เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน นายฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงปัญหาเรื่องงบประมาณด้านสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลข้าราชการที่บานปลายมากขึ้นทุกปีว่า ปีงบประมาณ 2550 ตั้งไว้30,000 ล้านบาท แต่เท่าที่ได้รับรายงานเพียง 9 เดือนแรก มียอดการเบิกจ่ายค่ารักษาไปแล้วกว่า 30,000 ล้านบาท ต้องนำเงินคงคลังมาสำรองจ่ายเช่นทุกปี นายอัมมาร สยามวาลา นักวิชาการจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ได้ศึกษาแนวทางในการปฏิรูประบบรักษาพยาบาลที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนเดิมได้มอบหมายไว้มามอบให้ผมแล้ว คิดว่าจะใช้เวลาศึกษาแนวทางความเป็นไปได้ให้การรักษาพยาบาลมีความสมเหตุสมผลมากที่สุด ไม่ใช่รัฐกลายเป็น ตู้เอทีเอ็มเคลื่อนที่ที่สามารถเบิกเท่าไหร่ก็ได้ โดยแนวทางที่ผลการศึกษาเสนอมานั้น จะเน้นการวางหลักเกณฑ์ มาตรฐานกลางในการรักษาพยาบาลให้ชัดเจนว่าโรคแต่ละโรคควรใช้งบฯในการรักษาเท่าไหร่ ซึ่งจะพยามร่วมมือกับกรมบัญชีกลางในการวางหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ให้เสร็จภายในปีงบประมาณ 2551 เพื่อไห้งบประมาณค่ารักษาพยาบาลมีความสมจริง และไม่กลายเป็นภาระทางการคลังที่สูงเกินไป” นายฉลองภพกล่าวนายปิยพันธุ์ นิมมานเหมินท์ อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า กรมบัญชีกลางมีหน้าที่กำกับดูแลระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ รวมทั้งกำหนดหลักเกณฑ์การเบิกจ่ายยาในระบบสวัสดิการ ได้พัฒนาระบบตรวจสอบการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลของโรงพยาบาลรัฐทั่วประเทศ พบว่า มีการเบิกค่ายานอกบัญชียาหลักแห่งชาติเป็นจำนวนมาก ซึ่งต้องสั่งซื้อจากต่างประเทศและมีราคาแพง และที่สำคัญจากการวิเคราะห์เชิงวิชาการจากข้อมูลที่ได้รับ พบว่ามีผู้มีสิทธิ และบุคคลในครอบครัวเป็นกลุ่มที่ได้รับยาที่ไม่จำเป็น ยาบางชนิดยังไม่ได้รับการพิสูจน์ประสิทธิผลการรักษา สรรพคุณไม่ชัดเจน ไม่มีข้อบ่งชี้ ค่าใช้จ่ายสูง และได้รับความเสี่ยง ฯลฯ  ปี 2549 งบประมาณด้านการรักษาพยาบาลสูงถึง 37,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2548 ร้อยละ 25.95 ในขณะที่        ปี 2543-2548 อัตราการเพิ่มเฉลี่ยปีละ 11.52% สูญเสียเงินตราออกนอกประเทศในการนำเข้ายาสำเร็จรูปและวัตถุดิบจำนวนมากปัญหาดังกล่าวจึงได้มีการตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาความเป็นไปได้เกี่ยวกับการกำหนดขั้นตอนการเบิกค่ายานอกบัญชียาหลักแห่งชาติจากเดิมที่ให้เป็นดุลยพินิจของคณะกรรมการแพทย์ของโรงพยาบาลรับรองเพื่อประกอบการเบิกค่ายา” นายปิยะพันธุ์กล่าวรายงานข่าวแจ้งว่า หลังจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกามีหนังสือตอบข้อหารือกรมบัญชีกลางว่า   ไม่มีสิทธิควบคุมการเบิกนอกบัญชียาหลักกรมจะเสนอบัญชียาให้ สธ. ปรับปรุงบัญชียาหลักให้ครอบคลุม      การรักษาโรคทุกโรค ไม่ควรต้องจ่ายยานอกบัญชียาหลักต่อไปวันเดียวกัน นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวภายหลังคณะผู้บริหาร กทม.     เข้าพบนายอภัย จันทนะจุลกะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเพื่อดูแลผู้ประกันตนในเขตกรุงเทพฯ 3 ล้านคน ว่าผู้ประกันตนที่ใช้สิทธิรักษาโรงพยาบาลในสังกัด กทม.เข้ารับบริการสุขภาพได้ที่โรงพยาบาลทั้ง 7 แห่ง รวมทั้งศูนย์บริการสาธารณสุขทั้ง 65 แห่ง โดยไม่จำเป็นต้องเข้ารับบริการตามที่ระบุในบัตรประกันสังคม  ทั้งนี้ โรงพยาบาลสังกัด กทม. ดูแลผู้ประกันตนทั้งสิ้น 130,000 คน วชิรพยาบาลมากที่สุด 42,000 คน โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ 30,000 คน ในอนาคต กทม.จะขยายโรงพยาบาลเครือข่ายประกันสุขภาพเพิ่มขึ้นอีก 23 แห่งมติชน  7  มิ.ย.  50