ได้รับอีเมลคำถามมาจากผู้อ่าน gotoknow ท่านหนึ่งที่สนใจงานวิจัยเชิงคุณภาพค่ะ อยากตอบเป็นภาษาไทยเลยขอนำมาตอบไว้ที่นี่ เพราะ hotmail ของคนถามอ่านตัวอักษรไทยของ gmail ของคนตอบไม่ได้แน่ๆอ่ะค่ะ แถมผู้เขียนคิดว่าเป็นคำถามที่น่าสนใจด้วย คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านท่านอื่นๆค่ะ

------------------------------------------------------------------

ข้อความ:
สวัสดีค่ะ

ดิฉันเป็นนักศึกษา ป.โท เป็นบุคคลหนึ่งที่สนใจในงานวิจัยเชิงคุณภาพมาก อยากจะถามอาจารย์ว่าบรรยากาศ/ความรู้สึกที่อาจารย์ได้ทำงานวิจัยเชิงคุณภาพเป็นอย่างไงบ้างค่ะ เพราะอยากจะทราบความรู้สึกของบุคคลที่ทำงานนี้ว่าเป็นอย่างไรบ้าง แล้วเราต้องทำอย่างไรให้ผลที่ออกมาสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริงค่ะ

------------------------------------------------------------------ 

ขอแบ่งตอบเป็น 2 ข้อนะคะ 

1.  บรรยากาศ/ความรู้สึกที่ได้ทำงานวิจัยเชิงคุณภาพ

ความรู้สีกแรกคือ มันตรงใจค่ะ ถูกใจใช่เลย คิดว่าหลายๆคำถามวิจัยที่ศึกษากันมา  (หลายๆ แต่ไม่ใช่ทุกคำถามนะคะ) สามารถหาคำตอบได้ด้วยวิธีนี้ดีกว่าวิธีวิจัยเชิงปริมาณโดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกันคน

--------------------------------------------------------------------------

พอได้ลองเรียนจริงก็ยิ่งฟังดูดี แต่ผู้เขียนค่อยๆเรียนมาเป็นขั้นๆค่ะ เริ่มตั้งแต่เรียนพร้อมนักศีกษาตอนไปออกชุมชนกับภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน ได้เรียนรู้ว่า field note เขียนยังไง แล้วต่อมาก็มีอ.รุ่นพี่ที่เรียนจบกลับมา ชื่ิอ อ.ปิยะ เป็นครูคนแรกที่แนะนำสั่งสอนเกี่ยวกับงานวิจัยเชิงคุณภาพด้าน  Participatory Action Research (PAR) ของผู้เขียนเลยค่ะ  แล้วเวลา professor ของ อ.ปิยะมาเปิด workshop ที่คณะ และที่จุฬาฯ ผู้เขียนก็เลยโชคดีได้ไปเรียนกะเค้าด้วย

เวลาพานักศึกษาออกชุมชน นักศึกษาที่มธ.ต้องนำ PAR ไปใช้ ก็เห็นได้เลยว่า ท้าทาย และ งงๆ กันเพราะไม่ชิน แต่พอได้ยินความคิิดความเห็นของชาวบ้านในหมู่บ้านกลับมาตอนทำ focus group แล้ว ชื่นใจมากๆค่ะ ได้เห็นถึงพลังความคิดสร้างสรรค์ของชุมชนจริงๆ แต่ตอนนั้นบรรยากาศก็ยัง ประมาณว่า "หมอว่าไง ผม/ชั้น ก็ว่างั้น" พอสมควรค่ะ แล้วนักศึกษาก็มี deadline ว่าอยู่ในชุมชนแค่ 7 วันมั่ง 10 วัน ก็มีกำหนดส่งผลงาน เพราะฉะนั้นบรรยากาศมันเลย ยังไม่เป็น PAR เต็มตัว แต่ถ้าดูว่าบรรลุวัตถุประสงค์การสอนไม๊ ก็แน่นอนว่าได้ผลชัดและสนุกกว่า lecture ค่ะ

--------------------------------------------------------------------------

ส่วนพอผู้เขียนได้มาเรียนต่อ ป.เอก ได้มาลงเรียน และ ทำวิจัยเป็นของตัวเองจริงๆ ยอมรับว่ายากกว่าที่คิดไว้มากๆค่ะ

เรียนปีแรกเป็นหลักสูตรวิชา 1 ปี มีทั้งบรรยาย สัมมนา แล้วทุกคนในชั้นก็ต้องทำวิจัยให้ได้ชิ้นนึงเลยปีนั้น

เทอมแรกเรียนพื้นฐาน รวมทั้งปรัชญาเบื้องหลัง แนวความคิดงานวิจัยเชิงคุณภาพแบบต่างๆ ใช่แล้วค่ะแบบต่างๆ ก็เรียนทุกแบบเลย แต่ไม่ลงลึกมากให้รู้ว่ามี option อะไรบ้าง

แล้วก็เริ่มเขียน proposal ค่ะ พอเรารู้ว่าเราสนใจงานแบบไหน เราก็ไปศึกษาลงลึกอีกที ผู้เขียนเลือกทำ ethnography กับ case study ค่ะ

สิ่งที่ยากมากสิ่งหนึ่งคือ การเขียนขอ Ethical approval ค่ะ แล้วกรรมการก็มักจะจู้จี้ ละเอียดยิบ บางคนท้อไปเลย โดยเฉพาะคนที่ศึกษากลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง เช่น คนโดนข่มขืน หญิงจีนอพยพที่ถูกสั่งตรงมาเป็นภรรยา ฯลฯ ที่นี่เค้าเข้มมากเรื่องการให้สิทธิคนที่เป็น subject หรือ participant งานวิจัย ไม่ว่าจะเชิงปริมาณ หรือ คุณภาพค่ะ คนจะท้อแท้มากก็ตรงนี้ แต่พอผ่านไปได้ก็โอเคค่ะ

งานของผู้เขียนไม่มีปัญหามาก แต่ก็ต้องโดนแก้ เพราะต้องเขียนให้ชัดว่าจะไม่นำข้อมูลจากแฟ้มคนไข้มารายงานเป็นอันขาด

ความรู้สึกยากด่านที่ 2 คือ ตอนติดต่อหาผู้เข้าร่วมงานวิจัยค่ะ เราเป็นคนขี้เกรงใจ แถมถูกขู่มาจากกรรมการ ethic อีก เลยทำให้ไม่กล้าที่จะติดต่อหาคนมาร่วม ตอนใช่จม.นี่โอเคค่ะ ไม่ invasive แต่พอเค้าให้โทรไปคุยไปนัด กว่าจะทำใจได้ กว่าจะคิดบทได้นานเอาการค่ะ แต่การเก็บข้อมูลของงานชิ้นแรกก็ผ่านไปด้วยดี ชอบมากค่ะเวลาไปสัมภาษณ์ หรือ สังเกตการณ์ รู้สึกว่าได้ข้อมูลที่ยังไงแบบสอบถาม หรือ การทดลอง ไม่มีทางหาได้ลึกขนาดนี้

มายากเอาอีกที่คือการวิเคราะห์ข้อมูลค่ะ ถึงกับมีช่วงเงียบไปเลย คือ ไม่รู้จะวิเคราะห์ยังไง ข้อมูลเยอะไปหมด ก็ดีที่ course ที่เรียนเค้าสอนต่อในเทอม 2 ว่าให้ทำยังไง แล้วก็มีเพื่อนคอยคุย คอยวิพากษ์งานกันและกันไปจบจบเทอม

1 ปีผ่านไปก็มีีผลงานวิจัยเชิงคุณภาพชิ้นเล็กมานำเสนอกันคนละชิน อาจารย์ที่สอนวิชานี้มี 3 ท่าน ท่านก็จัดเป็น conference เลยค่ะ ให้ทุกคนทำ poster presentation มีนำเสนอกันวันนึง ไปเช่าสถานที่ของมหาวิทยาลัยอย่างที่ แบบว่าได้บรรยากาศ conference มากค่ะ ก็ได้เห็นความหลากหลายของงานวิจัยเชิงคุณภาพแบบต่างๆ

ลืมบอกไปว่าที่ UBC นี้มี 3 คณะค่ะที่เปิดสอนวิชานี้ มี Nursing, Education แล้วก็ Social Work ผู้เขียนเรียนที่คณะ Social Work ค่ะ เพราะอ.ที่สอนเป็นผู้เชียวชาญด้านผู้สูงอายุ 

-------------------------------------------------------------------------- 

งานชิ้นต่อมาที่ได้ทำคืองานวิเคราะห์รายงาน Reflective Report ของนักศึกษาทันตแพทย์ปีสุดท้ายที่ไปฝึกงานที่ extended care unit  ดูแลรักษาผู้ป่วยสูงอายุที่ต้องอยู่โรงพยาบาลระยะยาว (long-term care) วิเคราะห์ออกมาเป็น theme  งานนี้ก็สนุกค่ะ
ได้รู้จักนักศึกษามากขึ้นด้วย บางคนเขียนซะซึ้งทำเอาคนอ่านร้องไห้ก็มีค่ะ

งานนี้เป็นการประเมินผลด้วยวิํธีวิจัยเชิงคุณภาพ (qualitative evaluation) ที่ผู้เขียนติดใจและอยากนำกลับไปใช้ที่เมืองไทยมากค่ะ 

--------------------------------------------------------------------------

งานชิ้นต่อมาคือ thesis ตัวเองค่ะ งานนี้ก็เช่นกันค่ะ ยากกว่าที่คิดมากค่ะ แต่ก็รู้สึกว่าการสัมภาษณ์และสังเกตการณ์นั้นได้ข้อมูลที่ดีลึกซึ้งจริงๆ

ส่วนที่ยากที่สุดก็คือการวิเคราะห์และเขียนนำเสนอผลค่ะ 

ตอนนี้ทำเสร็จแล้ว มองกลับไปก็คิดว่า จริงๆน่าจะทำได้เร็วกว่านี้ เพราะไปเสียเวลา อ่านโน่นอ่านนี่ซะมาก จริงๆที่อาจารย์สอนๆกันมาว่า การเขียนคือการวิเคาระห์ อย่ารอวิเคาระห์เสร็จแล้วค่อยเขียน นั้น มันถูกมากๆค่ะ เป็นข้อสำคัญมากจริงๆ

ต้องเขียนไปวิเคราะห์ไป

--------------------------------------------------------------------------

ตอนนี้รับงานเป็นผู้ช่วยวิจัยช่วยอ.ที่ปรึกษา ได้งาน project สั้นๆเป็น case study อีก 3 โครงการ ก็รู้สึกได้เลยว่า ทำไปเรื่อยๆแล้ว มันจะคล่องขึ้นเองค่ะ จะหายกลัวมากขึ้นด้วย การเตรีมเอกสาร รวมทั้งการขอ ethical approval การเตรียมเครื่องมือ ก็ง่ายขึ้นมากเพราะใช้ของเก่าเป็น template ได้เลย

--------------------------------------------------------------------------

สรุปว่า ยากแต่สนุกค่ะ

อ้อ ลืมบอกไปว่า สิ่งที่น่าเบื่อและทรมานที่สุดของการทำวิจัยเชิงคุณภาพคือ การถอดเทปค่ะ! ผู้เขียนต้องถอดเทปเอง ในงานชิ้นแรกๆเพราะอาจารย์จะให้ immerse ในข้อมูล! ทรมานมากค่ะ แต่ก็เห็นว่ามันจำเป็น แต่พองานหลังๆนั้น อาจารย์ให้จ้่าง transcriber ค่ะ มีความสุขขึ้นหลายขุมเลยค่ะ เรามาฟังตรวจอีกที ว่าเค้าถอดมาถูกไม๊

--------------------------------------------------------------------------

2. ต้องทำอย่างไรให้ผลที่ออกมาสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริง

  • จริงๆเริ่มที่คำถามวิจัยเลยค่ะ ก็พยายามตั้งคำถามที่มีประโยชน์
  • หรือทำ action research รับรองได้เห็นผลแน่ๆ 
  • เวลาเขียน proposal ให้เขียน หรือ คิดไว้เลยว่า knowledge transfer จะทำอะไรบ้าง ตอนนี้ grant  หลายๆที่เค้าบังคับให้เขียนเลยค่ะ 1-2 หน้าว่าจะ มีแผน knowldge transfer/translation อย่างไร เขียนได้หลายแบบมา ไว้ว่างๆจะเขียนเรื่องนี้แยกออกมานะคะ (แฮะๆ เริ่มแปะโป้ง ติดไว้หลายเรื่องมากขึ้นทุกทีๆ : P)

--------------------------------------------------------------------------

ตอบซะยาวเลย อาจออกนอกเรื่องไปบ้างนะคะ : )