กล้วยมีส่วนช่วยลดการหลั่งกรด การศึกษาในสัตว์ทดลองพบว่า กล้วยกระตุ้นเซลล์เยื่อบุกระเพาะอาหารให้สร้างเมือกปกป้องผนังกระเพาะอาหารเพิ่มขึ้น

(ต่อจากตอนที่ 1)

กลุ่มตัวอย่างที่กินอาหารซึ่งมีเส้นใยชนิดละลายน้ำสูงมากที่สุดมีความเสี่ยงต่อโรคเส้นเลือดหัวใจอุดตันลดลง 15% และโรคระบบหัวใจ-เส้นเลือดลดลง 10%

คุณค่าต่อกระเพาะอาหาร-ลำไส้เล็ก...                    

การศึกษาหนึ่งทดลองให้กลุ่มตัวอย่างกินกล้วยกับนมพบว่า กล้วยมีส่วนช่วยลดการหลั่งกรด การศึกษาในสัตว์ทดลองพบว่า กล้วยกระตุ้นเซลล์เยื่อบุกระเพาะอาหารให้สร้างเมือกปกป้องผนังกระเพาะอาหารเพิ่มขึ้น

กล้วยมีสารห้ามเอนไซม์ย่อยโปรตีน (protease inhibitor) ชนิดพิเศษ ซึ่งออกฤทธิ์แบบจำเพาะเจาะจง ช่วยกำจัดแบคทีเรียที่เป็นเหตุให้เกิดโรคกระเพาะอาหาร-ลำไส้เล็กอักเสบ และโรคแผลกระเพาะอาหาร-ลำไส้เล็ก

คุณค่าต่อคนไข้ท้องเสีย...                                  

กล้วยช่วยชดเชยการสูญเสียโพแทสเซียมในคนไข้ท้องเสีย ทำให้ฟื้นตัวจากโรคได้เร็ว

ทีนี้ถ้าท้องผูกล่ะ... เส้นใยชนิดละลายน้ำ(เพกทิน)ช่วยดูดซับน้ำไว้ และช่วยป้องักนโรคท้องผูก

ค่าดัชนีน้ำตาล...                                              

กล้วยเป็นผลไม้ที่มีค่าดัชนีน้ำตาล (glycemic index / GI) ค่อนข้างต่ำ เราถือว่า อาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำจะมีค่า GI น้อยกว่า 50-55

กล้วยดิบมีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ(ประมาณ 30) กล้วยที่สุกเพิ่มขึ้นจะมีค่าดัชนีน้ำตาลเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ จากต่ำเป็นปานกลาง (เพิ่มขึ้นได้ถึง 60 เศษๆ)

อาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ(จนถึงปานกลาง)ทำให้น้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นช้าๆ ตับอ่อนไม่ต้องหลั่งอินซูลินคราวละมากๆ ทำให้ความเสี่ยงต่อโรคอ้วนลงพุงน้อยกว่า เมื่อเทียบกับอาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลสูง

การกินกล้วยที่ไม่สุกเต็มที่ หรือยังหวานไม่มากนัก มีแนวโน้มจะดีกับร่างกายมากกว่ากล้วยที่สุกเต็มที่ หรือหวานจัด

คุณค่าต่อสายตา...                                           

การศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสารจักษุวิทยา (Archives of Ophthalmology) พบว่า คนที่กินผลไม้อย่างน้อยวันละ 3 ส่วนบริโภค(เทียบเท่าหลอดไฟชนิดมีไส้ 3 ดวง หรือ 3 ฝ่ามือไม่รวมนิ้วมือ)มีความเสี่ยงโรคจอตาส่วนกลางเสื่อม (age-related macular degeneration / ARMD) ในคนสูงอายุลง 36% เมื่อเทียบกับคนที่กินผลไม้น้อยกว่าวันละ 1.5 ส่วนบริโภค

การศึกษานี้ติดตามกลุ่มตัวอย่างทั้งผู้หญิงและผู้ชายมากกว่า 100,000 คน ติดตามไป 18 ปีในกลุ่มผู้หญิง และ 12 ปีในกลุ่มผู้ชาย

ผลการศึกษาพบว่า การกินผัก สารต้านอนุมูลอิสระ วิตะมิน และสารแคโรทีนอยด์(สารสีเหลืองในพืช)ไม่ช่วยลดความเสี่ยงโรคจอตาส่วนกลางเสื่อม ทว่า... ผลไม้วันละ 3 ส่วนบริโภคช่วยได้

คุณค่าต่อกระดูก...                                            

โพแทสเซียมในกล้วยอาจช่วยลดการสูญเสียแคลเซียม(ทางปัสสาวะ)ในคนที่กินเกลือมากลง ทำให้กระดูกเสื่อมตามวัยน้อยลง

กล้วยมีน้ำตาลชนิดฟรุคโทโอลิโกแซคคาไรด์สูงมาก น้ำตาลชนิดนี้ร่างกายย่อยไม่ได้ ทว่า... แบคทีเรียย่อยได้ ทำหน้าที่เป็นสาร "พรีไบโอทิค (prebiotic)" หรือเป็นอาหารของแบคทีเรียชนิดดี หรือแบคทีเรียท้องถิ่นในลำไส้ (โพรไบโอทิค / probiotic)

เมื่อแบคทีเรียชนิดดีในลำไส้ได้อาหารดี มันจะเติบโตดีขึ้น แบ่งตัว(เพิ่มจำนวน)มากขึ้น สร้างวิตะมินและน้ำย่อย(เอนไซม์)ออกมาช่วยย่อยมากขึ้น ทำให้การดูดซึมแคลเซียมดีขึ้น

เส้นใยจากกล้วยซึ่งดูดซับน้ำไว้ และการทำงานหลายอย่างของแบคทีเรียชนิดดีมีส่วนช่วยให้อาหารและอุจจาระผ่านทางเดินอาหารเร็วขึ้น ช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

กล้วยดิบ (green banana) มีไขมันชนิดสายโมเลกุลสั้น (short chain fatty acids / SCFAs) ซึ่งร่างกายย่อยเพื่อดูดซึมผ่านลำไส้เล็กไม่ได้

ทว่า... เซลล์เยื่อบุผิวของลำไส้ใช้เป็นอาหารและแหล่งพลังงานได้ เมื่อเซลล์เหล่านี้ได้รับ SCFAs เพียงพอ จะดูดซึมแคลเซียมได้ดีขึ้นอย่างมากมาย

งานวิจัย (ตีพิมพ์ใน Digestive Diseases and Sciences) ทำการศึกษาในทารกเพศชาย 57 คน อายุ 5-12 เดือน ซึ่งมีท้องเสียติดต่อกันอย่างน้อย 14 วัน

ผลการศึกษาพบว่า ทารกกลุ่มที่ได้รับกล้วยดิบและเส้นใยชนิดละลายน้ำมีน้ำหนักอุจจาระลดลง50% แสดงถึงผลจากการดูดซึมสารอาหารได้ดีขึ้น

กล้วยบางสายพันธุ์มีสารก่อนวิตะมิน A "แคโรทีนอยส์ (provitamin A carotenoids)" ซึ่งมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงจากโรคเรื้อรัง เช่น มะเร็งหลายชนิด โรคหัวใจ-เส้นเลือด เบาหวาน ฯลฯ

วิธีเลือกว่า กล้วยชนิดไหนมีสารแคโรทีนอยส์ง่ายๆ คือ ให้ดูสีของเนื้อกล้วย กล้วยที่มี "สีออกเหลืองทอง (more golden)" มากที่สุดจะมีแคโรทีนอยส์มากที่สุด

คุณค่าต่อสุขภาพไต...                                      

มะเร็งไตมีความสัมพันธ์กับการสูบบุหรี่ ความดันเลือดสูง โรคอ้วน การได้รับสารพิษ เช่น ใยหิน (asbestos) แคดเมียม ฯลฯ

การศึกษา (ตีพิมพ์ใน International Journal of Cancer) พบว่า การกินผักและผลไม้ทั้งผล(ไม่ใช่น้ำผลไม้) โดยเฉพาะกล้วยช่วยลดความเสี่ยงได้

(บันทึกนี้มี 3 ตอน)                                           

  • โปรดคลิกที่นี่ เพื่ออ่านตอนต่อไป(ตอนที่ 3)
  • [ Click - Click ]
  • โปรดคลิกที่นี่ ถ้าต้องการอ่านตอนแรก(ตอนที่ 1)
  • [ Click - Click ]

    แหล่งที่มา:                                      

  • Thank > The world's healthiest food (whfoods.org) > Banana > [ Click ] > June 4, 2007.
  • ข้อมูลและการอ้างอิงในบล็อก บ้านสุขภาพ มีไว้เพื่อส่งเสริมสุขภาพ และป้องกันโรค ไม่ใช่เพื่อการรักษาโรค
  • ท่านที่มีโรคประจำตัวควรปรึกษาหมอที่ดูแลท่านก่อนนำข้อมูลไปใช้
  • ขอขอบพระคุณ > อาจารย์เทวินทร์ อุปนันท์ และทีม IT โรงพยาบาลค่ายสุรศักดิ์มนตรี
  • ขอขอบพระคุณ > อาจารย์ ณรงค์ ม่วงตานี และอาจารย์เทพรัตน์ บุณยะประภูติ IT
  • นพ.วัลลภ พรเรืองวงศ์ > 2 มิถุนายน 2550 > 1 สิงหาคม 2550.