีจิตใจที่คิดจะช่วยเหลือคนอื่นอยู่บ้าง
เขาเกลียดความหรูหราฟุ่มเฟือยและชีวิตเสเพลแต่ในขณะเดียวกันเขาก็ชอบการศึกษาหาความรู้
(Ibn Kathir,1997 : 61
) อะบู อับบาส
อัสสะฟาฮฺเสียชีวิตในเดือนซุลฮิจญะฮฺ ฮ.ศ.
136 2.2)
ยุคของอะบูญะอฺฟัร อัลมันศูร
อะบูญะอฺฟัร อัลมันศูร น้องชายของอะบู อับบาส อัสสะฟาฮฺ
ได้ขึ้นมาสืบทอดอำนาจขึ้นครองราชย์เป็นเคาะลีฟะฮฺ ต่อจากอะบูอับบาส
อัสสะฟาฮฺในปี ฮ.ศ.136 (
ค.ศ.754 )
ท่านเป็นผู้ปกครองที่เข้มงวดและเด็ดขาดในการปฏิบัติงานต่างๆ
และท่านเป็นผู้รวบรวมรัฐอิสลามให้มีความมั่นคงเข้มแข็ง
ท่านไม่เกรงกลัวต่ออำนาจของราชวงศ์อุมัยยะฮฺที่ล่มสลายไปแล้วแต่ที่ท่านกลัว
คือ การสูญเสียตำแหน่งเคาะลีฟะฮฺ เพราะสาเหตุ 3 ประการ
ดังนี้1.
ความขัดแย้งกับน้าของท่าน คือ อับดุลลอฮฺ อิบนฺ อะลี
ซึ่งเป็นแม่ทัพที่เข้มแข็งและเป็นที่เกรงขาม
ชื่อเสียงของเขาเป็นที่รู้จักในวงศ์ตระกูลอับบาสียะฮ์
จากบุคลิกและสติปัญญา
อับดุลลอฮฺ อิบนฺ อะลี
ก็มีความต้องการที่จะครองตำแหน่งเคาะลีฟะฮฺด้วยเหมือนกัน
2.
อะบูญะอฺฟัร อัลมันศูร
ยอมรับว่าอะบูมุสลิมเป็นผู้ที่มีบทบาทอย่างมากในการโค่นล้มอาณาจักรอุมัยยะฮฺ
ท่านจึงเห็นว่า อะบูมุสลิมไม่ใช่คนสามัญธรรมดา
หากเขายังอยู่อำนาจการปกครองของท่านจะมีอุปสรรคเพราะงานทุกอย่างจะต้องผ่านความเห็นชอบจากอะบูมุสลิมก่อน
ด้วยเหตุนี้อะบูญะอฺฟัร อัลมันศูร
จึงเกรงว่าอะบูมุสลิมจะแย่งตำแหน่งนี้ไป 3. อะบูญะฟัร
อัลมันศูร กลัวต่อสายตระกูล อะลี อิบนฺ อะบีฏอลิบ
ซึ่งประชาชาติส่วนใหญ่มีความใกล้ชิดกับสายตระกูลนี้อย่างมาก
แต่ตำแหน่งเคาะลีฟะฮฺไม่ได้อยู่กับพวกเขา
ท่านเกรงว่าหากสายตระกูลนี้เรียกร้องตำแหน่งคาะลีฟะฮฺ
แน่นอนที่สุดพวกเขามีสิทธิ์อย่างมากที่จะได้รับตำแหน่งนี้
สาเห
รูปคนเขียนบล็อกหล่อมากครับ
แหมเล่นงัดวิทยานิพนธ์มาลงเลยหรือ (แซวเล่น)
ดูและโหลดตารางสายตระกูลราชวงศ์อับบาสิยะฮฺ สมัยแรก ตามลิ้งก์ต่อไปนี้ครับ
http://www.iqraonline.org/forum/index.php?topic=667.msg3247;topicseen#new
สุดยอด
ค่อยมาหาใหม่นะคับ
อยากได้รูปแผนที่อาณาจักรสมัยวงศ์อับบาสียะฮในศตวรรษที่ 9
กรุณาส่งมาที่ [email protected] -v[86I,kd8jt
อยากให้อาจารย์เอาลงบล็อกหมดเลย เนื้อหาที่อาจารย์สอน ไม่ว่าจะเป็นราชวงศ์มุอาวียะห์ อับบาสียะห์ และออตโตมานด้วย จะได้อ่านและเผยแพร่ให้คนอื่นด้วย
ดีมาก
มีประวัติการศึกษาในสมัยท่านเคาะลีฟะห์อุมัร อิบนูอับดุลอะซิซ ไหม อยากได้ข้อมูลไปใช้
หากมีช่วยโพส์ด้วยนะ