การเรียนรู้ถูกรู้ผิด เรียนได้จากทุกสถานที่เพราะเป็นขาวกับดำชัดเจน และมีกฎเกณฑ์ตายตัว ส่วนการจะรู้อะไรควรไม่ควรนั้นยาก ต้องใช้ใจต่อใจใช้จิตสำนึกแทนตัวอักษร ซึ่งคุณพ่อคุณแม่เท่านั้นจะให้เราได้ดีกว่าใครในข้อนี้
บางครั้งสิ่งที่ว่าถูกต้องนั่นเองกลับเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ ไม่ควรพูด ไม่ควรคิด เรื่องละเอียดอ่อนเช่นนี้ คนที่จะกล้าบอกเรา ก็มีแต่คนที่รักเราจริงๆเท่านั้น แล้วใครเล่าจะรักเราบริสุทธิ์ มีความเมตตาอาทร และอ่อนโยนเท่าพ่อแม่
โตมาหน่อยเราได้เรียนรู้โลกกว้าง มีการศึกษา มีงานทำ มีครอบครัว แล้วชีวิตใหม่ตัวน้อยก็ถือกำเนิดมาดูโลกกับเราอีก เจ้าหนูน้อยก็เป็นอย่างที่เราเคยเป็น เขาเริ่มต้นอย่างที่เราเคยเริ่มต้น วันผ่านไป วัยก็ตามมา แต่สิ่งที่ผ่านมาไม่ใช่เพียงกาลเวลาที่ผ่านไป ทุกอย่างได้บันทึกปรัชญาชีวิตเอาไว้ให้เราได้รำลึกถึงทุกเหตุการณ์เสมอ แม้ความจำจะลืมบางอย่างไปแต่ใจยังบันทึกไว้
ผมอาจจะแปลกกว่าคนอื่นหรืออย่างไรไม่รู้นะ มีความรู้สึกกับคนที่ล่วงลับไปแล้วว่าเขาไปดี เขาไม่ต้องดิ้นรนอะไรอีก แล้วใครๆก็ต้องไปในเส้นทางเดียวกันนี้ จึงมองว่าเป็นความปกติ ไม่เห็นแปลกตรงไหนเลย สิ่งที่คิดถึงจึงไม่ใช่ความเศร้าโศก อาลัยอาวรณ์มากมาย กลับย้อนคิดไปเฉพาะส่วนที่เป็นความดีงาม ว่าเคยไปที่ไหนด้วยกัน เคยกินข้าว พูดคุยกัน จำคำที่เป็นวรรคทองของเขาได้ รอยยิ้มหน้าตาจะผุดพรายขึ้นมาจากตู้ATM.ความจำ
เป็นจริงได้แค่ไหนที่เราจะเลือกเก็บเอาแต่สิ่งดีๆ ก็มีคำถามอีกว่า การเลือกเก็บสิ่งดีกับสิ่งด้อย เราจะเลือกเก็บอะไร ระหว่างไข่ทองคำ กับไข่เน่า จะเอาไข่ไหนหยิบใส่ตะกร้า หรือว่าจะเอาทุกอย่างขอแต่ให้เป็นไข่อย่างนั้นรึ ผมมีไข่ทองคำเยอะมาก ถ้าไข่เปรียบเป็นความรู้สึกดีๆ ทุกครั้งที่ได้รู้จักใครได้คุยกับใคร ยิ่งคนที่จริตตรงกันด้วยแล้ว ต้องเทไข่ออกจากตะกร้าหลายครั้ง แม้แต่การคุยโทรศัพท์เพียงไม่กี่นาที ทุกๆวินาทีก็มีไข่เพิ่มขึ้น
คุยกับใครมีไข่ทองคำมากที่สุด? รู้สึกได้ว่าถ้าเป็นชาวเฮฮาศาสตร์นี้แหละ ไข่จะล้นตะกร้าทุกที ความรู้สึกดีๆไม่มีขาย “ถ้าอยากได้ต้องเขียนบล็อก” ช่วงนี้หลายมหาวิทยาลัย สนใจที่นำบล็อกไปเป็นเครื่องมือในการทดสอบหรือประเมินทักษะและมาตรฐานความรู้ ผมเข้าใจผิดหรือเปล่าไม่รู้นะแต่มองว่าบล็อกสามารถเก็บเกี่ยวรายละเอียดของผู้เขียนที่เราจะประเมินได้ทุกแง่ทุกมุม เพราะส่วนมากจะเป็นข้อคิดที่เขียนจากใจ รึมีใครเขียนบล็อกแบบดัดจริตคิดมิชอบบ้าง ยกมือขึ้น
อะไรที่ไม่ออกจากใจ ล้วนไร้ค่าไม่น่าอ่าน ไม่น่าติดตาม อย่าลืม..ความในใจ ของหวานใจ น่าอ่านที่ซู๊ด!! ใครก็ตามที่ผมรู้จัก ท่านล้วนเป็นหวานใจของผมโดยอัตโนมัติ หวานแค่ไหนรึใจครูคนนี้..ก็หวานเจียบจนมดเข้าไปอยู่ในคอมพิวเตอร์ เพราะนึกว่าจะมีน้ำหวานออกมาจากน้ำใจแล้วแปรเป็นน้ำคำ เออสินะ คำหวานนี่เอง ที่ผลิตออกมาจากใจหวาน แล้วมาผลิกกลับเป็นหวานใจ
ขอฝากความห่วงใยไปถึงหวานใจทั้งหลาย กรุณาดูแลความหวานให้เป็นปกติ ถ้าหนักไปทางหวานไม่เป็นไร แต่ถ้าเป็นเบาหวาน อันนี้ต้องประคับประคองความหวานให้ดี พยายามอย่าให้เบาหวาน หนักหวานเข้าไว้ พูดหวานๆ คิดหวานๆ ทำหวานๆ ยิ้มหวานๆ และทำตาหวานเมื่อคราวจำเป็น อิอิ..!!.
สวัสดีค่ะครูบาสุทธินันท์..
ขอบคุณค่ะ
พ่อครูคะ
จากหวานใจอีกคน (ฮา)
ดีใจที่หวานใจสีชมพู ส่งข่าว
ติดตามงานของครูแล้วเหนื่อยแทน
ครูยุคนี้ไม่ใช่เรือจ้างแล้ว น่าจะเป็นรถบดถนนมากว่า
เรียน ท่านครูบาฯ ที่เคารพ
ครับ วันนี้อ่านบล็อกของท่านแล้ว รู้สึกตัวขึ้นมาเลยครับ เพราะเพิ่งมีอะไรเข้าใจผิดหลายอย่างกับเพื่อนร่วมงาน บางทีเราก็โมโหเขาที่ไม่เคารพศักดิ์ศรีของเรา บางทีเราก็ช่วยเขาแล้ว เขายังมาดูแคลนเราอีก ผมนะเซ็งมากเลยครับ ท่านครูบาฯ
ที่บอกว่ารู้สึกตัวก็เพราะว่า เจอคำมีค่าคือ "ไข่ทองคำ กับไข่เน่า" นั่นเองละครับ ผมคิดว่าผมคงต้องเลือกเก็บไข่ทองคำครับ ส่วนศักดิ์ศรีก็ของสงวนท่าทีไว้ก่อน ใครทำดีก็ได้ดี ใครทำไม่ดีก็ได้บผลไปตามสมควรครับ
ขอขอบคุณสำหรับแง่คิดที่ดี มาช่วยเตือนสติครับ
หวัดดีจ๊ะพ่อฯ…
“รึมีใครเขียนบล็อกแบบดัดจริตคิดมิชอบบ้าง ยกมือขึ้น?"
หนูเองก็เคยเป็นครับ...แหมบางทีไอ้ความ (อยาก) เป็นนักปรัชญามาเข้าสิง...ทำให้ต้องแสดงบทนักปรัชญา...ยกเหตุผลมาข่มทับกันประเภทว่า...ไร้ความรู้สึกเลยทีเดียว...แต่ขอมั่งนะพ่อฯ...มันสนุกดีเวลาได้เล่นแบบเด็ก ๆ แบบนี้...ผมมันอาจจะเด็กปากจัด...ถ้ามีผู้ใหญ่เคืองมา...พ่อฯ ช่วยเป็นเถ้าแก่ให้หนูด้วยแล้วกัน...แต่มันสนุกจริง ๆ นะจ๊ะพ่อเวลาได้เล่นเป็นนักปรัชญา...มันเหมือนได้ไปวิ่งเล่นเป็นเด็กจอมแก่นอีกครั้ง...
ออยพอเมียนความสุขเจริญ ๆ เน้อ...ใช่หรือเปล่าไม่รู้เนาะ...ผมเกิดสุรินทร์ก็จริง...แต่เป็นกอนเลียวครับ...เลียวกับกวยครับ
หวัดดีอีกรอบจ๊ะพ่อ…ขอใช้บ้านคุยกับน้อง <div style="padding-right: 4px; padding-left: 0px; padding-bottom: 4px; padding-top: 0px">
สักนิสส์…หนึ่งนะครับ…เพราะค่อนข้างเกี่ยวกับเรื่องที่น้องเขายกขึ้นมาคุย…เรื่อง “ศักดิ์ศรี” กับพ่อน่ะครับ…ขอบคุณพ่อที่อนุญาต…(พูดเอง…เออเองหมดเลย)..
เรื่อง “ศักดิ์ศรี” เนี่ย พี่ก็เคยไปสักนะครับน้องโชคธำรงค์…ตอนสักนนี่เจ็บมาก…แต่ก็ต้องทนเพราะเห็นเขามี “สักสี” กันก็อยากมีบ้าง…โอว…แล้วก็มาอวดกันว่าอาจารย์ไหนสักสวย…อาจารย์ไหนกันมีดกันพร้ากันศาตราวุธนานา…
ตอนสักว่าต้องทนทรมานแล้วนา…ยังต้องมาทรมานตักรักษารักษาสักสีไม่ให้หมองคล้ำอีก…ใครจะมาแตะก็ต้องคอยเอ็ดให้ออกห่าง…เดี๋ยว “สักสี” จะไม่แจ่ม…ทนทรมารมานานกว่าจะตัดใจไปเอา “สักสี” ออก
ตอนเอาออกเนี่ย “เจ็บมาก” ขอบอก…แต่ทนเจ็บแป๊บเดียว…พอเอา “สักสี” ออกไปเท่านั้นแหละ…แหมมันโล่งดีจัง…จะไปไหนมาไหนก็เบาสบาย…แน่แหละถ้าไม่เจอกับตัวก็ไม่รู้หรอกว่า…ไอ้การหลงผิดไปติด “สักสี” ตามเพื่อน มันเป็นทุกข์แค่ไหน…แค่ฟังตาม ๆ กันมาหนะ…มันได้ความรู้สึกแค่จิ๊บ ๆ…หากได้เจอกับตัวเองรับรองเข็ดจนตาย…ไม่เอาอีกแล้วครับ “สักสี”…เข็ดจนตายไม่เอาอีกแล้ว…
คนละเรื่องเดียวกันไหมเนี่ย…รักสักสี…อย่าห่วงศักดิ์ศรี…ขอบคุณครับพ่อ…หวัดดีครับ…</div>
สวัสดีครับท่านครูบา
เห็นด้วยกับความหวานที่ออกมาจากใจครับ
สวัสดียามบ่ายแก่ๆครับท่านพ่อ ครูบา สุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์
สวัสดีค่ะพ่อครูฯ
เมื่อคืนกลับถึงบ้านประมาณทุ่มกว่า ๆ มัวแต่เสียเวลากอดฟัด กับเจ้าหวานใจ ทั้ง 2 คน จนหลับคาที่นอนไปเลย
เช้านี้แวะมาทักทายพ่อครูฯ ก่อนทำงานค่ะ
หวานใจอ้อนว่ายังไงบ้าง