ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวนาน 6 เดือนหลังคลอดของหญิงตั้งครรภ์ที่มาฝากครรภ์ ณ โรงพยาบาลพระปกเกล้า จังหวัดจันทบุรี

ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวนาน 6 เดือนหลังคลอดของหญิงตั้งครรภ์ที่มาฝากครรภ์ ณ โรงพยาบาลพระปกเกล้า จังหวัดจันทบุรี

Factors Influencing Intention to Exclusive Breastfeeding for 6 Months after Giving Birth of Pregnant Women Attending Antenatal Care of Phra–Pok–Klao Hospital, Chanthaburi

          ชญาดา  เนตรกระจ่าง, พย.ม. (การพยาบาลครอบครัว) 
          ทิพวรรณ  ลิ้มประไพพงษ์, ค.ม. (การวิจัยการศึกษา) 
          จันทรมาศ  เสาวรส, ป.พ.ส.

บทคัดย่อ
การวิจัยนี้เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวนาน 6 เดือนหลังคลอดของหญิงตั้งครรภ์ กลุ่มตัวอย่างเป็นหญิงตั้งครรภ์ที่ฝากครรภ์ ณ โรงพยาบาลพระปกเกล้า จังหวัดจันทบุรี จำนวน 300 ราย โดยสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งกลุ่ม เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม ซึ่งประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ 1 ข้อมูลส่วนบุคคล ส่วนที่ 2 ความเชื่อของหญิงตั้งครรภ์ในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวนาน
6 เดือนหลังคลอด และส่วนที่ 3 ความตั้งใจของหญิงตั้งครรภ์ในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวนาน 6 เดือนหลังคลอด หาค่าความเชื่อมั่นโดยใช้สัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาช ได้ค่าเท่ากับ .91  วิเคราะห์ข้อมูลโดยการแจกแจงความถี่ การหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน
การหาความสัมพันธ์และการถดถอยพหุคูณ
ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 
1.หญิงตั้งครรภ์จำนวนมากมีความเชื่อเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ 5 อันดับแรกว่า การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างลูกและพ่อแม่ (ร้อยละ 99.0) ช่วยส่งเสริมพัฒนาการของสมองและสติปัญญาของลูก (ร้อยละ 97.0) ทำให้ลูกได้รับสารอาหารครบถ้วน
(ร้อยละ 96.0) ถ้ามีน้ำนมไม่เพียงพอสามารถส่งเสริมให้มีน้ำนมเพียงพอได้ (ร้อยละ 96.0) และสามารถเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวนาน 6 เดือนได้แม้ไม่มีใครเห็นด้วย (ร้อยละ 79.0) เมื่อวิเคราะห์ความเชื่อของหญิงตั้งครรภ์เกี่ยวกับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่รายด้าน พบว่าหญิงตั้งครรภ์จำนวนมากมีความเชื่อด้านการรับรู้ประโยชน์อยู่ในระดับมาก (ร้อยละ 82.0) มีความเชื่อด้านการรับรู้อุปสรรคอยู่ในระดับปานกลาง (ร้อยละ 59.3) มีความเชื่อด้านการรับรู้ความสามารถของตนเองอยู่ในระดับปานกลาง (ร้อยละ 51.3) มีความเชื่อด้านการรับรู้แรงสนับสนุนทางสังคมอยู่ในระดับมาก
(ร้อยละ 52.3) และมีความเชื่อเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่รวมทุกด้านอยู่ในระดับปานกลาง (ร้อยละ 59.0)     
2. หญิงตั้งครรภ์จำนวนมากมีความตั้งใจในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวนาน 6 เดือน เพราะว่าช่วยส่งเสริมสัมพันธภาพที่ดีระหว่างแม่และลูก
(ร้อยละ 99.0) เป็นผลดีต่อสุขภาพของลูก (ร้อยละ 94.3) และช่วยลดค่าใช้จ่าย (ร้อยละ 96.7) เมื่อวิเคราะห์ความตั้งใจของหญิงตั้งครรภ์เกี่ยวกับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ รายด้าน พบว่าหญิงตั้งครรภ์จำนวนมากมีความตั้งใจด้านการรับรู้ความยากง่าย/ความสามารถของตนเองในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ด้านทัศนคติที่มีต่อการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ด้านการคล้อยตามกลุ่มอ้างอิง/ การสนับสนุนทางสังคมที่มีต่อการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อยู่ในระดับมาก
(ร้อยละ 97.7, 86.7 และ 73.0 ตามลำดับ) และมีความตั้งใจในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวนาน 6 เดือนรวมทุกด้านอยู่ในระดับมาก 
 (ร้อยละ 88.0)            3. ปัจจัยที่มีอิทธิพลร่วมกันทำนายความตั้งใจในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวนาน 6 เดือน หลังคลอดของหญิงตั้งครรภ์ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ได้แก่ ความเชื่อด้านการรับรู้ประโยชน์ ความเชื่อด้านการรับรู้ความสามารถของตนเอง ความเชื่อด้านการรับรู้อุปสรรค ความเชื่อด้านการรับรู้แรงสนับสนุนทางสังคม และอาชีพ มีอิทธิพลในทางบวก ส่วนระดับการศึกษามีอิทธิพลในทางลบ  โดยสามารถร่วมกันทำนายได้ร้อยละ 31.0