ผมได้รับการยกย่องจากคนจำนวนหนึ่ง ว่าใครได้ทำงานกับผมจะได้รับการฝึกที่ดี จึงขอสะกัดการตีความของผมมาลงบันทึกไว้ หากจะดูยกหัวยกหางตนเองมากไปหน่อยก็ขออภัยนะครับ เจตนาคือเอามา ลปรร. กัน ไม่ใช่เจตนาโอ้อวด
สิ่งที่ผมเอาใจใส่ฝึกคนที่ทำงานกับผม ได้แก่
๑. ความทุ่มเท เอาใจใส่ เอาจริงเอาจัง ต่องาน สร้างผลงานหรือความสำเร็จ แล้วเฉลิมฉลองร่วมกัน สร้างกำลังใจและความสนุกสนาน ความภาคภูมิใจในการทำงาน จากความสำเร็จเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่เหล่านั้น
๒. ความซื่อสัตย์สุจริต ตรงไปตรงมา และไม่เอาเปรียบสังคม ไม่เห็นแก่ตัว
๓. ความละเอียดลออ ความประณีต และความเป็นมืออาชีพ
๔. ความสามารถในการคิด มองภาพใหญ่ ภาพเชื่อมโยง เปรียบเสมือนการมองป่าทั้งป่า และมองให้เห็นชัดเจน ว่างานของเราเป็นต้นไม้ต้นไหนในป่า งานของเรามีความสัมพันธ์ต่อส่วนอื่นๆ ของ "ป่า" อย่างไร
๕. การทำงานแบบก้าวข้ามการทำเพียงเพื่อให้ได้ "ผลงาน" ระยะสั้น หรือผลงานเชิงปริมาณ หรือผักชีโรยหน้า ไปสู่การทำงานเพื่อผลงานระยะยาว มีคุณภาพสูง แสดงความรับผิดชอบต่อสังคมภาพรวม
๖. การทำงานร่วมกันเป็นทีม
๗. การเรียนรู้ไปข้างหน้า เรียนรู้ความเคลื่อนไหวของศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง ไม่หยุดนิ่ง โดยจัดให้มีกิจกรรมทางวิชาการในงานที่ทำ ที่อาจเรียกในภาษา KM ว่า "พื้นที่ ลปรร." หรือในภาษานักวิชาการว่า "Journal Club"
๘. การทำความเข้าใจมิติเชิงคุณค่าของงานที่เราทำ ในมิติที่ลึกยิ่งขึ้น เชื่อมโยงกว้างขวางขึ้น โดยเฉพาะเมื่อมีการทำงานที่น่าชื่นชม ผมจะไปบอกเจ้าตัวโดยตรง และบอกว่าการทำงานที่ดีอย่างนั้นจะเป็นคุณต่อเจ้าตัวเขาอย่างไร และจะเป็นคุณต่องานในภาพใหญ่ของเราอย่างไร และในทางตรงกันข้าม ถ้าเขาทำอะไรบกพร่อง ผมก็จะไปบอกเจ้าตัว ว่าควรปรับปรุงใหม่อย่างไร และถ้าปรับปรุงได้ จะเป็นคุณต่อตัวเขาอย่างไร เป็นประโยชน์ต่อหน่วยงานอย่างไร
๙. ความสุข สนุกสนาน ในการทำงาน
๑๐. วิธีทำงานที่ลงแรงน้อย ได้ผลงานมาก ทำงานที่สำคัญก่อนงานที่ไม่สำคัญ วิธีทำงานแบบเครือข่าย (networking) วิธีทำงานแบบ empowerment ช่วยให้คนอื่นหรือหน่วยงานอื่นได้ผลงาน แล้วเราก็ได้ผลงานด้วย
ในการฝึกคนที่ร่วมงาน ผมจะยกตัวอย่างดีๆ นำมาชื่นชมต่อผู้ร่วมงาน และอธิบายให้ฟังว่าดีอย่างไร ทำอย่างไรจึงดีเช่นนั้น เป็นตัวอย่างต่อการทำงานของเราในส่วนไหน และถ้ามีตัวอย่างที่ไม่ดี ก็เอามาวิพากษ์วิจารณ์เพื่อเรียนรู้ด้วย โดยผมเตือนเสมอว่าเราวิพากษ์วิจารณ์เพื่อการเรียนรู้ ไม่ใช่วิพากษ์เอามัน หรือเพื่อดูหมิ่นผู้อื่น จึงไม่ควรเอาคำวิพากษ์ด้านลบไปพูดที่อื่น
ที่จริงจะว่า ที่กล่าวมานั้นเป็นการฝึกคนอื่นก็ไม่ถูกนัก เพราะผมคิดว่าเป็นวิธีที่ผมฝึกตัวเองมากกว่า คือผมใช้กระบวนการที่ดูเหมือนฝึกคนอื่นนั่นแหละ ในการฝึกฝนตนเอง
วิจารณ์ พานิช
๑ มิ.ย. ๕๐
ตามมาอ่านค่ะ อาจารย์...หนูมีปมเรื่องฝึกคนอยู่พอควร.......มีเรื่องทำนองนี้มาให้อ่าน...ได้อ่านทีละอักษร ทีละบรรทัด...ถูกจริตและชอบค่ะ...พยายามทำตามอีกไม่รู้กี่ภพ...จึงจะได้...ขอบคุณค่ะ
สวัสดีค่ะ
อ่านเรื่องนี้แล้วชอบมาก คงพอเหมาะกับความสนใจ ขณะที่อ่านก็ประมาณตนเองไปด้วยว่าทำได้บ้างไหม? คิดว่าน่าจะไปได้ในบางข้อ แต่บางข้อคงต้องฝึกฝนอีกโขทีเดียว จึงขอนำวิธีการที่คุณหมอถ่ายทอดมาฝึกฝนตนเองต่อไป และคิดว่าน่าจะไม่ผิดถ้าจะนำไปฝึกผู้ร่วมงานด้วยทั้งๆที่ตัวเองก็ยังไม่สามารถทำได้ทั้งหมด
ขอบคุณค่ะ