เวลาว่าง วันที่หนึ่ง

เสร็จจากการระบายสี ก็เป็น free time เราจัดสรรเวลาโดยการทักทสยคนที่มาร่วมกิจกรรมงานมหกรรมฯครั้งนี้ เจออาจารย์อาภรณ์ เชื้อประไพศิลป์ อาจารย์ (เคย) เป็นอาจารย์ประจำคณะพยาบาลศาสตร์ ม.สงขลานครินทร์ มาหลายสิบปี แต่ตอนนี้กำลังสนใจอยากจะถอดความ ประสบการณ์ ทั้งหลายแหล่ ทำสิ่งที่อยากทำ และมีความหมายมากขึ้น จึงได้ลาออกมาเป็น freelance

เราได้พูดคุยถึงเรื่องนานานับประการ ตั้งวงสนทนาเล็กๆในห้องกิจกรรมของเรานั่นแหละ มีแย มีเจี๊ยบ มีอ.อาภรณ์ มีผม เนื่องจาก อาจารย์สนใจใน palliative care มานาน และมีบทบาทในการจัดรูปแบบการเรียนรู้ในเรื่องนี้ของคณะพยาบาลศาสตร์มาพอควร ผนวกกับอาจารย์เป็นหัวเรี่ยวแรง จัดทำหลักสูตรจิตปัญญาศึกษา (contemplative education) ที่ ม.อ. ด้วย เรื่องราวก็เลยผสมผสานเป็นหัวข้อสนทนาที่น่าสนใจได้ดี

เมื่อพูดถึง palliative care ที่ ม.อ. ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะยกกรณีตัวอย่างมาศึกษา สนทนากัน  case ที่เป็น high profile ที่สุดของ ม.อ. ที่ผ่านมา คงไม่มี case ไหนเทียบเท่ากรณีครูจูหลิงไปได้

หน่วยชีวันตาภิบาล ม.อ. ได้จัดกิจกรรมถอดองค์ความรู้ไปแล้วครั้งหนึ่งในประเด็นนี้ เชิญทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมารับฟัง ยกเว้นฝ่ายผู้บริหาร ยังนัดเวลาตรงกันไมได้ ใช้เวลากว่าสามชั่วโมงในการนำเสนอ อภิปราย พูดคุยกัน สรุปประเด็นค่อนข้างยาก แต่พอจะเรียบเรียงได้นิดหน่อยดังนี้

กรณีนี้ ใช้กำลังแพทย์ พยาบาล และผู้เกี่ยวข้องที่หลากหลาย กว้างขวางมาก คำว่า องค์รวม ในกรณีนี้ ไม่ได้มีเพียงแต่ กาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ เท่านั้น ยังมีเรื่องราวของสภาพความเป็นอยูของคนในสามจังหวัดภาคใต้ การปกครอง การเมือง ราชวงศ์ที่มีความผูกพันพิเศษกับ case นี้ การทหาร ยุทะศาสตร์ ความเชื่อ ความศรัทธา และทุกอย่างใน scale ที่ไม่มีใครเคยมีประสบการณ์ในการจัดการมาก่อน ดังนั้น ยุทธศาสตร์ส่วนใหญ่ที่ได้ใช้ จะค่อนข้าง "สด" มาก

เมื่อสถานภาพทางสังคมของเราเปลี่ยนไป จะมีลูกโซ่ที่มองไม่เห็นสร้างความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงอย่างลึกซึ้ง บางกรณีจาก case ธรรมดาๆ ก็จะมีศักยฐานะ หรือภาพลักษณ์ของวีรบุรุษ วีรสตรี ผนวกเข้าไป มีสัญญลักษณ์ของการต่อสู้ระหว่างความดีกับความชั่ว ที่ความดีไม่อาจจะยอมทำให้เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ได้ เพราะเดิมพันมันสูงเกินไป มันเป็นคุณค่าทางอุดมคติในการดำเนินชีวิต

บริบทของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กล่าวได้ว่ามีส่วนทำให้เกิดความอ่อนไหว สะเทือนใจได้มากที่สุด การเสียสละ การช่วยอย่างไร้อัตตา ความโหดเหี้ยมของคนเมื่อมีการกระแทกของอุดมคติที่แตกต่าง ความเป็นมนุษย์ ที่จิตใจสามารถอยู่ในที่ต่างระดับกันได้อย่างมากมายไม่น่าเชือ

ไม่ว่าจะแตะตรงไหน ก็มีอะไรมากมายที่เราจะเรียนรู้ ศึกษาได้

เราจะได้เห็นความหวังที่เคลื่อนไปตามประแสมากมาย หลายที่มา เพื่อแสวงหาความสงบนิ่งของจิตใจ จิตใจของคนรอลข้าง และผู้ที่เกี่ยวข้องนั้น กล่าวได้ว่าอยู่ในสภาวะที่มองหาความช่วยเหลือ และเครื่องยึดเหนี่ยวตลอดเวลา แม้กระทั่งสถานะอันสูงส่งที่สังคมได้มอบให้ ก็ยังมีช่องว่างที่ขะแสวงหาตัวช่วยเพิ่มได้ตลอดเวลา

ความกลัว ความเศร้าเสียใจ มีพลังมากมาย มหาศาล

สุดท้าย อ.อาภรณ์ ก็สามารถช่วยให้ครอบครัวได้มีการบริหารจัดการ มีพิธีกรรม ต่างๆ เท่าที่โรงพยาบาลสามารถจัดให้ได้ เนื่องจาก อ.อาภรณ์เป็นคนเชียงใหม่ อู้คำเมืองได้กับพ่อและแม่ของครู จึงได้รับการไว้วางใจ และเป็นที่ปรึกษาที่ดีมาโดยตลอดระยะแวลา 8 เดือนกว่าที่ผ่านมา

บางครั้งการช่วยเหลือคนนั้น นอกเหนือจากจิตใจบริสุทธฺแล้ว เรายังต้องพึ่งพาข้อมูลที่มีความหมาย มีประโยชน์ ยังต้องสามารถ "แยกแยะ" ตัวเลือกต่างๆ ที่ผุดมาอย่างมากมายให้ดี เพราะบางอย่างก็จะขัดแย้งหับบางอย่าง มี conflict of interest ในการวางแผนดำเนินงานพอสมควร แต่ก็ผ่านไปได้ในที่สุด

สุดท้าย ศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ นั้น ก็ได้รับการดูแล บทเรียนในช่วงแปดเดือนที่ผ่านมา สามารถเป็นบทเรียนได้อีกนานเท่านาน ทั้งต่อชีวิตคนที่เกี่ยวข้อง ประชาชนผู้เอาใจใส่ เอาใจช่วย จิตวิญญาณของครู คุณค่าของครู ที่ได้มีการ demonstrated ไว้อย่างชัดเจน การกระทำที่ selfless ไร้อัตตา ไร้ข้อเกี่ยงงอน การเห็น อุดมคติ ไม่ช่เพียงอะไรที่เป็นไปไม่ได้ แต่เป็นวิถีแห่งชีวิตอันพึงปฏิบัติ แม้ครูจะไม่รูสติแล้ว แต่แปดเดือนสุดท้ายของชีวิตครู ได้ให้อะไรมากมายเหลือเกิน ต่อวงการสาธารณสุข วงการครู และการมีสติ มีสัมมาทิฏฐิของคนจำนวนมาก