ก่อนอื่นอยากให้เห็นภาพเด็ก ป.1-ป.3 ก่อนว่ายังเป็นวัยสนุกสนาน พ่อแม่ยังไม่เหนื่อย แต่พอขึ้น ป.4 ป.5 ป.6 ชักเถียง พอตอน ป.6 ปลายๆ โดยเฉพาะลูกสาวจะเริ่มเข้าสู่วัยรุ่น เวลาโกรธพ่อแม่จะแสดงท่าที สะบัดหน้าพรึ่ด เดินขึ้นบันไดปึงปัง เพราะกำลังเข้าสู่วัยรุ่น อารมณ์แรง ใจร้อน โมโหง่าย ตอน ป.4 อาจเริ่มเห็นสัญญาณน้อยๆ ป.6 จะเห็นชัด พอขึ้น ม.1 จะชัดมาก ยิ่ง ม.2 ทุกโรงเรียนครูจะบ่นมากว่า เด็กที่มีปัญหามากที่สุดคือชั้น ม.2เพราะฉะนั้น ก่อนจะขึ้น ป.4-ป.5-ป.6 คุณพ่อคุณแม่ควรฝึกให้ลูกมีความรับผิดชอบ ซึ่งอาจจะเครียดเพิ่มขึ้นนิดหนึ่ง แต่เป็นความเครียดที่มีประโยชน์ต่อพัฒนาการ เช่น ต้องตื่นเช้าขึ้นเพื่อไปโรงเรียนให้ทัน ต้องทานอาหารเร็วขึ้น ต้องมีความรับผิดชอบ อาจจะมีการบ้านต้องทำให้เสร็จให้ทัน ซึ่งเด็กๆ จะเริ่มหงุดหงิด เครียดบ้าง ระหว่างที่ลูกเครียด อึดอัด ลูกก็เรียนรู้ไปว่า เขามีหน้าที่นะ ถ้าเด็กผ่านความเครียดเหล่านี้ได้ เด็กจะเติบโตแล้วจะเป็นคนเก่ง การเรียนเก่งในวัยประถมก็สำคัญ มีงานวิจัยว่าเด็กวัยประถมมีความสุขด้วยเหตุปัจจัย 3 ข้อ หนึ่ง มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ดี สอง มีความป็อปปูลาร์ในหมู่เพื่อนฝูง ไปไหนใครก็รักก็ชอบ สาม มีความสุขกับครอบครัว แม้เขาอยู่โรงเรียนจะเรียนไม่เก่ง ไม่ป็อปปูลาร์ แต่ถ้าที่บ้านมีความสุข เขาก็ยังมีชีวิตที่มีความสุขได้ สุขทั้งสามเรื่องควรจะมาด้วยกัน ความเก่งความสามารถของเด็กในช่วงประถมนี่ เด็กต้องมีไว้รับมือกับช่วงเวลา ที่เขาจะเติบโตเป็นวัยรุ่น ทั้งเพื่อจะได้เรียนรู้วิชาการต่างๆ ได้ดี และเพื่อมีความชำนาญ เมื่อต้องไปเผชิญสถานการณ์ในโลกกว้าง เจอปัญหานอกบ้านนอกโรงเรียน เขาต้องเอาตัวรอดได้ ซึ่งสำคัญมาก เช่นถ้าเขาไปเจอเพื่อนที่ไม่น่ารัก หยิบยื่นสิ่งที่ไม่ดีมาให้ เขาจะทำยังไง ถ้าเพื่อนชวนไปเล่นเกม บอกว่า “ไม่ต้องกลับบ้านหรอก พวกเราเล่นกันหมดทุกคนเลย” …จะปฏิเสธยังไง… ตอนประถมลูกต้องเรียนรู้เรื่องพวกนี้ สำหรับความเก่งความสามารถของคนเรา เขาจำแนกคนเก่งไว้ 3 ลักษณะด้วยกัน คือ 1. เก่งงาน ซึ่งเมื่อเทียบกับเด็ก ก็คือเรียนเก่ง 2. เก่งคน คือ มีทักษะมนุษยสัมพันธ์ 3. เก่งคิด ก็คือ คิดเก่ง เก่งเรียน ขอให้จำไว้ว่า “เด็กวัยประถมจะรักในสิ่งที่ตัวเองทำได้ดี และจะทำได้ดีในสิ่งที่ตัวเองรัก” ลองถามตัวเองนะครับ ว่าลูกของเรา รัก ชอบวิชาไหน จะพบคำตอบทันทีว่า วิชานั้นคือวิชาที่ลูกทำได้ดีที่สุด เห็นโจทย์เหมือนเห็นขนม กระโจนเข้าใส่ทันที ถ้าไม่มีความเก่งในวิชาที่เรียน ลองดูวิชานอกห้องเรียนบ้างสิครับ ไม่ว่าจะเป็นงานอดิเรก กิจกรรม หรือการเล่นของลูก ในการเล่นที่ไร้สาระของเด็กประถมมีความน่าสนใจแฝงอยู่เยอะ โดยธรรมชาตินิสัยของเด็กวัยนี้ชอบแข่งขัน ชอบเอาชนะ มุ่งมัน เอาจริงเอาจัง และชอบเล่นกีฬา สังเกตดูสิครับ เวลาเล่นเด็กจะมีตาเป็นประกาย ซึ่งเป็นประกายของการต่อสู้ อยากเอาชนะ พยายาม เพราะฉะนั้นเวลามองหาความเก่งของลูกมองให้รอบด้าน มีเหมือนกันที่เด็กบางคนซึ่งเรียนดีตอนประถมมาฟอร์มตกเอาตอนขึ้นมัธยม ซึ่งอาจจะมีปัญหาทางด้านกำลังใจ พ่อแม่คาดหวังมากไป เด็กทุกคนรักพ่อแม่ หากพ่อแม่ให้กำลังใจ หรือดูว่าลูกรักลูกชอบอะไร แล้วส่งเสริม สนับสนุนให้กำลังใจ ลูกจะทำได้ดี เพราะฉะนั้นมองลึกเข้าไปในหัวใจลูกสักนิดว่า เขาขาดกำลังใจหรือเปล่า ผลการเรียนที่ดีของลูก นอกจากจะมาจากกำลังใจที่ดี และสติ ปัญญา ที่ดีแล้ว (ซึ่งโดยเกณฑ์เฉลี่ย คนเราจะมีสติปัญญาปานกลางพอๆ กัน) อีกสิ่งคือต้องสุขภาพแข็งแรงด้วยเวลาร่างกายอ่อนแอ สติปัญญาจะทำงานได้ไม่ดี ควบคุมอารมณ์ได้ไม่ดี การเรียนรู้จะแย่ลง จึงต้องดูแลลูกในเรื่องสุขภาพร่างกาย ที่ต้องให้โอกาสลูกได้ออกกำลังกายเป็นประจำด้วย ส่วนความสามารถในเรื่องของมนุษยสัมพันธ์ ยังไม่ใช่เรื่องใหญ่นักในวัยประถม แต่จะเป็นเรื่องใหญ่สำหรับเด็กมัธยม ในชั้นนี้ความป็อปปูลาร์ในหมู่เพื่อนฝูงจะสำคัญกว่าเรื่องเรียน มนุษย์สัมพันธ์เป็นสิ่งที่เรียนรู้ยากที่สุด เพราะคนมีหลายแบบ เพื่อนมีหลายแบบ อาจจะสอนกันตรงๆ ลำบาก อย่าให้คำตอบสำเร็จรูปแก่ลูก เพราะว่าในชีวิตจริงเด็กอาจจะเจอสถานการณ์หลายหลากที่ไม่เหมือนกับที่เราสอนลูก อาจจะย้อนถามลูกว่าเขาจะทำยังไง ให้ลองคิดหลายๆ ทาง หรืออาจจะตั้งโจทย์ให้ลูกลองคิดวิเคราะห์ทางเลือกหลายๆ แบบและหาข้อสรุป แล้วเอาไปทดลองใช้ การทดลองในวัยนี้แม้จะผิดถูกอย่างไรก็ยังถือเป็นประสบการณ์ แต่ถ้าเป็นวัยรุ่น จะเป็นบทเรียนราคาแพง เด็กๆ วัยประถมจึงควรได้ทดลองเลือกตัดสินใจในสภาวการณ์ต่างๆ ด้วยตัวเอง เพราะว่าวันหนึ่งเมื่อเขาเข้าสู่โลกของวัยรุ่นจริงๆ เขาต้องตัดสินใจเอง เมื่อลูกตัดสินใจแล้ว ให้ลูกรับผลดีผลเสียด้วยตัวของลูกเอง เช่นถ้าลูกมีการบ้าน แต่ไม่ยอมทำ ไม่ต้องรบเร้า เซ้าซี้ ก็ให้ลูกไปรับผล ถูกครูทำโทษ แต่เมื่อเด็กรับผลแล้ว ห้ามกระแหะกระแหน ซ้ำเติม อย่างเช่น… “ฉันบอกแกแล้ว แกมันดื้อ” …แต่ควรสอนเขาว่า “ไม่ทำการบ้านก็ต้องได้รับผลอย่างนี้ คราวหน้าพยายามหน่อยแล้วกัน” <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal">เก่งคิด สำหรับผู้ใหญ่เป็นคุณสมบัติของผู้บริหาร สำหรับเด็กก็แสดงให้เห็นได้ตั้งแต่ ป.4-5-6 นี่ละค่ะ แต่บางทีผู้ใหญ่เราทำให้สิ่งนี้หายไป บางทีเราใช้ประสบการณ์ของเราไปสั่งให้เด็กทำอย่างนั้นอย่างนี้ ทำให้ขีดความสามารถด้านการคิดของลูกหายไป ลองปล่อยลูกเขาคิดเอง ลองให้โจทย์ที่พอเหมาะ บางครั้งบางคราวไม่ต้องให้คำตอบ แต่ให้คำถาม บางครั้งบางคราวก็ปล่อยให้ลูกจัดการปัญหาของเขาเอง แล้วเราค่อยวิจารณ์เขาทั้งแง่บวกและลบ เพราะเวลาคนเราทำงานในชีวิตจริง ด้านความคิด มีการระดมสมอง ก็จะต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งเราต้องฝึกลูกให้รับได้ด้วย แล้วคุณอาจจะพบว่า จริงๆ แล้วลูกเป็นคนวางแผนที่ใช้ได้ ลูกเป็นคนที่รู้จักทำงานเป็นทีม พ่อแม่เองก็ต้องฝึกมองลูกทั้งด้านลบและบวก เพราะพอลูกเข้าวัยรุ่น ก็จะมีความเห็นไม่ตรงกับพ่อแม่ ซึ่งพ่อแม่ต้องรับฟังลูกได้ อาจใช้คำพูดเช่น… “ดีมากที่ลูกคิดไม่ตรงกับพ่อ และกล้าที่จะพูด แต่ที่ไม่ดี เวลาพูดว่าพ่อต่อหน้าคนอื่นๆ ควรพูดดีๆ หน่อย”… ทั้งชมและติ ทำให้ลูกใจไม่เสียใจและได้ข้อคิด ลูกก็จะเรียนรู้</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal">ที่มา....http://www.elib-online.com/childclinic/childclinic47/child_clinic47086.html</p>
อยากให้ลูกเรียนดีไปจนโต ต้องทำอย่างไร""เก็บมาฝากโดยครูพิมผกา
ภาพเด็ก ป.1-ป.3 ก่อนว่ายังเป็นวัยสนุกสนาน พ่อแม่ยังไม่เหนื่อย แต่พอขึ้น ป.4 ป.5 ป.6 ชักเถียง พอตอน ป.6 ปลายๆ โดยเฉพาะลูกสาวจะเริ่มเข้าสู่วัยรุ่น เวลาโกรธพ่อแม่จะแสดงท่าที สะบัดหน้าพรึ่ด เดินขึ้นบันไดปึงปัง
ความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
ยูมิ · 8 มิ.ย. 2550
เนปาลี · 8 มิ.ย. 2550
Dr.Anongpanuch · 8 มิ.ย. 2550
ภูคา · 8 มิ.ย. 2550
นุ้ยcsmsu · 8 มิ.ย. 2550
ขอแสดงความยินดีด้วยที่ท่านประสบผลสำเร็จในการเลี้ยงลูก
เป็นการสอนในการเลี้ยงลูกดีมาก เพราะพบเป็นลูกคนเดียวถ้าคุณแม่พบอ่านก็จะรู้ว่าเลี้ยงลูกอย่างไรแล้วได้ดี มีคุณธรรม อยู่ในสังคมได้อย่างเป็นสุข
สวัสดีครับ
ดีมากเลยครับ ขอนำไปใช้บ้าง ขอบคุณครับ
จะนำไปฝากผู้ปกครองในคราวประชุมผู้ปกครองระดับห้องเรียนนะค่ะ...อยากเห็นลูกศิษย์เก่งคน เก่งงาน เก่งคิด--/\---ขอบคุณค่ะ