เมื่อก่อนผมไม่เคยสนใจประกันชีวิต หรือประกันสุขภาพอะไรเลย แต่พอต้องไปอยู่ต่างแดน มันเป็นเรื่องบังคับโดยกฎหมายที่ทุกคนจะต้องมี และต้องทำ
เลยมีประสบการณ์การใช้บริการประกันสุขภาพที่ต่างแดน พูดได้สั้นๆ คำเดียวว่า "ดีมากครับ" ผมต้องจ่ายเบี้ยประกันในอัตราปกตินะครับ ใช้อัตรานักเรียนไม่ได้เพราะเป็นนักเรียนโข่ง อายุเกินลิมิตนักเรียนแล้ว แต่ก็ถือว่าไม่แพงนะครับ เทียบกับรายได้ (ทุนการศึกษา) ที่เรามี แต่อัตราทุนที่ผมได้ต่อเดือนนั้น หากเทียบกับค่าจ้างพนักงานในร้านอาหารคงน่าจะไล่เลี่ยกัน ไม่ได้มากมายอะไร
ดี นั้น ดีอย่างไร ตอนนั้นเวลาผมเป็นหวัดเล็กๆ น้อยๆ ผมก็เปิดสมุดโทรศัพท์ หรือค้นใน internet ว่าละแวกถนนแถวที่ผมอยู่นั้น มีคลินิกหมออยู่ตรงไหนบ้าง โทรนัดหมายแล้วก็ไป พอไปถึงก้ยื่นบัตรประกันสุขภาพได้เลย หลายแห่งที่ผมใช้บริการไม่ต้องใช้เงินสดเลย คลินิกเขาจะทำเรื่องเรียกเก็บเงินจากบริษัทเอง และที่นี้หมอจะออกแต่ใบสั่งยาให้ เราต้องเอาไปซื้อยาที่ร้านยาเอง ซึ่งหลายแห่งก็ใช้บัตรประกันสุขภาพ แทนเงินสดอีกเช่นกัน
พอกลับมาบ้าน เริ่มมี 30 บาทรักษาทุกโรค (แต่รักษาแบบด้อยคุณภาพ) และได้ใช้บริการประกันสุขภาพของบริษัทเอกชน เกิดความรู้สึกว่า ผู้บริโภค หรือผุ้เอาประกันมักจะถูกเอาเปรียบในเชิงสัญญา บริษัทจะพยายามลดความเสี่ยง (ที่จะต้องจ่าย) โดยการเพิ่มเบี้ยประกันบ้าง จำกัดวงเงินค่ารักษาพยาบาลบ้าง มีข้อระเบียบจุกจิกเหลือเกิน
เลยคิดเปรียบเทียบกับประกันสุขภาพที่ต่างแดน
แน่นอนครับ ตอนแรกก็ชอบคิดว่า เงินต่างประเทศเขาแพงกว่า ค่าครองชีพเขาดีกว่า รัฐบาลเขารวยกว่า ก็ทำได้ซิ แต่พอคิดให้ดี บ้านเราก็น่าจะทำได้ แต่อาจต้องเปลี่ยนแปลงดัดแปลงอีกหน่อย แต่ที่ต่างมากๆ คือ "concept เบื้องหลังประกัน" ที่ต่างแดน เขามีประกันสุขภาพ เพื่อเน้นสวัสดิการด้านสุขภาพ มากกว่าเน้นการค้ากำไรจากสุขภาพของมนุษย์
เลยมาคิดเล่นๆ ว่า หากมีชุมชน อปท. อปจ. หรือ อบต. ใดซักแห่ง คิดนวัตกรรมด้านประกันสุขภาพ ที่เน้นสร้างสวัสดิการด้านสุขภาพให้กับประชากรของตน แต่ใช้หลักการจ่ายเบี้ยประกัน (ในอัตราที่เหมาะสมตามอัตภาพของแต่ละครอบครัว) และประสานกับหมอ กับโรงพยาบาลเพื่อให้บริการแก่ลูกบ้านของตัวเอง แบบนี้ไม่รู้ว่าอีกนานไหมจึงจะมีเกิดขึ้นในเมืองไทย
ธวัช หมัดเต๊ะ