ผมชักเป็นห่วงประเทศไทยกลัวจะตายเหมือนนางวันทอง

ขุนช้างถวายฎีกา : ตอนนี้มีข้อคิด 

            หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานวิชาภาษาไทย พื้นฐาน ช่วงชั้นที่   ได้กำหนดให้เรียนวรรณคดีเรื่องขุนช้างขุนแผนตอนขุนช้างถวายฎีกา ตอนนี้ผมก็กำลังสอนเรื่องนี้ในระดับชั้น ม.๖ อยู่พอดี

 

            ประจวบกับเหตุการณ์บ้านเมืองของเราขณะนี้ กำลังวิพากษ์วิจารณ์กันว่า คดียุบพรรค และกฎหมายที่ให้เพิกถอนสิทธิทางการเมืองแก่กรรมการบริหารพรรค ควรจะมีการถวายฎีกาหรือไม่ ผมจึงรีบดึงเรื่องนี้มาบูรณาการ และวิเคราะห์เปรียบเทียบร่วมกับนักเรียนทันที

 

            ผมเห็นตุลาการรัฐธรรมนูญพิจารณาคดีกันเหน็ดเหนื่อย ยาวนาน แถมวันอ่านคำพิพากษาใช้เวลาหลายชั่วโมง ก็ให้นึกถึงเรื่องขุนช้างขุนแผน

 

            สมัยขุนช้างขุนแผนไม่ต้องมาเปลืองเวลา สอบสวน เบิกพยาน พิจารณาหลักฐานให้ยุ่งยาก จับโจทก์ และ จำเลย มาดำน้ำพิสูจน์ ใครแพ้ สั่งประหารได้เลย เพราะน้ำท่านรู้ว่าใครถูกใครผิด

 

            ตอนนี้พลายงามขึ้นเรือนขุนช้างไปลักพาตัวแม่วันทองให้มาอยู่กับพ่อขุนแผน เพราะพลายงามไม่อยากมีปมด้อย มีอะไรพร้อมหมด เมียก็มี(เกินด้วย) พ่อก็เป็นขุนนาง ตัวเองก็เป็นขุนนาง แต่ขาดแม่ มีแม่แต่ไปอยู่เป็นเมียขุนช้าง จึงปฏิบัติการลักพาตัว ขุนช้างรู้เรื่อง จะยื่นฟ้องร้องตามกระบวนการยุติธรรมตามปกติ ก็คิดได้ว่า พลายงามและขุนแผน มีเส้นสาย พรรคพวกมากมาย ย่อมเข้าข้างกัน ตัดสินเอนเอียงเข้ากับพรรคพวกจึงต้อง ถวายฎีกาแด่พระพันวษาซึ่งเป็นที่พึ่งสุดท้าย

 

            อย่างไรก็ตามในตอนจบ ความขัดแย้งในครั้งนี้นำมาซึ่งความเสียใจของผู้เกี่ยวข้องทุกคน ทั้งฝ่ายขุนช้างและฝ่ายพลายงาม กับขุนแผน เพราะการตัดสินคดีครั้งนี้เป็นเหตุให้ นางวันทอง ผู้เป็นที่รักยิ่งของทั้งสองฝ่ายต้องตาย

 

            อ่าน...ไป...เรียน...ไป...สอน...ไป...ก็ให้หวนคิดถึงสังคมปัจจุบัน นึกถึงสำนวนที่ว่า ดูหนังดูละครแล้วย้อนดูตัว กับ วรรณคดี คือกระจกที่สะท้อนภาพของสังคม

             ผมชักเป็นห่วงประเทศไทยกลัวจะตายเหมือนนางวันทอง