แนวทางเดียวกันนี้สามารถนำไปใช้แก้ปัญหาหรือพัฒนาในเรื่องอื่นๆได้อีก

       วันที่ 4-5 มิย. ผมไปร่วมประชุมปฏิบัติการวางแผนการนิเทศของ ศน.สพท.นนทบุรี เขต 1 ที่ชลพฤกษ์รีสอร์ท จ.นครนายก  เราได้กำหนดวัตถุประสงค์หลักร่วมกันว่า 
         1.เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนให้สูงขึ้น (เน้นเรื่องผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนนักเรียน กับการอ่อานออกเขียนได้)
          2.เพื่อส่งเสริมโรงเรียนผู้นำการเปลี่ยนแปลงให้สามารถบริหารเพื่อรองรับการกระจายอำนาจได้(6 โรงเรียน)
          3. เพื่อส่งเสริมการดำเนินงาน/โครงการที่เป็นนโยบายและจุดเน้นของ สพฐ.และ สพท.
                    แล้วให้ศึกษานิเทศก์แต่ละคน  แต่ละกลุ่ม(สายนิเทศ) ที่รับผิดชอบประจำโรงเรียน  และดูแลงานโครงการต่างๆ  วางแผนการนิเทศให้บรรลุตามวัตถุประสงค์หลักทั้ง 3 ข้อ นี้
                     ที่ประชุมให้ผมเสนอแนะแนวทางการยกระดับคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนในเรื่องผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนในโรงเรียนที่มีผลการสอบ
NT ตกต่ำ  ผมก็เสนอไปว่า  ให้โรงเรียนที่ประสบปัญหาประชุมร่วมกันทั้งโรงเรียน แล้ววิเคราะห์ตามประเด็นต่อไปนี้
                     1.ปัญหา (ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตกต่ำ)
                      2.ข้อมูลบ่งชี้ว่าเป็นปัญหา (โดย ให้ระบุข้อมูลที่ยืนยันว่าเป็นปัญหาทั้งภาพกว้างและภาพลึก  รวมทั้งผลกระทบที่ทำให้เกิดความวิกฤติศรัทธา ที่ต้องรีบแก้ไขเร่งด่วน)                     
                      3.สาเหตุของปัญหา (ระบุให้ตรง  มีกติกาว่า ให้แต่ละคนมองที่ตนเองก่อน  ห้ามโทษคนอื่น โดยมองสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้เกิดปัญหานี้  เพราะถ้าระบุสาเหตุสำคัญได้ และแก้ที่สาเหตุได้ปัญหาก็จะคลี่คลายลง  ตามหลักอิทัปปตยตาของพระพุทธเจ้านั่นเอง)
                       4.แนวทางในการแก้ปัญหา (ให้พยายามคิดให้แยบยล ว่าเป็นวิธีการที่ดีที่สุดที่จะแก้สาเหตุของปัญหาได้  มีกติกาอีกว่า วิธีการที่ดีที่สุดนี้ต้องคิดเพื่อจะปฏิบัติเอง  ไม่ใช่คิดเพื่อผลักภาระให้คนอื่นทำ )
                        5.โครงการหรืองาน (โดยสถานศึกษาอาจกำหนดกิจกรรมตามข้อ 3 ให้เป็นโครงการหรืองานประจำของโรงเรียน  กำหนดปฏิทินปฏิบัติการที่ครบวงจร  กำหนดผู้รับผิดขอบ)
                        เงื่อนไขความสำเร็จของแนวดำเนินการนี้คือ
                       1.ศน.ที่รับผิดชอบโรงเรียนนี้ต้องประเมินสภาพของโรงเรียนและของตนเองให้ได้ก่อนว่า  มีข้อมูลบ่งชี้ชัดเจน  ถ้าตนเองสามารถนำประชุมเชิงปฏิบัติการได้ ก็ดำเนินการได้ทันที  แต่ถ้าเกินศักยภาพของตนเอง  อาจเชิญ ผอ.สพท. หรือรอง ผอ.สพท. และหรือ ศน.อาวุโส หรือผู้บริหารโรงเรียนที่เป็นประธานเครือข่าย มาเป็นประธานดำเนินการ
                        2.ต้องสร้างความเข้าใจกับโรงเรียนว่า เรามาเพื่อมาช่วยกันแก้ปัญหา(ซึ่งมีข้อมูลบ่งชี้ชัดเจน) ไม่ต้องการมาเพื่อจับผิดกัน  ขอให้ทุกคนสบายใจ  มาช่วยกันคิด ช่วยกันวางแผนเพื่อให้นักเรียนของเรามีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น  หากมีปัญหาภายในใดใดขอให้หยุดไว้ก่อน  เรามาพูดเรื่องแก้ปัญหานี้กันเท่านั้น
                         3.ศน.ต้องคิดหาตัวช่วยในแนวทางแก้ปัญหาแก่โรงเรียนไว้ก่อน เมื่อโรงเรียนเกิดอุดตันทางความคิด  ก็จะได้เสนอทางเลือกที่เป็นตัวช่วยให้(แต่ไม่ใช่เสนอก่อน) เช่น การประสานครูต้นแบบที่เก่งเรื่องนี้ หรือองค์กร บุคคลภายนอกมาช่วยเรื่องนี้ เป็นต้น
                       4.ต้องมีปฏิทินการดำเนินการตามแผน  มีการติดตามรับฟังการรายงานผล/แลกเปลี่ยนเรียนรู้กันเป็นระยะๆ ไม่ปล่อยให้ทำอย่างโดดเดี่ยว เพื่อแก้ปัญหาก่อนจะสายเกินแก้และแสวงหาเทคนิคการปฏิบัติให้ดียิ่งขึ้น เมื่อสิ้นปีก็มีการสรุปประเมินผลและวางแผนปรับปรุงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
                      5.สพท.ต้องใช้การบริหารงานบุคคลเป็นเครื่องมือในการช่วยส่งเสริมเรื่องนี้อย่างจริงจัง เช่น ถ้าโรงเรียนใดสามารถพัฒนาผลสัมฤทธิ์ตามแผนได้ตามเป้าหมายที่กำหนดก็ต้องมีการให้รางวัลตอบแทนตามความเหมาะสม  ถ้าทำไม่ได้ หรือไม่เอาจริงก็ต้องพิจารณาทางด้านลบ เช่น ย้าย มีผลต่อโบนัส ขั้นเงินเดือน เป็นต้น รวมทั้งสนับสนุนด้านงบประมาณ และด้านอื่นๆตามความเหมาะสม
                     ผมเห็นว่า  แนวทางเดียวกันนี้สามารถนำไปใช้แก้ปัญหาหรือพัฒนาในเรื่องอื่นๆได้อีก