ก่อนที่จะออกเดินทาง หลายคนในที่ทำงานซึ่งเป็นเพื่อนชาวพุทธถามผู้เขียนว่า คนมากมายขนาดนั้น ประเทศซาอุฯเขาบริหารจัดการอย่างไร เพื่อให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อยและไม่วุ่นวาย คืออย่างนี้ค่ะ คนที่จะไปทำฮัจย์จะต้องสังกัดแซะห์(หัวหน้ากรุ๊ปทัวร์) แซะห์แต่ละคนจะมีลูกทัวร์มากน้อยต่างกันไปแล้วแต่ใครจะหาได้ มีตั้งแต่ 5-6 คนไปจนถึงหลักร้อย แซะห์แต่ละคนจะสังกัดบริษัททัวร์อีกต่อหนึ่ง <blockquote><p style="margin: 12pt 0cm 0pt; text-align: justify; tab-stops: -99.0pt" class="MsoNormal">บริษัททัวร์มีหน้าที่รับผิดชอบการเดินทาง จัดหาที่พัก รวมทั้งประสานงานกับทางการประเทศซาอุฯร่วมกับหน่วยงานของรัฐบาลไทย การให้บริการที่พัก การเดินทาง การบริการอาหารช่วงออกไปพักแรมที่ตำบลมีนา ทางการซาอุจะจัดสรรให้ในนามบริษัททัวร์ </p></blockquote>
ส่วนแซะห์จะเป็นผู้รับผิดชอบดูแลผู้ไปทำฮัจย์ในทุกๆเรื่อง เริ่มตั้งแต่ออกจากบ้าน จนกว่าจะกลับถึงบ้าน ทั้งเรื่องการกิน การอยู่ การทำกิจกรรมทางศาสนา ทุกเรื่องรวมทั้งเจ็บไข้ได้ป่วย แซะห์ต้องดูแลหมด และถ้าหากผู้ไปทำฮัจย์เสียชีวิต แซะห์จะต้องรับผิดชอบทรัพย์สินของผู้ตายและต้องส่งคืนทรัพย์สินให้ถึงบ้านของผู้ตายด้วย
ระดับการสั่งการจะเป็นดังนี้ค่ะ
ทางการซาอุฯ,ทางการไทย--->บริษัททัวร์--->แซะห์--->ฮุจญาจ(ผู้ไปทำฮัจย์)
ก่อนที่เราจะเดินทางไป บริษัททัวร์จะจองที่พักไว้แล้ว เกือบทั้งหมดจะเป็นโรงแรม มีบ้างที่เป็นบ้านเช่าแต่น้อยมาก ในช่วงฤดูทำฮัจย์ชาวซาอุฯบางส่วนเขาจะอพยพไปอยู่นอกเมือง โดยแปลงสภาพบ้านของตัวเองเป็นบ้านเช่าแทน แต่เดี๋ยวนี้มีน้อยลงเพราะโรงแรมผุดขึ้นเยอะมาก ปกติเวลาเราพักโรงแรมจะมีแค่หนึ่งหรือสองเตียง แต่ไปทำฮัจย์ที่ผู้เขียนเจอมามีตั้งแต่สี่เตียงจนถึงเจ็ดเตียงแล้วแต่ขนาดของห้อง โดยแยกนอนคนละเตียง
ในหนึ่งชั้นของโรงแรม จะมีห้องครัวให้หนึ่งห้อง มีทั้งตู้เย็น เตาแก๊สพร้อม แซะห์เขาจะเตรียมวัตถุดิบในการทำอาหารไปจากเมืองไทยเช่นข้าวสาร น้ำพริกแกงต่างๆ แล้วทำอาหารกินเองโดยแซะห์เป็นผู้รับผิดชอบเรื่องกินทั้งหมด แซะห์ส่วนใหญ่จะทำงานกันสองคนคือ ภรรยาเป็นแม่ครัว ส่วนตัวแซะห์จะนำลูกทัวร์ออกทำกิจกรรมต่างๆ นอกจากแซะห์ที่มีลูกทัวร์มากๆเขาจะจ้างคนทำงานในแต่ละหน้าที่ไปเลย แซะห์บางคนไม่มีแม่ครัวไป ก็จะจ้างคนไทยที่ไปอาศัยอยู่ที่โน่นเป็นแม่ครัวให้ ซึ่งคนไทยกลุ่มนี้มีรายได้ดีพอสมควร
</span></span>
บรรยายได้ละเอียดดีมากครับ มองเห็นภาพเลย
ผมเองก็เพิ่งไปทำฮัจญ์ครั้งแรกเมื่อต้นปี๔๘ ครับ แต่ไปในฐานะแขกของทางการสะอุดิอาระเบีย(ผ่านหน่วยงานที่ทำงานอยู่) เลยไม่ได้สังกัดแซะห์และไม่ได้พักร่วมกับคณะฮุจญาจ(ผู้ประกอบพิธีฮัจญ์)จากประประเทศไทย เลยไม่ได้สัมผัสกับบรรยากาศที่พักที่ผู้เขียนเล่ามา นับว่าเป็นประโยชน์กับผู้อ่านมากครับ
แล้วจะคอยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ต่อไปครับ
อ่านแล้วย้อนคิดถึงบรรยากาศเก่าๆ ที่เราปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งงานประจำที่ต้องแข่งขันกับเวลาและความคาดหวังของคนอื่น มันช่างเป็นช่วงเวลาที่สุข สงบ มุ่งมั่นทำแต่ความดีและขอพร และดีใจมากๆเมื่อบังเอิญได้พบคนรู้จักกันท่ามกลางประชากรมุสลิมเป็นล้านๆ น้ำตาซึมเลย อยากให้คุณอุไรวรรณถ่ายทอดประสพการณ์ไปเรื่อยๆนะค่ะ เพราะตอนที่ยังไม่ได้ไปด้วยตัวเอง ได้ลึกซึ้งเลยว่าการเท่าเทียมกันและสู่สามัญนั้นเป็นอย่างไร
นั่นนะสิคะ!!! ขอเรียนท่านผู้อ่านท่านอื่นงี้ค่ะว่า เราเดินทางไปตั้งเกือบครึ่งโลก แล้วจู่ๆช่วงที่ผู้เขียนนั่งรอเข้าเยี่ยมกุโบร์(หลุมฝังศพ)ของท่านศาสนทูตนบีมูฮัมหมัด ซึ่งอยู่ในมัสยิดนาบาวี ที่เมืองมะดีนะห์ พลันสายตาก็เหลือบไปเจอคนรู้จัก ซึ่งก็คือทีมของคุณ tasneeya นี่แหละค่ะ นั่งห่างกันไม่เกินสามเมตร ซึ่งเขาเป็นคนเห็นผู้เขียนก่อน ตอนแรกที่เห็นผู้เขียนจำไม่ได้ค่ะว่าเป็นใคร เพราะทุกคนใส่ mask แต่พอถอด mask นั่นแหละ ความรู้สึกต่างๆก็พรั่งพรูออกมา ดีใจ ตื่นเต้นจนบอกไม่ถูก ที่มาเจอคนรู้จักในต่างแดน ท่ามกลางคนมากมายขนาดนั้น ก็อัลฮัมดุลิ้ลละห์ ค่ะ
ถ้าเป็นไปได้อยากให้คุณ tasneeya มาแชร์ประสพการณ์ด้วยกัน จะได้เป็นประโยชน์กับท่านผู้อ่านมากขึ้นค่ะ
ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ
บรรยายได้น่าสนใจมากครับ เป็นความหวังหนึ่ง ในชีวิต ว่าถ้ามีโอกาส ต้องไปสักครั้ง
ช่วงนี้ อยุ่ในช่วงสร้างเนื้อสร้างตัวครับ แต่อัลฮัมดุลิลละหื คงมีสักวันที่ โอกาสมาเยือนเราครับ