ปีการศึกษาใหม่เวียนมาอีกครั้งหนึ่ง ครั้งนี้ beeman ก็ได้รับมอบหมายให้สอนวิชา 258211 เซลล์และชีววิทยาระดับโมเลกุล หรือ Cell and Molecular Biology จำนวน ๑๒ คาบ ใน ๔ สัปดาห์ (เนื้อหาเพิ่มขึ้นแต่เวลาน้อยลง-เรียนแบบมุ่งเนื้อหามากกว่าความรู้ เขาเรียกว่าเรียนแบบยัดทะนาน)
เนื้อหาที่ได้รับมอบหมายให้สอนเป็นคนแรก ก็มีดังนี้
|
Chemical foundations for cells
|
|
Cells in perspective
|
|
Membrane structure and funtion
|
|
Organization of the cytoplasm
|
|
The cell Surface
|
ปัญหาที่พบ ในแต่ละปีที่ผ่านมาสำหรับวิชานี้ คือ
- นิสิตส่วนมาก ถูกฝึกมา ให้เรียนแบบ teaching mode คือ มาเข้าห้อง Lecture แล้ว ก็จดเนื้อหาวิชาผ่าน Powerpoint เมื่อไม่ทัน ก็ขอ Powerpoint นั้นจากอาจารย์ หรือไม่อาจารย์ก็ต้องเตรียม sheet มาให้ วิธีการเรียนแบบนี้เปรียบเสมือน "สอนกินข้าว" แบบป้อนให้กิน
- ผมมาคิดว่า วิธีสอนให้กินข้าวนี้ไม่ค่อยดี สู้สอนให้ "หาข้าวกินเอง" ไม่ได้ การสอนแบบหาข้าวกินเองนี้ ก็คือ สอนแบบ Learning Mode นั่นเอง คือสอนเมื่อคุณพร้อมที่จะเรียน
- เนื่องจากความพร้อมและระยะเวลาการทำความเข้าใจของแต่ละคนไม่เท่ากัน การสอนโดย Powerpoint ในห้องนั้น ดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยยุติธรรมเท่าไร
- เราจึงมีทางเลือกอีกอย่างหนึ่งคือ ให้เรียนผ่านสื่อ ICT ที่เรากำลังพยายามทำให้คุณอยู่นี่ไง ทุกคนเริ่มต้นที่เท่าๆ กัน หาเวลาไปใช้ห้องคอมพิวเตอร์ที่คณะฯ (สำนักหอสมุด-ปิดทำการ ๑ เดือน) หรือเครื่องของเพื่อนฯ และสามารถ copy เนื้อหาไปไว้ ใน word เพื่ออ่านได้
- สำหรับในห้องเรียน เรามีไว้เพื่อทบทวนเนื้อหา และทำกิจกรรมกันบ้าง
- นอกจากนั้นเราก็จะหาบทเรียนที่เรียกว่า "สอนแบบไม่สอน" มาเล่าสู่กันฟัง ในบรรยากาศสบายๆ ในห้องเรียน
- เข้าใจว่านิสิตที่มาเรียนวิชานี้ ในเทอมนี้มีประมาณ ๕๑๗ คนเลยทีเดียว
- ผมพึ่งไปดูงาน ปาฐกถาแบบคน ๕๐๐ คนขึ้นไป เขาต้องใช้ทีมงานประมาณ ๒๐ คน ช่วยดูแลความเรียบร้อยและอำนวยความสะดวก
- แต่วิธีจัดกการเรียนการสอนของเราใช้ ๑ คน ต่อ ๕๐๐ นี้ นับว่าไม่ค่อย Fair เท่าไร
บ่นมามากพอแล้ว การบ่นอาจมีประโยชน์บ้าง แต่บ่นมากไม่ดี เพราะสมองจะคิด negative ไม่สร้างสรรค์อะไร ในเมื่อเป็นมนุษย์ อุปสรรคหรือปัญหาคือบททดสอบ ที่ดีที่สุด
การคิด Positive จะดีกว่า ผมเลยออกแบบกระบวนการเรียนการสอน แบบที่นิสิตจะได้พบในห้องเรียนครับ
นิสิตลองสังเกตวงจรนี้
|
โดยปกติ ในกระบวนการเรียนการสอนแบบเดิม เรามุ่งไปที่ตัว "องค์ความรู้-Body of Knowledge" โดยไม่สนใจ "กระบวนการเรียนรู้-Process of Knowing" และมันก็จะไม่เกิด "การเรียนรู้-Learning" เลย เราจึงมีความรู้สึกว่า
"สิกขา ปรมา ทุกขา" การศึกษาเป็นทุกข์อย่างยิ่ง.... เอาไว้เรียนในห้องกันครับ
การเรียนเราต้องใช้ หลักการของอิทธิบาท ๔ (คุณเครื่องแห่งความสำเร็จ) ครับ คือ
- ฉันทะ มีความพอใจรักใคร่ในวิชาที่เรียน (ผู้สอนมีอทธิพลด้วยเหมือกัน) หรือพยายามเสมือนว่ามีฉันทะก็ยังดี
- วิริยะ มีความเพียรพยายามหมั่นศึกษา และเรียนให้เป็น
- จิตตะ จิตต้องมีสมาธิพอที่จะ "จับจ่อ จดจ้อง จริงจัง ตั้งใจ" อย่างชนิดที่ใครๆ ก็สู้เราไม่ได้ เราพบว่า Capture (จับประเด็น) สำคัญกว่า Lecture (จดคำบรรยาย)
- วิมังสา ใช้ปัญญาใคร่ครวญพิจารณา ทุกขั้นตอน ก่อน "คิด พูด ทำ" คือมี "สติ-sati" นั่นเอง
นอกจากนั้น เราต้องมี "หัวใจนักปราชญ์" ด้วย ประกอบด้วย
- สุ-สุตะ ฟัง
- จิ-จินตะ คิด
- ปุ-ปุจฉา ถาม
- ลิ-ลิขิต เขียน
ไม่ต้องอธิบายก็พอให้ใจกันอยู่แล้ว แต่คุณคิดว่า "ข้อไหนสำคัญที่สุด" ในความคิดของคุณ....
อาจารย์ครับ ผมหาเนื้อหาสาระของ cell and molecular biology ไม่เจอครับ ขออาจารย์ช่วยผมหาหน่อยครับ ขอบคุณครับ
ได้ความรู้อย่างหลากหลายจากคณะวิทยากร แต่ว่าวันนี้ไม่ได้พบ บีแมนเลยนะครับ คิดถึงจัง
อาจารย์ค่ะ หนูมีเรื่องจะถามค่ะ คือว่า งานที่อาจารย์ให้ทำนั้น จำเป็นจะต้องบรรยายเยอะไหมค่ะถ้าบรรยายไม่เยอะแล้วจะมีผลต่ะคะแนนไหมค่ะ
อาจารย์ค่ะ เมื่อวันศุกร์ หนูกับเพื่อนไม่ได้เข้าเรียน เนื่องจากต้องเรียนกลับบ้าน เพราะวันเสาร์ก็ต้องรีบกลับมาที่ ม. จะมีผลต่อการเรียนมากไหมค่ะ