เช้าวันอาทิตย์ ผมลุกออกจากพื้นที่นอนเมื่อตอนตีห้า จากนั้นอาบน้ำทำภารกิจส่วนตัว ปั่นจักรยานคู่ชีพจากห้องพักไปห้องทำงานในเวลา ๐๖.๓๐ น. แม่บ้านทักทายด้วยเสียงแสบแก้วหูว่า "ขยันจริงๆนะ..." ผมจึงบอกออกไปพอจะได้ยินกันสองคนว่า "ธรรมดา"

   ๐๖.๓๐ น. รีบสะสางงานที่ค้างไว้ และบางอย่างที่ต้องดำเนินการเพื่อใช้ในปัจจุบันและอนาคตจวบจนเวลา ๐๗.๓๐ น. เดินออกจากห้องทำงานไปซื้อข้าวใส่กล่องจำนวน ๒ กล่อง เป็นเงิน ๔๐ บาท เพื่อหวังว่า เช้านี้ ๑ กล่อง และเที่ยงอีก ๑ กล่อง ส่วนเย็นยังไม่มั่นใจนัก แม่ค้าที่ผมซื้อประจำทักทายว่า "แหม สงสัยจะขี้เกียจเดินละมั้ง..." ผมก็ตอบไปว่า "ประมาณนั้นแหละครับ" อันที่จริงผมมักจะเปลี่ยนอิริยาบถจากการนั่งทำงานเป็นเดินไปซื้ออาหารเช้าและช่วงเที่ยงอยู่ แต่คาดว่าวันนี้คงไม่มีเวลาเพราะตั้งใจไว้ว่า ไม่เสร็จไม่เลิก จากนั้นมานั่งทานข้าวไปด้วย ทำงานไปด้วย แม้ดูจะไม่เรียบร้อยเอาซะเลย แต่ก็เข้าใจแล้วว่า ทำไมฝรั่งเขาเดินคาบขนมปังไปด้วยและทำงานไปด้วย ขณะที่คนไทยโดยเฉพาะผมถูกสอนตั้งแต่อยู่ ป.๑ ป.๒ ว่าให้นั่งดื่ม นั่งรับประทานให้เรียบร้อย อย่าคุยกันในเวลารับประทานอาหาร เพราะข้าวในปากที่เคี้ยวนั้นมันน่าเกลียดและอาจหล่นลงบนจานข้าวได้ เป็นการดูไม่ดี อะไรประมาณนี้ แต่เมื่อมาอยู่กับสังคมที่ขยับขึ้นมาจากประถม ผมก็เห็นว่า คนแต่ละคนลุกลี้ลุกลนเพื่องาน บางทีเวลาสำหรับกินข้าวก็ยังไม่มี และผมก็เป็นอย่างนั้นในวันนี้ ทานข้าวไปด้วย ทำงานไปด้วย เวลา ๐๘.๓๐ น.จึงเข้าห้องบรรยาย แต่วันนี้ไม่ได้บรรยายหากเป็นผู้สรุปสาระสำคัญเนื่องจากนักศึกษารายงานการเรียนรู้ที่ศึกษาเรียนรู้มา "ผมได้ความรู้จากนักศึกษาเหล่านั้นพอสมควร" ๑๑.๒๐ พักเที่ยง ผมรีบกลับไปห้องทำงาน แต่เพื่อนท่านหนึ่งที่สอนศิลปะ มาช่วยสอนการใช้คอมเบื้องต้นให้หน่อย เนื่องจากเพิ่งซื้อโน๊ตบุ๊คมาใช้ ผมก็บอกได้เฉพาะที่ผมเรียนรู้มาจากการคลำทาง เหลืออีก ๑๐ นาทีก่อนเข้าห้องบรรยายอื่น (๑๒.๑๐ น.) จึงรีบกินข้าวกล่อง และไปเข้าชั้นบรรยาย ฟังนักศึกษารายงาน ถามตอบ ตามศักยภาพของแต่ละกลุ่ม และต่อยาวในห้องอื่นจนกระทั่ง ๑๗.๑๐ น. ปิดห้องบรรยาย

   ผมเดินกลับห้องทำงาน และรีบทำงานต่อ ไปซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาเวฟในเวลา ๖.๐๐ น. หลังจากที่รู้สึกหิว และทำงานต่อจนกระทั่ง ๒๒.๐๐ น. ปิดคอมพิวเตอร์ กลับห้องนอน ไปดูรายการทาง TITV ที่ตั้งใจไว้ว่าจะติดตาม "การสร้างเครื่องบินของมนุษย์" และอาบน้ำพักผ่อน

วันอาทิตย์นี้เป็นวันอาทิตย์ที่สวยหรูสำหรับผมอีกวันหนึ่ง ผมรู้สึกว่า มันคุ้มกับค่าอาหารที่ลงทุนไปกล่าวคือ ข้าวกล่อง ๒ กล่อง ๔๐ บาท น้ำอัดลมช่วงเข้าชั้นบรรยาย (อากาศร้อนและอบอ้าว  ห้องบรรยายไม่มีเครื่องปรับอากาศ ซึ่งสอนตัวผมเองว่า ต้องอยู่ได้กับทุกสถานการณ์) ๒ แก้ว ๒๐ บาท บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ๒๐ บาท (รับประทานจริงเพียง ๑๐ บาท) หลังเลิกงานไปซื้อโยเกิตอีก ๒๒ บาท (ท้องร้อง) รวมแล้วผมลงทุนเงินเพื่อการบริโภคจริงอาจจะมากไปหน่อยคือ  ๘๒ บาท (๙๒) สำหรับวันอาทิตย์ แต่สิ่งที่ผมได้คือ ผมอุทิศเวลาให้กับงาน (ผมไม่ได้คิดว่าเป็นงานเพื่อความก้าวหน้าของผม) จำนวน ไม่ต่ำจาก ๑๒ ชั่วโมง ............. แต่แน่นอนว่า บางคนทำได้มากเกินกว่าความสามารถที่ผมจะทำได้คือ ข้าวเหนียวหมูปิ้งเพียง ๑๕ บาท ต่อการทำงาน ๑ วันเต็มๆ ขอไว้อาลัยแด่ผู้ใช้แรงงานทุกคนครับ